มีเพียงผลึกอัญมณีงามหมดจดดั่งเพชรชั้นเอก ที่ล่องลอยอยู่บนพื้นอากาศ ร่วงหล่นลงอย่างแช่มช้า
“นี่คือ...วิสัยภายในหรือ?”
พออึ้งตะลึงจบแล้ว กลับกลายเป็ความดีใจหาที่สุดมิได้แทน
เ่ิูล่วงรู้ในฉับพลันว่าภาพที่ตนเห็นเต็มสองตานี้ คือโลกทะเลทรายตันเถียนของตัวเขาเอง
สถานการณ์เช่นนี้ เป็ไปตามที่บอกเล่ากันมาทุกประการ
และเมื่อมองวิสัยภายในได้แล้ว เท่ากับบอกเป็นัยว่าการผนึกพลังนั้นสำเร็จลุล่วง สองเท้าเหยียบย่างเข้าอาณาเนื้อฟ้า เพราะมีเพียงนักยุทธ์ขั้นอาณาเนื้อฟ้าเท่านั้นที่จะสามารถมีตาทิพย์มองเห็นภายในได้
และผลึกสุกสกาววับวาวราวอัญมณีชิ้นเอกนั้น ก็คือกล้าอัคคีที่เขาผนึกพลังไว้สำเร็จนั่นเอง
เป็ต้นกล้าแห่งพลังใต้หล้าทรงอานุภาพกดทับเกาะรวมในกาย
ในวิสัยทัศน์ภายในอันกว้างขวางนี้ เมล็ดพลังค่อยๆ ร่วงหล่นลงบนเม็ดทราย ซึมลึกลงไปช้าๆ สู่ก้นบึ้งของเม็ดทราย รวดเร็วจนสายตามิอาจมองเห็น หยั่งรากลึกลงไปในพื้นดินแข็งแน่นเหมือนเหล็กกล้า
“เหมือนกับที่ตำราบอกไว้เลย กล้าอัคคีแห่งพลังหยั่งรากลึกไปได้ถึงก้นบึ้งของทะเลทรายตันเถียน แพร่กระจายเติบโตไปทีละนิด ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็บ่อน้ำพุ...”
เ่ิูท่วมท้นด้วยภาคภูมิใจ กับความลำบากยากเย็นกว่าจะได้มันมา
ก้าวแรกของวรยุทธ์ ในที่สุดเขาก็มาถึงแล้ว
โลกตันเถียนแอบซ่อนประสิทธิภาพมหาศาลไว้ กักเก็บพลังมากมายเกินจะนับไหว เป็พื้นฐานและรากฐานของพลังวรยุทธ์ มนุษย์ที่ไม่ผ่านการฝึกฝน โลกตันเถียนก็จักเป็แค่ทะเลทรายร้างชีวิต มีแต่จะต้องฝึกปรือหนักหน่วงไม่ท้อถอยเท่านั้น ดึงดูดพลังแห่งใต้หล้ามาเปลี่ยนแปลงทะเลทรายระอุนี้ ให้ชีวิตถือกำเนิด มนุษย์จึงจะพลังใต้หล้าไว้ในอุ้งมือ พลิกเปลี่ยนฟ้าดิน!
อัคคีพลังเมล็ดนี้ เป็ต้นกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพผืนทราย
ต้นกล้าของเ่ิู
พอหลุดจากญาณภายในแล้ว ทุกสิ่งเบื้องหน้าเ่ิูก็กลับกลายเป็ปกติ เป็ใจกลางซากปรักหักพังซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็สนามประลองแห่งเดิม
แนวลมัอันตรธานหายไป อากาศธาตุพัดพาเชี่ยวกราก
เศษหินและฝุ่นละอองตลบอบอวล
กลางนภานั้น พลังแห่งใต้หล้ายังขุ่นข้นอย่างมาก
หอกไน่เหอเสียบศิลาข้างกายลึกไปสิบเมตร
เ่ิูผลุดลุกขึ้นยืน พลันรู้สึกถึงพลังมหาศาลยากเปรียบปานที่ซึมอยู่ในร่าง คล้ายกล้ามเนื้อทุกระเบียด กระดูกทุกชิ้น ทุกอณูของเส้นเืเต็มเปี่ยมด้วยพลังไร้สิ้นเดือดพล่านคึกคะนอง
เขามีความคิดอยู่ว่า หากวาดหมัดออกไปทีเดียว จะสั่นะเืพสุธา ทลายฟ้ามหาสมุทร!
“นี่คือพลังแห่งจิติญญาเนื้อฟ้าหรือ?”
เ่ิูปิดเปลือกตาขยับร่างกายอย่างละเอียด
ในใจมีความมั่นใจมาก หากยามนี้ต้องประมือกับฉินอู๋ซวง เขาจักเอาชนะได้ราบคาบด้วยการโจมตีแค่สิบครั้ง
เขารู้สึกถึงพลังงานในกาย คือพลังใต้หล้ากำลังมอบความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย จากนี้ไปคือ่เวลายาวนานชั่วกัปกัลป์ เป้าหมายสูงสุดของการฝึกวรยุทธ์ คือพัฒนาให้กายเนื้อแลพลังเพิ่มพูนสั่งสมจนถึงขั้นเทพเซียนในตำนาน
นอกจากการเติบโตของพลังที่ชัดเจนแล้ว เด็กหนุ่มยังรู้ถึงสายตา โสตประสาท การดมกลิ่น ัั ประสาทััทั้งห้าเฉียบแหลมคมคายถึงที่สุด
ความรู้สึกนี้ดั่งคนทรุดโทรมมีผ้าพันแผลขมุกขมัว ฉีกกระชากความสลัวมัวหม่นออกจนสิ้น โลกใบนี้ ในสายตาของตนแล้ว ช่างงามสว่างแจ่มแจ้งเหลือเกิน
เขาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
พลิกมือดึงหอกสองปลายขึ้นมา เ่ิูมองสำรวจตรวจตรา จนเห็นลานแสดงยุทธ์พังพินาศอยู่ตรงหน้า ใจก็สลดจับจิต คราวนี้เื่ใหญ่ไปหน่อย หากสำนักมาเอาค่าเสียหายจากเขา มีหวังยุ่งแน่
เด็กหนุ่มเคลื่อนหอกในมือตามใจอยาก
ฟิ้ว!
เสียงหอกแหวกอากาศ
กระแสอากาศแห่งพลังซึ่งวนล้อมเดือดระอุกันอยู่ เป็อันต้องสลายไปด้วยถูกหอกฉีกกระชาก เงียบลงพร้อมกับศิลาที่ตกลงแทบพื้นเหมือนเดิม ควันโขมงห่างหาย ใจกลางลานแสดงยุทธ์ที่เข้าขั้นวิกฤติค่อยเข้าสู่สภาวะสงบ
เ่ิูก้าวยาวๆ ออกมาจากซากปรักหักพัง
“เอ๊ะ? คนดูล่ะ? ไปกันหมดแล้วหรือ?” เ่ิูเพิ่งพบความจริงอย่างใ พวกศิษย์ที่รายล้อมดูประลอง กลับหอกลับห้องกันไปหมดแล้วจริงๆ ด้วย กลางลานกว้างขวางเหลือหลาย ไร้แม้แต่เงาของคนสักคน
เด็กหนุ่มจิตตกเล็กน้อย
เขามีชัยต่อฉินอู๋ซวงด้วยอำนาจและพลัง ทั้งยังก้าวข้ามเื่ราวพวกนี้ไปอีก ดึงลมดึงอำนาจยุทธ์มากขนาดนี้ ไม่นึกเลยว่าคนพวกนั้นจะกลับก่อนกลางทาง ไม่คิดจะไว้หน้ากันเลยหรือไร...
ความจริงเด็กหนุ่มก็ยังอยากได้แววตาบูชาหรืออึ้งตะลึงอะไรอยู่นะ เขาคิดไว้เสียดิบดีว่าจะวางท่าเล่นมาดบ้างเอาคราวนี้ ที่ไหนได้หายไปกันหมดซะนี่!
สายลมเป่าผ่านมา ทั่วร่างดูจะเย็นๆหวิวๆ
เ่ิูชะงักกึก ก้มหน้าลงมอง ถึงพบว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือแต่กางเกงสั้นๆ เสื้อผ้าอย่างอื่นขาดเละไปเพราะศึกกับฉินอู๋ซวง เขาเกือบจะเปลือยเต็มที
“ดีแล้วที่ไม่มีคน...”
เขาเช็ดเหงื่อไคลเย็นๆ เหลือบมองหาทางกลับหอพัก วิ่งลับๆ ล่อๆ ไปไวยิ่งติดปีก
ต้องรีบหาเสื้อผ้าใส่ก่อน นี่แหละเื่ด่วนที่สุด
การโอ้อวดหรือทำตัวโดดเด่นอะไร ไว้คราวหน้าแล้วกัน
...
“ไอ้เด็กเวรเอ๊ย ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันหลบๆ ซ่อนๆ...” กลางนภา เวินหว่านนวดขมับตนป้อยๆ
“เหมือนอีเห็นขโมยไก่เลยนะ!” ข่งคงเสริม
เขาทั้งสองเสร็จสิ้นศึกของตัวเองั้แ่ครึ่งชั่วโมงก่อน เดินทางกลับสำนักกวางขาว แพ้ชนะไม่อาจรู้ แต่ดูท่าแล้วมิได้ลำบากใจแต่อย่างใด
“ใช้เวลาสองชั่วโมงเต็มๆ เพื่อผนึกพลัง ข้าล่ะแปลกใจนัก เ้าเด็กนี่เกาะกลุ่มพลังออกมาเป็เมล็ดอัคคีพลังแบบไหนกันแน่” เวินหว่านมือขวาเท้าคางครุ่นคิด
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ระดับความเข้มข้นของพลังใต้หล้าที่เ้าเด็กนี่เกาะรวมได้ หายากเหมือนเพชรในตมเชียวล่ะ ศักยภาพน่ากลัวทีเดียว!” ข่งคงหัวเราะปลื้มอกปลื้มใจ
หวังเยี่ยนไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
นางเพิ่งเก็บธงเล็กๆ ทั้งสี่กลับคืน เปลวไฟวูบวาบ มิได้ล่วงเข้าไปในร่างนาง ทุกกระบวนขั้น นางทำเพื่อปกป้องเ่ิูเท่านั้น
“ต่อจากนี้อาจเป็เื่ยุ่งยากมิใช่เบาเลย” นางเขม็งมองสองบุรุษพลางว่า “พวกเ้าทั้งสองชอบใช้กำลัง ไม่ใช่ว่าอยากมีเื่หรือ? ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานก็มีมาให้ถึงที่แล้วล่ะ”
“ถ้ามีจริงขึ้นข้านี่ยินยอมพร้อมใจเลย เก็บกักอัดอั้นมาหลายต่อหลายปี กำปั้นจะชาหมดแล้ว...” เวินหว่านพออกพอใจ
อีกด้านนั้นข่งคงยืนมือประสานไว้ด้านหลัง แขนเสื้อยาวพละพลิ้ว ท่าทีไม่ใส่ใจ “ข้าฝักใฝ่ใช้กำลังตรงไหนกัน? บุรุษสูงศักดิ์ผู้ดีมีสกุล หล่อเหลางามสง่าเช่นข้า ไม่ใช่พวกชาวเผ่าเช่นเ้า เพียงแค่พลั้งมือเป็บางครั้งบางคราวเท่านั้น เฮ้อ ความจริงแล้วข้าใจดีมีเมตตามากเลยนะ...”
เวินหว่านชำเลืองมองด้วยสายตาดูแคลน พลางสวนกลับ “ผู้ดีมีสกุล? ถุย! พลั้งมือเป็บางครั้ง? ถุย! คู่ต่อสู้เ้าทุกครั้งไม่ถูกหักมือหักขาก็หักแขน ให้เืไหลทะลักจนหมดตัว ยังจะกล้าเรียกว่าพลั้งมือเป็บางครั้งอีก คิดว่าฉายาฆ่าโลหิตของเ้าได้มาอย่างไรกันวะ...”
ข่งคง “เ้า...ไปกัน ไปหาที่ดีๆ คุยกันดีกว่า”
เวินหว่าน “ข้าไม่ว่าง”
...
...
สามวันต่อมา บรรยากาศของนักเรียนปีหนึ่งสำนักกวางขาวดูแปลกไปไม่น้อย
กลุ่มศิษย์ชั้นสูงที่ปกติจะวางท่าหรูเริดหยิ่งยโสทุกวัน เก็บอาการไปมากมาย
และเยี่ยนสิงเทียนหัวหน้ากลุ่มเด็กยากไร้เองก็เงียบงันนัก
บรรดาปีหนึ่งที่กระตือรือร้นกว่าใครเพื่อน การต่อสู้ของเ่ิูครานี้ ชะล้างใจอยากสู้ของพวกเขาไปจนหมด ะเืจนทั้งชั้นปีอกสั่นขวัญหายไปตามๆ กัน
ในสำนักนั้น เมื่อศิษย์คนใดก็ตามได้เห็นเ่ิู แววตานั้นจะพลันเคารพยำเกรงขึ้นมา น้อยคนนักจักกล้าเอ่ยคำทักทาย
เ่ิูเหมือนกลายเป็เทพเ้าแห่งสำนัก
กระทั่งเพื่อนร่วมห้องสามคนยังไม่กลับหอตอนกลางคืนสามวันติด...สามวันมานี้ พวกเขาไม่เคยมาปรากฏตัวให้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
คำข่าวต่างๆ นานาวนเวียนทั่วหมู่นักเรียน
ว่ากันว่าสำนักกำลังพิจารณามาตรการลงโทษเ่ิู
นี่มิใช่เพียงเพราะเขาทำฉินอู๋ซวงแพ้ศึก ทำลายสังเวียนสิบรายชื่อม้วยมลาย หรือผลาญอักขระไปหกแห่งแล้วเป็อย่างต่ำ รวมถึงการกระทำของเขาเป็การฝ่าฝืนกฎระเบียบของสำนักอย่างร้ายแรง
ทุกข้อล้วนเป็เหตุผล
ทว่าเหตุผลหนักหน่วงที่สุดก็คือกลุ่มศิษย์สูงศักดิ์ และอิทธิพลล้นฟ้าเื้ักลุ่มพวกนี้ อย่าได้หวังว่าจะมีเพียงอำนาจอิทธิพลเดียวเท่านั้นที่จักกดดันทั้งชั้นปี หรือพอให้กลุ่มนักเรียนชั้นสูงต่อต้านเป็ปรปักษ์ต่อนักเรียนชั้นยากไร้
ฉากหน้าเหมือนสงบเรียบร้อย แต่ฉากหลังแอบแฝงลมพายุและห่าฝนที่ใกล้เข้ามาเต็มที
ไม่ว่าอย่างไร มองมุมไหนเ่ิูก็ต้องเจอกับปัญหาใหญ่
ข่าวว่าอาจารย์ของสำนักแบ่งออกเป็สองขั้วความเห็นกับกรณีคราวนี้
หนึ่งคือ้าไล่เ่ิูออกจากสำนักกวางขาว ไม่เช่นนั้นแล้วศิษย์คนอื่นอาจทำตามกันหมด นำความโกลาหลอลหม่านเข้ามาไม่พอ แล้วจะทำการเรียนการสอนได้อย่างไร? ต้องเชือดไก่ให้ลิงดูสถานเดียว
อีกเสียงหนึ่งคือลงความเห็นว่าเ่ิูนั้นอัจฉริยะฟ้าประทาน เป็บุคคลซึ่งหาได้ยากราวเพชรในตม ลงโทษแต่น้อยก็เพียงพอ วันหลังชุบเลี้ยงเป็พิเศษไว้ ใครไม่เคยซุกซนตอนเด็กบ้างเล่า ทำลายสังเวียนไปไม่กี่สังเวียนแล้วอย่างไร ไม่อย่างนั้นสิ่งที่สำนักกวางขาวเหลืออยู่ก็คงแค่เงิน...
สามวันนี้ สองแิยังเถียงกันไม่หยุด
เสียงข่าวว่าแม้แต่สำนักเ้าเมืองหรือกองพลทิศอุดร ทักษิณ ประจิม บูรพา ก็ถามถึงเื่นี้เช่นกัน มีกลุ่มอิทธิพลใหญ่มากมายในนครลู่ิล้วนแสดงจุดยืนของตัวเองไม่ชัดเจนก็แอบแฝง
และคนต้นเื่เช่นเ่ิู กลับเหมือนมิรู้สึกตัวใดๆ
สามวันมานี้ เขาแค่กินแล้วฝึก ฝึกแล้วกินเหมือนๆ เดิม เหมือนไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ที่สุดแล้ว ในวันที่สี่ ทุกอย่างก็เข้าสู่จุดลงตัว
การตัดสินใจเื่ลงโทษเ่ิูนั้น สะท้อนอยู่บนกระจกศิลาทุกลานแสดงยุทธ์ ดึงดูดความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์จากคนมากมายเกินจะนับ
“มาดูเร็ว มาดูเร็ว กระจกศิลาบอกว่าอย่างไรบ้าง?”
“เ่ิูศิษย์ปีหนึ่ง...ลบออกจากรายชื่อ...ไม่ยอมรับผลการประลอง...ให้กักตัวคิดทบทวนสำนึกความผิดในสำนักสามเดือนเต็ม...” มีคนอ่านออกเสียงตัวหนังสือที่แสดงบนกระจกศิลาชัดเจน ยังไม่ทันอ่านเสร็จ ปากก็อ้าค้างไม่ขยับแล้ว
กลุ่มคนแออัดด้านข้าง ล้วนหน้าตะลึงงันไปตามๆ กัน