หลังคืนนั้น โลกของซูเยียนไม่เหมือนเดิมอีกบางครั้งนางตื่นขึ้นมาพร้อมกลิ่นเืในปลายจมูกทั้งที่รอบตัวมีเพียงกลิ่นไม้สนและหิมะ
บางครั้งเมื่อมองเงาตนเองในลำธารภาพสะท้อนกลับสวมชุดแดงเข้มแทนอาภรณ์สีคราม
“ข้าเป็ใครกันแน่…”
เสียงพึมพำของนางแ่เบาเทียนอวี้เฝ้ามองอยู่ไม่ห่างแต่ไม่กล้าเข้าใกล้มากเกินไปเขาััได้ถึงรอยแยกในิญญาของนาง
ซูเยียนคือภพนี้หลีเยว่คืออดีตที่ยังไม่ยอมดับหากทั้งสองหลอมรวมไม่สมบูรณ์ิญญาอาจแตกสลายเย็นวันหนึ่ง ใต้ต้นเหมยเดิม
ซูเยียนยืนมองหิมะที่โปรยลงนอกฤดูอีกครั้ง
“ท่าน…” นางเอ่ยโดยไม่หันมา “ในฝัน ข้าเห็นท่านยืนอยู่ตรงหน้า”
เทียนอวี้นิ่ง
“ท่านถือกระบี่”
หัวใจของเขาหนักอึ้ง
“แต่ข้าไม่รู้ว่า…ท่านกำลังจะฆ่าข้า หรือกำลังร้องไห้”
ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะเขาไม่ตอบเพราะความจริงคือทั้งสองอย่างซูเยียนหันมามองดวงตาคู่นั้นมีแววแดงจาง ๆ ปะปนกับความใสบริสุทธิ์
“ข้าไม่เกลียดท่าน” นางพูดช้า ๆ “แม้จะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร”
คำพูดนั้นทำให้เขาแทบควบคุมพลังในกายไม่อยู่นี่คือสิ่งที่หลีเยว่เคยพูดก่อนสลาย
“ซูเยียน” เขาเรียกชื่อปัจจุบันของนางหนักแน่น “เ้าคือเ้า ไม่จำเป็ต้องเป็ผู้ใดอีก”
แต่นางกลับส่ายหน้า
“แต่หัวใจข้า…จำบางอย่างได้”
มือของนางแตะกลางอกตนเอง
“มันเจ็บทุกครั้งที่ท่านทำท่าเหมือนจะจากไป”
คำพูดนั้นทำให้เขาชะงักทันใดนั้น
พลังสีดำบางเบาแผ่ออกมาจากร่างของนางอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่รุนแรงมันเหมือนเปลวไฟเล็ก ๆ ที่กำลังเรียนรู้จะลุกไหม้เงาหนึ่งปรากฏขึ้นไม่ไกลชายชุดดำก้าวออกมาช้า ๆ
“การแบ่งแยกระหว่างสองชีวิต…ช่างทรมานใช่หรือไม่”
ซูเยียนสะดุ้งภาพในหัววาบขึ้นอีกครั้งคราวนี้ชัดกว่าเดิมเสียงกลองศึกเสียงะโ “ลงทัณฑ์มาร”และรอยยิ้มสุดท้ายของตนเองนางกุมศีรษะ
“ข้า…คือมารหรือ”
เทียนอวี้ก้าวมาขวางหน้า
“เ้าคือเพียงผู้หนึ่งที่ถูกโชคชะตาบิดเบือน”
ชายชุดดำหัวเราะเบา ๆ
“หรือบางที…นางอาจเลือกเส้นทางของตนเองได้ หากท่านไม่ปิดบังความจริงทั้งหมด”
คำว่า “ทั้งหมด” ทำให้ซูเยียนเงยหน้าขึ้น
“ยังมีอะไร…ที่ข้าไม่รู้”
สายตาของนางมองตรงไปยังเทียนอวี้ครึ่งหนึ่งเชื่อใจอีกครึ่งเริ่มหวั่นไหวและครั้งแรกระหว่างเทพกับมารมีรอยร้าวเล็ก ๆ เกิดขึ้นจาก “ความจริงที่ไม่ถูกเอ่ย”
หิมะตกหนักขึ้นอีกครั้งคราวนี้…ขาวบริสุทธิ์แต่ไม่มีใครมั่นใจว่ามันจะคงสีเดิมได้นานเพียงใด
