บทที่ 1: ปาฏิหาริย์ข้าวต้มกระดูกหมูและศาสตร์แห่งการแช่ข้าว
เสียงมีดปังตอกระทบเขียงไม้ดัง ปัง! สนั่นห้องครัว เรียกสายตาดูแคลนจากเหล่าสาวใช้คนอื่นๆ ให้หันมามอง
โอวหยางรั่วซีไม่สนใจสายตาเ่าั้ ในมือของนางคือกองกระดูกคาตั๊งที่พ่อครัวคนอื่นตัดทิ้งเพราะเห็นว่าเนื้อน้อยและมีกลิ่นคาวจัด แต่นางกลับมองเห็นโครงสร้างทางเคมีที่ซ่อนอยู่ภายใน... ไขกระดูก (Bone Marrow) ที่อัดแน่นไปด้วยไขมันและรสอูมามิ กับ คอลลาเจน ที่เกาะอยู่ตามข้อต่อ
"เ้าจะทำอะไรของเ้าน่ะ?" แม่ครัวหวังเดินเข้ามากอดอกมองอย่างจับผิด "ข้าบอกให้ทำโจ๊กให้ฮูหยินรอง ไม่ใช่ให้มาสับกระดูกเล่น!"
"ข้ากำลังเตรียมน้ำสต๊อกเ้าค่ะ" รั่วซีตอบโดยไม่เงยหน้า นางใช้สันมีดทุบกระดูกท่อนใหญ่จนร้าว เพื่อเปิดทางให้น้ำซึมเข้าไปดึงรสชาติจากไขกระดูกออกมาได้ง่ายขึ้น
"น้ำสต๊อก? ภาษาประหลาดอะไรของเ้า"
รั่วซีไม่ตอบ แต่นางเริ่มลงมือปฏิบัติการทันที
นางโยนกระดูกหมูลงในหม้อ แต่แทนที่จะตักน้ำร้อนใส่ลงไปเหมือนที่คนยุคนี้ทำกัน นางกลับตัก 'น้ำเย็นจัด' จากโอ่งดินเผาเทลงไปจนท่วมกระดูก
"นังโง่!" แม่ครัวหวังร้องเสียงหลง "เ้าราดน้ำเย็นลงไป เดี๋ยวกลิ่นคาวก็ฟุ้งไปทั่วหรอก! ใครเขาก็ใช้น้ำเดือดลวกหมูกันทั้งนั้น!"
รั่วซีถอนหายใจเบาๆ ในใจ... นี่แหละความเข้าใจผิดของคนยุคโบราณ
"ท่านป้าหวังเ้าคะ..." รั่วซีอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังเลคเชอร์นักศึกษาฝึกงาน "ถ้าเราใส่น้ำเดือดลงไปทันที โปรตีนที่ผิวนอกของเนื้อและเืจะแข็งตัวอย่างรวดเร็ว (Coagulation) เหมือนการปิดประตูขังเืเสียและกลิ่นคาวไว้ข้างใน... แต่ถ้าเราเริ่มต้มจากน้ำเย็น อุณหภูมิที่ค่อยๆ สูงขึ้นจะช่วยดึงเืและสิ่งสกปรกออกมา ก่อนที่โปรตีนจะแข็งตัวเ้าค่ะ"
แม่ครัวหวังอ้าปากค้าง ฟังไม่รู้เื่แม้แต่คำเดียว แต่ท่าทางมั่นอกมั่นใจของเด็กสาวทำให้ป้าแกเถียงไม่ออก
ไม่นานเมื่อน้ำเริ่มเดือด ฟองสีเทาคล้ำสกปรกก็ลอยฟ่องขึ้นมาเต็มหม้อจริงๆ ตามที่รั่วซีพูด รั่วซีช้อนฟองเ่าั้ทิ้งจนเกลี้ยง เหลือเพียงน้ำใสสะอาด จากนั้นนางจึงใส่ขิงแก่ทุบและต้นหอมลงไปเพื่อดับกลิ่น ตามด้วย 'หัวไชเท้าเหี่ยว' ที่นางปอกเปลือกหนาๆ ออกแล้วหั่นเป็แว่น
"หัวไชเท้าเหี่ยวๆ นั่นอีก... ฮูหยินรองมาเห็นคงสั่งโบยข้าแน่" แม่ครัวหวังบ่นอุบ
"ผักหัวที่เหี่ยว เพราะน้ำระเหยออกไป ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเนื้อผักเข้มข้นขึ้นเ้าค่ะ เมื่อนำมาต้มน้ำแกง จะให้รสหวานล้ำลึกกว่าผักสดเสียอีก"
รั่วซีปิดฝาหม้อเคี่ยวด้วยไฟกลาง จากนั้นหันมาจัดการกับ 'ข้าวสาร' ข้าวเก่าๆ แข็งๆ ในถังข้าวสารนั้น หากต้มแบบปกติคงใช้เวลาเป็ชั่วยามกว่าจะเละ และคงสากคอจนฮูหยินรองกลืนไม่ลง
รั่วซีตักข้าวใส่ชาม ล้างน้ำหนึ่งครั้ง จากนั้นนางทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด... นางเท 'น้ำมันหมู' ลงไปคลุกกับข้าวสารดิบหนึ่งช้อน ตามด้วยเกลือหยิบมือ ขยำให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้
"เ้า... เ้าเอาน้ำมันที่มีค่าไปคลุกข้าวทิ้งทำไม!" แม่ครัวหวังแทบจะกรีดร้อง
"นี่เรียกว่าการหมักข้าวเ้าค่ะ น้ำมันและเกลือจะเข้าไปทำลายโครงสร้างผนังเซลล์ของเม็ดข้าว และช่วยนำความร้อน (Heat Transfer) เข้าสู่แกนกลางเมล็ดข้าวได้ไวขึ้น... วิธีนี้จะทำให้เราได้โจ๊กเนื้อเนียนละเอียดเหมือนแพรไหม ภายในเวลาแค่หนึ่งเค่อ (15 นาที) แทนที่จะต้องเคี่ยวครึ่งค่อนวัน"
เวลาผ่านไป กลิ่นหอมประหลาดเริ่มลอยฟุ้งไปทั่วห้องเครื่อง... มันไม่ใช่กลิ่นฉุนของเครื่องเทศ แต่เป็กลิ่นหอมนวลๆ ของกระดูกหมูที่ผสานกับความหวานของหัวไชเท้า เป็กลิ่นที่กระตุ้นน้ำลายสอที่โคนลิ้นอย่างรุนแรง
แม่ครัวหวังเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ จมูกดมฟุดฟิดอย่างห้ามไม่ได้ "หอม... หอมใช้ได้นี่"
เมื่อน้ำซุปได้ที่ รั่วซีตักกระดูกออก แล้วเทข้าวสารที่หมักน้ำมันไว้ลงไปต้ม เพียงไม่นาน เม็ดข้าวที่เคยแข็งกระด้างก็แตกบานออกอย่างรวดเร็วราวกับเล่นกล น้ำซุปเปลี่ยนจากใสเป็สีขาวข้นเหนียวนุ่ม ส่งกลิ่นหอมอบอวล
รั่วซีตักโจ๊กใส่ชามเคลือบใบเล็ก โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและเนื้อติดกระดูกที่นางแกะออกมาสับจนละเอียด หน้าตาของมันดูเรียบง่าย ขาวสะอาด แต่น่ากินจนแทบละสายตาไม่ได้
"เสร็จแล้วเ้าค่ะ" รั่วซียื่นชามให้แม่ครัวหวัง "โจ๊กกระดูกหมูสูตรเร่งด่วน... รับรองว่าฮูหยินรองต้องทานหมดถ้วย"
แม่ครัวหวังรับชามมา มองดูโจ๊กเนื้อเนียนละเอียดที่ไม่มีเม็ดข้าวแข็งๆ ให้เห็นแม้แต่เม็ดเดียว นางหรี่ตามองรั่วซีอย่างประเมินค่าใหม่ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็เคร่งขรึม "ดี... ข้าจะนำไปให้ฮูหยินรองเอง ส่วนเ้า... รออยู่ที่นี่ ห้ามไปไหน!"
หญิงร่างท้วมเดินถือถาดออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะแอบใช้นิ้วปาดขอบชามที่น้ำโจ๊กหกเลอะมาชิมเข้าปาก ดวงตาของแม่ครัวหวังเบิกโพลง... รสหวานกลมกล่อม! ไม่มีกลิ่นสาบเลยสักนิด! นี่มันฝีมือของนังเด็กก้นครัวจริงหรือเนี่ย?
...
รั่วซีมองตามแผ่นหลังนั้นไปแล้วยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าแม่ครัวหวังคงเอาผลงานนี้ไปอ้างว่าเป็ฝีมือตัวเองแน่นอน แต่ช่างปะไร... เป้าหมายของนางตอนนี้ไม่ใช่ชื่อเสียง แต่คืออาหารประทังชีวิต
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม สาวใช้หน้าห้องของฮูหยินรองก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในครัว พร้อมกับชามเปล่าที่เกลี้ยงเกลา "แม่ครัวหวัง! แม่ครัวหวังอยู่ไหน!"
"ข้าอยู่นี่" แม่ครัวหวังรีบเดินออกมา ยืดอกรับหน้า
"ฮูหยินรองชอบโจ๊กถ้วยเมื่อครู่มาก! ทานจนหมดเกลี้ยงเลย แถมยังบอกว่ารสชาติดีจนหายคลื่นไส้... ฮูหยินรองตบรางวัลให้เ้าด้วยนะ!" สาวใช้ยื่นถุงเงินเล็กๆ ให้แม่ครัวหวัง
แม่ครัวหวังยิ้มหน้าบานรับถุงเงินมา "ขอบใจเ้ามาก ข้าตั้งใจเคี่ยวตั้งนานกว่าจะได้รสนี้"
รั่วซียืนพิงเสาฟังบทสนทนานั้นเงียบๆ ท้องของนางร้องประท้วงโครกคราก เมื่อสาวใช้หน้าห้องกลับไปแล้ว แม่ครัวหวังจึงเดินกลับมาที่รั่วซีด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย
นางโยน 'หมั่นโถวลูกใหญ่' สองลูก และ 'เศษหมูต้ม' ที่เหลือในหม้อใส่ชามยื่นให้รั่วซี "เอ้า! รางวัลของเ้า... ฝีมือพอใช้ได้ วันหลังข้าจะให้เ้าช่วยเตรียมของอีก"
รั่วซีรับหมั่นโถวมา กัดกินอย่างหิวโหยโดยไม่โต้แย้ง แม้ส่วนแบ่งจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับถุงเงินที่แม่ครัวหวังได้ไป แต่นางรู้ดีว่า... นี่คือก้าวแรก
‘ในเมื่อสูตรเคมีในหัวสมองของข้า สามารถเปลี่ยนขยะให้เป็เงินได้... อีกไม่นานหรอก ถุงเงินถุงนั้นจะต้องมาอยู่ในมือข้า’
เด็กสาวเคี้ยวตุ้ยๆ พลางมองไปที่วัตถุดิบเหลือทิ้งกองต่อไป... คราวนี้สายตาของนางจับจ้องไปที่ "ไส้หมู" กองมหึมาที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล ซึ่งกำลังจะถูกเอาไปทิ้ง
"เดี๋ยวข้าจะทำให้พวกเ้าดูว่า... ของจริงมันเป็ยังไง"
