มณฑลเป่ยเหยียนตั้งอยู่สุดขอบอาณาจักรเทียนหุน ใน่เดือนแปดเช่นนี้มณฑลเป่ยเหยียนอยู่ใน่หน้าแล้งอันยาวนาน อากาศร้อนแผดเผาตลอดทั้งวันราวกับทั้งโลกอยู่ในเตา
เมืองเหยียนหลินเป็เมืองหลวงของมณฑลเป่ยเหยียน ทั้งยังเป็เมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดของมณฑล อาศัยดวงตาเพียงข้างเดียวมองลงจากยอดเขาก็ยังไม่อาจมองเห็นเมืองอันใหญ่โตนี้ได้ทั่ว ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของเมืองคือบริเวณนอกกำแพงเมือง มีแท่งศิลานับไม่ถ้วนเรียงรายแน่นขนัดอยู่ทุกแห่งหนดูราวกับผ้าขนสัตว์ บ้างสูงบ้างต่ำเตี้ยดูไปคล้ายกับป่าที่ประกอบจากแท่งศิลา ทั้งเมืองเหยียนหลินถูก’ปกป้อง’จากป่าศิลานี้เอง
ยามตะวันเริ่มลาลับ ความร้อนแผดเผาและอากาศที่ร้อนแทบตายก็ลดอุณหภูมิลง บนถนนด้านใต้ของเมืองเหยียนหลินปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวสวมหมวกฟาง มันเดินฝ่าแสงแดดยามสนธยามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองอย่างแช่มช้า
ชายหนุ่มเงยหน้ามองท้องฟ้า ด้วยหมวกฟางเก่าคร่ำคร่า สองมือซ่อนจากสายตา และผมที่ตัดสั้นเรียบร้อย มองไปไม่เป็ที่สะดุดตา แต่กระนั้นด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวจริงจังกลับให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือแก่ผู้พบเห็น
ชายหนุ่มผู้นี้คือไป๋หยุนเฟย จากเมืองชุ่ยหลิวถึงที่นี่มันมักจะเลือกใช้เส้นทางหลัก ตลอดทางมานี้ล้วนปราศจากอันตรายอันใด จึงไม่เร่งรีบเดินทางทั้งยังรู้สึกเสียดายที่ต้องเร่งร้อนเดินทางใน่เริ่มต้นออกเดินทาง อย่างแช่มช้าแต่ไม่ช้าเกินไป หลังผ่านการเดินทางมันก็ปรับตัวให้คุ้นเคยกับโลกภายนอกได้ ใช้เวลาเดือนเศษในที่สุดก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลเป่ยเหยียนได้
เหตุผลที่ใช้คำว่า’มักจะ’ก็เพราะเมื่อยี่สิบวันก่อน ไป๋หยุนเฟยเลือกใช้เส้นทาง “ชัดเจนและไม่มีทางหลงได้” ซึ่งต่างจากเส้นทางจากเดิม ผ่านไปครึ่งวันชายหนุ่มจึงสำนึกได้ว่าเส้นทางไม่ได้เป็เช่นแผนที่ระบุ มันหลงทางจนเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในป่าไป๋หยุนเฟยจึงตระหนักได้ว่าผิดทางแล้ว มันคาดว่าจะหาเส้นทางได้โดยเร็ว แต่สุดท้าย...
หลังจากเดินอยู่หนึ่งวันเต็ม ในที่สุดมันก็หาทางออกจากป่าอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้านี้ได้ และนับว่าเป็โชคดีที่ได้พบโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ชายป่า แม้ความจริงที่ว่ามีโรงเตี๊ยมในที่นี้นั้นน่าสงสัย แต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ครุ่นคิดมากความเลือกที่จะเข้าโรงเตี๊ยมเพื่อหาที่พักผ่อน
ที่แท้มันก็มาพบ‘โรงเตี๊ยมโจร’ที่ร่ำลือกันนั่นเอง นับว่าเป็เคราะห์ดีที่ยาสลบซึ่งใส่ในน้ำให้ไป๋หยุนเฟยดื่มไม่รุนแรงนัก อาจจะมีผลกับคนทั่วไปบ้าง แต่กับไป๋หยุนเฟยซึ่งบรรลุด่านภูติญญาระดับกลางเพียงโคจรพลังิญญาก็ขับฤทธิ์ยาออกหมดสิ้น เหล่าคนร้ายที่ดวงตาทอประกายมุ่งร้ายจึงถูกไป๋หยุนเฟยทุบตีจนร้องหาบิดามารดาขณะพยายามหลบหนี
พวกมันสาบานด้วยน้ำมูกน้ำตานองหน้าว่าเพียงหวังทรัพย์สินไม่เคยทำร้ายผู้ใด หลังจากไป๋หยุนเฟยยืนยันคำพูดว่าพวกมันไม่ได้โกหกแล้วจึงปล่อยตัวไป หากไป๋หยุนเฟยมีจิตใจชิงชังความชั่วร้ายดุจศัตรูคู่แค้นคงเผาพวกมันเป็เถ้าถ่านคาที่ไปแล้ว
หลังจากหาทางกลับเส้นทางหลักได้อย่างยากเย็น ไป๋หยุนเฟยก็ตัดสินใจว่าหากไม่มีคนนำทางให้ มันจะไม่ออกจากเส้นทางหลักเป็อันขาด
จากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงเดินทางราวเพลิดเพลินกับถนนหนทาง ในที่สุดมันก็เดินทางมาถึงมณฑลเป่ยเหยียนหลังออกจากเมืองชุ่ยหลิวได้สี่สิบวัน
เมื่อมองไปยังป่าศิลาและเมืองที่ถูกรายล้อมอยู่้า ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกตะลึงลาน นี่เป็ภาพที่มันไม่เคยพบเห็นมาก่อน เพียงเห็นความใหญ่โตอันน่าเกรงขามก็ทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกตื่นเต้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็บรรเทาเบาบางลง
“มาได้ครึ่งทางแล้ว! ข้าจะพักที่เมืองนี้สักสองวันค่อยเดินทางต่อ คาดว่าอีกไม่นานจะถึงมณฑลผิงชวน จากนั้นก็ไปยังสำนักช่างประดิษฐ์!” ไป๋หยุนเฟยเร่งฝีเท้าเดินไปยังตัวเมืองให้เร็วขึ้น
เมื่อเข้าใกล้ป่าศิลา ไป๋หยุนเฟยจึงพบว่าเสาศิลาแต่ละต้นตั้งห่างกันไม่น้อย ศิลาบางต้นสูงหลายสิบวา บางต้นเท่าคนที่ต่ำเตี้ยผู้หนึ่ง และบางต้นกว้างจนต้องใช้หลายคนโอบ ยังมีบางต้นคล้ายกับเป็แท่งศิลางอกยื่นออกมาจากพื้น ขณะที่บางต้นถูกฝังลึกอยู่ในพื้นดิน แต่ไม่ว่าต้นไหนก็ดูเหมือนว่าจะไม่ง่อนแง่นถล่มลงมาในเร็ววัน
จากป่าศิลาไปจนถึงประตูเมืองเป็เส้นทางตรงดิ่ง ยามเดินผ่านหมู่ศิลาให้ความรู้สึกราวกับเป็องครักษ์ที่ยืนส่งสายตาอยู่ด้านข้างคล้ายดั่งว่าพวกมันรอต้อนรับอยู่
หลังจากเข้าสู่เมือง ไป๋หยุนเฟยก็ถูกทักทายด้วยความรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ที่ผ่านมามันคิดว่าเมืองชุ่ยหลิวเจริญรุ่งเรืองที่สุดแล้ว แต่เมื่อเทียบกับเมืองเหยียนหลินแล้ว เมืองชุ่ยหลิวก็เป็เพียงหิ่งห้อยที่เทียบกับแสงจันทร์
ในด้านความกว้างของถนนนั้น ถนนในเมืองเหยียนหลินกว้างถึงสองเท่าของเมืองชุ่ยหลิว รถม้าห้าหกคันยังไม่พอจะเต็มถนนในตัวเมืองได้ แม้แต่ยามค่ำคืนก็ยังปรากฏผู้คนเดินขวักไขว่ บางครั้งถึงกับมีรถม้าวิ่งสวนกันส่งเสียงดังสนั่น
สองฟากถนนเป็ตึกรามตั้งเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ไม่เพียงไม่มืดมิดแต่ทุกตึกยังปรากฏแสงจากโคมไฟที่เรียงรายสว่างไสว มองจากที่ห่างไกลภายในตึกยังสว่างยิ่งกว่าด้านนอกอีก
ไป๋หยุนเฟยมองดูอาคารสามชั้นหลังหนึ่ง ้าสุดเป็ป้ายขนาดมหึมาเขียนว่า “ม่ายตังเปา*” --- เห็นได้ชัดว่าเป็ร้านที่ขายซาลาเปาโดยเฉพาะ ภายในอาคารเนืองแน่นด้วยผู้คน --- การค้าของที่นี่ต้องรุ่งเรืองอย่างยิ่ง กลิ่นของซาลาเปาเนื้อโชยออกมาถึงด้านนอก ผู้คนที่ผ่านไปมาอดไม่ได้ต้องขยับจมูกยามได้กลิ่นหอม คนจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งเข้าเมืองมาและกำลังหิวโหยระหว่างเดินทางเมื่อพบเห็นล้วนตาเป็ประกายก่อนจะเข้าร้านไป
ไป๋หยุนเฟยนึกดูก็รู้สึกหิวโหย เมื่อลองใคร่ครวญดูอีกครั้งก็เห็นว่าร้านนี้นับว่าดีกว่า‘ร้านซาลาเปาสุขสันต์’ที่เคยใช้บริการมากมายนัก จึงเดินเข้าไปทันที
หลังจากมีพนักงานต้อนรับหญิงนำทางขึ้นไปยังชั้นที่สองแล้ว ไป๋หยุนเฟยจึงให้แนะนำซาลาเปามาสักหลายชนิด เมื่อมีพนักงานหญิงคอยปรนนิบัติไป๋หยุนเฟยจึงดื่มกินราวกับาา ในที่สุดชายหนุ่มก็เข้าใจแล้วว่าไฉนร้านนี้จึงมีลูกค้ามากมายปานนี้ เมื่อได้รับประทานซาลาเปาที่พิเศษเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องพึงพอใจ
หลังจากจัดการซาลาเปาทั้งสิบลูกบนโต๊ะหมดไป๋หยุนเฟยจิบชาอย่างพอใจ เมื่อใช้ไม้จิ้มฟันแคะฟันเสร็จจึงเรียกชำระเงิน
ขณะลุกขึ้นจากโต๊ะไป๋หยุนเฟยหยิบเงินจ่ายเหรียญแก่พนักงานไปไม่น้อย ขณะหันกายเดินลงจากชั้นบนออกจากร้าน ถุงใส่เงินในมือมันก็หายวับไป
ด้วยความเบิกบานไป๋หยุนเฟยจึงไม่ได้ระวังตัวยามออกจากร้าน ขณะที่นำถุงใส่เงินออกจากแหวนช่องมิติ ชายวัยกลางคนผมยุ่งเหยิงท่าทางธรรมดากำลังลอบมองจากมุมของชั้นสอง ยามมองเห็นถุงใส่เงินหายวับไปดวงตามันก็ฉายแววตื่นเต้น
ยามที่ไป๋หยุนเฟยเดินลงสู่ชั้นล่าง ชายผู้นั้นก็ยืนขึ้นจ่ายเงินและตามติดไป๋หยุนเฟยอย่างใกล้ชิด เป็ถึงภูติญญาระดับกลางแต่ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ระวังตัวแม้แต่น้อย
บนถนนยังคงสว่างไสวเนื่องด้วยยังหัวค่ำ ผู้คนมากหลายยังเดินขวักไขว่ ไป๋หยุนเฟยไม่รีบร้อนหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน จึงตัดสินใจเดินเล่นชมเมืองและซื้อหาสิ่งของก่อน
ผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปไป๋หยุนเฟยก็พบว่าในเมืองนี้มีผู้ฝึกปรือิญญามากมายนัก!
พลังิญญาอันเปี่ยมล้นและเป็เอกลักษณ์ของผู้ฝึกปรือิญญามักจะสั่นไหวต่อผู้ฝึกปรือิญญาด้วยกัน แม้ไม่ถึงขั้นประเมินความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้ฝึกปรือิญญาออก ขอเพียงพลังไม่ต่างชั้นจนเกินไป ก็ย่อมสามารถบอกได้ว่าคนใดเป็ผู้ฝึกปรือิญญา
ไป๋หยุนเฟยพบเห็นผู้ฝึกปรือิญญาที่โอหังหลายคนไม่คิดจะปิดบังพลังของตน มิหนำซ้ำยังใช้พลังข่มขวัญผู้คนให้หลีกทางด้วยความรำคาญ ดูท่าผู้ฝึกปรือิญญาเหล่านี้มักจะทำเช่นนี้เสมอ พวกมันเดินพลางหัวเราะอย่างโอหังราวกับบนถนนมีมันเป็ผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
“แม้แต่ปัจเจกิญญาระดับกลางก็กล้าโอหังปานนี้? หรือพวกมันไม่กลัวจะล่วงเกินผู้ฝึกปรือิญญาคนอื่น? บางที... พวกมันจะมีผู้หนุนหลังอันยิ่งใหญ่ในเมืองนี้?” ไป๋หยุนเฟยหรี่ตามองดูผู้ฝึกปรือิญญาผู้หนึ่งโยนคนที่ไม่อาจขยับตัวหลีกทางได้ทันลงกับพื้น เมื่อเห็นว่าผู้ที่ถูกโยนโขกศีรษะกับพื้นขออภัย ไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่สั่นศีรษะหมดความคิดจะลงมืออีก มันจึงหันหลังเดินต่อไปตามถนน
ชั่วขณะที่หันกาย คนผู้หนึ่งก็ไม่อาจหลีกทางได้ทันจึงชนเข้ากับไป๋หยุนเฟย ขณะที่ตัวมันไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียวอีกฝ่ายกลับร้องสั้นๆก่อนจะล้มไปด้านหลัง
ด้วยความใไป๋หยุนฟยยื่นมือโดยสัญชาตญาณไปคว้าข้อมือฝ่ายตรงข้ามไว้ ชายผู้นั้นก็ใคว้ามือไป๋หยุนเฟยและถูกดึงไว้ก่อนจะล้มลงกับพื้น
“เฮ้! เป็อะไรของเ้า --- จู่ๆก็หันกลับมาโดยไม่สนใจรอบข้างเลยหรือ?” ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งกล่าวอย่างขุ่นเคืองพลางใช้มือซ้ายนวดไหล่ขวา
“โอ ข้าขออภัย” ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดขึ้นก่อน ไป๋หยุนเฟยได้แต่นิ่งงัน ก่อนจะกล่าวขออภัยโดยไม่โต้แย้งอันใด ปล่อยให้ชายกลางคนเดินบ่นจากไป
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะเบาๆเลิกสนใจอีกฝ่ายและเดินต่อไป ก่อนจะทันได้เดินก้าวที่สองมันก็ขมวดคิ้วอย่างสับสน
“ข้ารู้สึกแปลกๆ หรือมีบางอย่างไม่ถูกต้อง?”
ใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะไป๋หยุนเฟยก็พลันหอบหายใจ ขณะยกมือขวาขึ้นมาสองตาก็เบิกค้างด้วยความแตกตื่น ปากอ้าค้างด้วยความเหลือเชื่อ
แหวนบนมือขวา แหวนช่องมิติหายไปแล้ว!!
--------------------------------------------------------------------------
(*) ม่ายตังเปา เป็การล้อเลียนชื่อแมคโดนัลด์ ซึ่งภาษาจีนจะเรียกว่า ม่ายตังเหลา
