เล่มที่ 6 บทที่ 177 ปีศาจแห่งท้องทะเล
จงหยางเองก็ไม่ใช่คนประเภทที่ว่าใครจะหาเื่ได้ง่ายๆ จึงโต้กลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“สำนักเชียนซานเองก็ไม่เลวเลยนี่ ถึงกับได้หินทาซานมาครอง แถมยังเป็ก้อนที่หนักที่สุดอีกด้วย มีน้ำหนักถึงหนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพันหกร้อยจินเลยทีเดียว เกรงว่าคงจะมีแค่เรือรบเซินหลัวเท่านั้นที่จะรองรับไหว หากเป็เรือลำอื่นเกรงว่าคงได้อับปางไปแล้ว…”
“…” หวังจิ่งได้ยินดังนั้นก็ก่นด่าอีกฝ่ายในใจทันที ‘บ้าเอ๊ย สำนักโยวินี่ช่างร้ายกาจไม่เบา สำนักข้าเพิ่งจะได้หินทาซานมาแท้ๆ พวกเ้ากลับก็รู้แล้วว่าก้อนที่หนักสุดมีน้ำหนักเท่าใด แถมยังแม่นยำเสียด้วย หรือว่าไส้ศึกของพวกเ้าจะเป็ศิษย์สายตรงของสำนัก?’
‘นี่มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว!’
‘กลับไปจะต้องตรวจสอบให้ดีเลยเชียว!’
พอเห็นหวังจิ่งขบฟันแน่นด้วยความโกรธ จงหยางก็ยิ้มหน้าระรื่นออกมา ก่อนจะพูดแขวะอีกฝ่ายต่อ
“จริงสิ ได้ยินว่าหินทาซานมีค่าเอาเื่เลยทีเดียว สำนักเชียนซานต้องระวังให้ดีเชียวล่ะ อย่าได้ถูกดักปล้นไปล่ะ คงจะรู้ดีสินะ ว่าแถบทะเลอูไห่ไม่ค่อยสงบเท่าไรนัก…”
“หึหึ…” หวังจิ่งได้ยินก็แค่นหัวเราะเ็า
“ใครจะกล้า?”
“เื่นี้พูดยาก…” จงหยางยกยิ้มพิลึกออกมา ก่อนจะเสมองไปทางเหนือของเมืองวั่งไห่ ซึ่งเป็ที่ตั้งของสำนักกระบี่หลีซาน
“ตัวอย่างเช่นที่ทางเหนือไงล่ะ…”
“พวกนั้น…” ขณะที่กำลังจะเอ่ย หวังจิ่งก็ไหวตัวทันเสียก่อน ‘บ้าจริง เ้าอ้วนนี่มันร้ายไม่เบาเลย พูดออกมาแค่ไม่กี่คำก็เกือบทำให้สำนักเชียนซานแตกคอกับสำนักกระบี่หลีซานแล้ว’ พอคิดได้ดังนั้น หวังจิ่งก็รีบหุบปากทันที หลังจากจ้องจงหยางอยู่นาน จึงเอ่ยออกมา
“จริงสิ ครั้งนี้สำนักโยวิได้ลูกแก้วัทั้งสิบแปดลูกมาครอง ดังนั้นคงจะสร้างนรกโยวิสิบแปดขุมได้แล้วสินะ?”
ทุกคนต่างก็เป็หนึ่งในสามสำนักใหญ่เช่นกัน สำนักเชียนซานจึงรู้ดีว่าเมื่อหลายพันปีก่อน สำนักโยวิก็คิดสร้างนรกโยวิสิบแปดขุมั้แ่ตอนนั้นแล้ว แต่กลับติดขัดเพราะขาดวัตถุดิบชนิดหนึ่ง และบัดนี้พวกเขาได้ลูกแก้วัที่มีพลังฟ้าดินอัดแน่นมาครองแล้ว เกรงว่าอีกไม่นานคงจะสร้างนรกโยวิสิบแปดขุมออกมาได้เป็แน่ ถึงตอนนั้น ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงผีดิบของสำนักโยวิจะต้องรวดเร็วขึ้นจนน่าใแน่นอน
จงหยางได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ปฏิเสธอะไร เขาทำเพียงยิ้มน้อยๆออกมา
“แต่ข้าได้ยินมาว่าหวงซีจากสำนักกระบี่หลีซาน อยากสร้างสิบแปดเขตแดนกระบี่มาตลอด บัดนี้ลูกแก้วัของพวกเ้า ถือว่าเหมาะสมยิ่งนัก…”
“หึหึ ศิษย์พี่หวังคิดจะล้อเล่นกันหรือไง?” จงหยางยังคงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มราวกับไม่ใส่ใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ทว่าในใจกลับครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะทั่วทั้งเมืองวั่งไห่ ไม่มีใครไม่รู้ว่าหวงซีฝึกฝนเคล็ดวิชาต้าหยินหยาง และหลายปีที่ผ่านมา เขาก็เอาแต่มุ่งหน้าเสาะหาลูกแก้วัเพื่อเอามาสร้างสิบแปดเขตแดนกระบี่ หรือบางทีอีกฝ่ายอาจจะหมายตาไว้จริงๆ…
“ข้าว่านะ ระวังไว้หน่อยจะดีกว่า หวงซีผู้นี้น่ะ…”
เดิมทีหวังจิ่งก็เป็คนเ้าเล่ห์อยู่แล้ว แค่เห็นสีหน้าจงหยางก็รู้ทันทีว่าตนเองเป่าหูอีกฝ่ายได้สำเร็จ ขณะที่กำลังจะพูดเพื่อเติมเชื้อไฟให้เ้าอ้วนเกิดความกลัวมากขึ้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังมาจากด้านหลัง
“วันนี้ดูว่างกันจังนะ ถึงได้มีเวลามานินทาสำนักกระบี่หลีซาน…”
และเสียงที่ดังขึ้น ก็เป็เสียงของหวงซีนั่นเอง…
หวังจิ่งเห็นดังนั้นก็ทำหน้าไม่ถูกทันที
“คือว่า… วันนี้อากาศดีไม่เลวเลยเนอะ ใช่ไหมล่ะ ศิษย์น้องจง…”
“ใช่ๆ อากาศดีเลยทีเดียว”
หวงซีส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินเฉียดทั้งคู่ไป ทำราวกับพวกเขาไม่ใช่ศิษย์สายตรง แต่เป็เพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
สำหรับหวงซีแล้วถือเป็เื่ธรรมดามาก เพราะในฐานะที่เป็ศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งของสามสำนักใหญ่ หวงซีจึงไม่เห็นคนรุ่นเดียวกันอยู่ในสายตาอยู่แล้ว
แต่ชั่วขณะที่เฉียดผ่านไปนั้น หวังจิ่งและจงหยางก็สบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย และต่างคนก็ต่างเห็นความไม่พอใจในดวงตาอีกฝ่าย
‘เป็ศิษย์สายตรงเหมือนกันแท้ๆ ทำไมจะต้องกลัวด้วยล่ะ?’
แม้หวงซีจะมีความสามารถเหนือคนรุ่นเดียวกัน อีกทั้งทั่วทั้งทะเลอูไห่ก็ไม่มีใครสามารถรับมือเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้น ข้อแตกต่างก็ไม่ได้ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ดังนั้นเมื่อเจอกัน ทำไมถึงจะต้องหวาดกลัวราวกับหนูเจอแมวด้วย จริงไหม?
และสายตาทั้งสองคู่นี้เอง…
คนที่เพิ่งจะทะเลาะกันแท้ๆ แต่จู่ๆก็เกิดความสามัคคีขึ้นมา
“ศิษย์พี่หวง” หวังจิ่งชิงเอ่ยปากก่อน
“หื้อ?”
“ข้ามีเื่หนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ” ขณะที่พูดหวังจิ่งก็เดินขึ้นหน้ามาหลายก้าว ก่อนจะหยุดตรงจุดที่ห่างจากหวงซีไม่ถึงสามฉื่อ สายตาจับจ้องอีกคนอย่างไม่เกรงกลัว
“ครั้งนี้สำนักกระบี่หลีซานถึงกับโจมตีเรือรบเซินหลัวของสำนักเซียนซานเลยนะ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?”
“ใช่ สำนักโยวิของข้าด้วย!” ในเมื่อหวังจิ่งเปิดฉากแล้ว จงหยางเองก็ไม่รอช้ารีบสมทบต่อทันที
“ข้าเองก็อยากถามศิษย์พี่หวงเหมือนกัน เกาะกุ่ยคูของสำนักโยวิไปขัดตาอะไรสำนักกระบี่หลีซานหรือ ถึงกับถูกเรือรบเฟยเซียนถล่มจนราบเป็หน้ากลองภายในคืนเดียว?”
พอพูดจบ จงหยางก็เหล่มองไปทางเรือรบเฟยเซียนที่ห่างออกไป
“ถ้าศิษย์พี่ไม่อยากพูดก็ไม่เป็ไร ข้าจะไปถามเอากับศิษย์สำนักกระบี่หลีซานคนอื่นก็ได้…”
ขณะที่พูดประโยคนี้ออกมา ใบหน้าของจงหยางไม่หลงเหลือรอยยิ้มเช่นเคยอีกต่อไป ส่วนหวังจิ่งที่อยู่ด้านข้าง ก็ไม่ได้มีสีหน้าดีไปกว่ากันเท่าไรนัก สองตาเอาแต่จดจ้องไปที่หวงซีด้วยความท้าทาย บัดนี้คนทั้งคู่คิดจะร่วมมือกันเพื่อบีบให้หวงซีลงมือ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะได้ช่วยกันโค่นหวงซีให้หลุดจากตำแหน่งศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งของทะเลอูไห่เสียที
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้หวงซีไร้เทียมทานมาเป็เวลานาน นานเกินไปจนกระทั่งศิษย์สายตรงทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว บัดนี้สิ่งที่ทั้งคู่ต้องทำก็คือเอาชนะความกลัวนี้ให้ได้ ต่อให้ต้องร่วมมือกับคนอื่นก็ตาม
ระหว่างที่จงหยางกับหวังจิ่งพยายามบีบบังคับหวงซี ก็มีเรืออีกลำแล่นเข้ามาพอดี และเรือลำนี้ก็คือเรือรบเฟยเซียน เมื่อมองไปก็พบว่าใบเรือโค่นหักลงมา ส่วนที่ท้องเรือก็มีรอยแตกยาวนับสิบจ้าง และน้ำทะเลกำลังเอ่อทะลักเข้าไปแล้ว…
ทั้งที่ใกล้จะเทียบท่าแล้วแท้ๆ แต่เรือรบเฟยเซียนกลับไม่ลดความเร็วแม้แต่น้อย มันยังคงแล่นเข้ามาด้วยความเร็ว คนที่เฝ้าดูอยู่ที่ฝั่งถึงกับหวีดร้องด้วยความใ หากยังไม่ลดความเร็วละก็ มีหวังได้พุ่งชนเข้ามาเป็แน่
เหล่าคนที่เฝ้าดูอยู่บริเวณท่าเรือ จึงรีบพากันถอยห่างด้วยความกลัว…
ชั่วขณะที่เรือรบเฟยเซียนกำลังจะพุ่งชนเข้ามานั้น จู่ๆก็มีเสียงะเิดังขึ้นที่ด้านหลังเรือ ก่อนที่ปีศาจใต้ทะเลขนาดมหึมาสูงนับร้อยจ้างจะพุ่งทะยานขึ้นมา…
เ้าปีศาจขนาดั์นี้มีรูปร่างคล้ายปลาหมึก หัวของมันมีขนาดใหญ่และกว้างเกือบยี่สิบจ้างเลยทีเดียว ้าสุดของหัวก็คือปากอันมหึมา ภายในช่องปากมีฟันแหลมคมเรียงกันแน่นขนัด แถมที่ลำตัวด้านหลัง ยังมีมือนับสิบขนาดใหญ่ปรากฏอยู่อีกด้วย
หลังจากที่ดีดตัวขึ้นมา มือทั้งสิบของมันก็ตีเข้ากับน้ำทะเลจนเกิดเป็คลื่นน้ำรุนแรง จากนั้นก็พุ่งด้วยความเร็วยิ่งกว่าเรือรบเสียอีก
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
