สำนักเ้าด่าน
เพราะเป็หนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นบนสภาพภูมิประเทศที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของด่านโยวเยี่ยน หอและอาคารของที่นี่แม้จะไม่ได้งามประณีตที่สุด ผนังและกำแพงแม้จะไม่ได้แข็งแกร่งทนทานที่สุด แสงจากโคมไฟแม้จะไม่สว่างไสวที่สุด ทว่าที่แห่งนี้กลับเป็แดนศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งมากที่สุดในสายตาและหัวใจของคนในด่านโยวเยี่ยน
เพราะว่าที่นี่คือบ้านของคนๆ นั้น
นับั้แ่ยี่สิบปีที่แล้ว ลู่เฉาเกอมายังด่านโยวเยี่ยน มาพำนักอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้เป็ต้นมา ตลอดยี่สิบปีมานี้ เขาก็ไม่เคยออกจากที่แห่งนี้เลย นอกจากออกศึก
สำหรับมนุษย์ทุกคนในด่านโยวเยี่ยน กำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในภพไทวะ กระบวนป้องกันที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด รวมทั้งกองทหารตัวฉกาจ ความรู้สึกปลอดภัยที่พวกเขาให้มายังไม่อาจเทียบได้กับความตื้นตันเมื่อร่างของคนผู้นี้ปรากฎขึ้นมาเลย
ลู่เฉาเกอ เทพาแห่งด่านโยวเยี่ยน
ิญญาศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองด่านโยวเยี่ยน
ความแข็งแกร่งของเขา ไม่เคยมีใครสงสัยมันมาก่อน
แต่ว่าศึกเมื่อวานนี้ กลับทำให้ใจของคนหลายคนมีเงาเมฆครึ้มปกคลุม
ในเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของเยี่ยนปู้หุย แล้วยังดรุณีเปลวเพลิงจากนครอันธการอีก คำที่พวกเขาบอกไว้ก่อนไป ทำให้ทั้งกองทัพโยวเยี่ยนล้วนเป็กังวลและทุกข์ใจด้วยความฉงน
ไม่รู้ว่าคิดผิดไปหรือเปล่าที่ว่า วินาทีนี้เมื่อเงยหน้ามองไปยังสำนักเ้าด่าน จะเห็นการคุ้มครองและพิทักษ์ที่นี่เข้มงวดกว่าเมื่อก่อน
ก่อนฟ้าจะสาง จำนวนคนที่เดินเข้าออกสำนักเ้าด่านก็มากกว่าวันธรรมดาหลายสิบเท่า
แต่เพราะเื่เหล่านี้ถูกกฎหวงห้ามไว้ ส่วนมากจึงไม่รู้กัน
ในลานหลังสำนักเ้าด่านมีลานล้อมรั้วไม้ไผ่ตั้งอยู่แห่งหนึ่ง
ในลานนั้นมีเรือนไม้สีเหลืองไม่เป็ลำดับอยู่ห้าหกเรือน
เหล่าเสนาธิการของหอบัญชาการล้วนนั่งหน้าเคร่งกันอยู่หน้าเรือนไม้ บางครั้งก็พูดคุยหรือเจรจาอะไรกันเสียงเบาหวิว ไม่กล้าส่งเสียงดัง
บนแท่นหน้าเรือนไม้ขนาดใหญ่ั์ตรงกลางนั้น มีชายฉกรรจ์สวมชุดจากผ้าเนื้อหยาบ ถอดรองเท้ายืนอยู่สี่คน ล้วนแต่มีผมสีน้ำตาลตัดสั้น ผมแข็งประหนึ่งเข็มเหล็กระยับสีดำ ใบหน้าดั่งอาวุธ ดูเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นเป็อย่างมาก มีเพียงระดับสูงของกองพลโยวเยี่ยนเท่านั้นถึงจะรู้ว่า สี่คนนี้คือองครักษ์ผู้แกร่งกล้าของลู่เฉาเกอ พลังมากจนวัดค่ามิได้ หากอยู่นอกกองทัพย่อมมีพลังยุทธ์มากพอเป็แม่ทัพใหญ่คนหนึ่งทีเดียว
เสียงข่าวว่าทั้งสี่เคยเป็อัจฉริยะจากพรรค ภายหลังได้ลู่เฉาเกอรับเอาไว้ เก็บไว้ข้างกายเสมอ
ทั้งสี่ไม่ได้ลงมือมานานมากแล้ว พวกเขาไม่เคยพูดคุยกับใครอื่น ราวกับคนเป็ใบ้มาแต่กำเนิด กล่าวกันว่าพวกเขามีจิตมุ่งมั่นวรยุทธ์อย่างมากจึงไม่้าถูกเื่อื่นรบกวน ดังนั้นจึงปิดกั้นการรับรู้ทุกอย่างแล้วฝึกฝน แม้ว่าจะเป็ระดับสูงของกองทัพก็ตามที หากได้พบสี่คนนี้ก็ยังต้องหนาวกับความกดดันที่ไม่อาจจำกัดความเป็คำพูด
โดยปกติแล้วทั้งสี่จะปรากฏตัวน้อยครั้งมาก อาศัยอยู่อย่างลับๆ ในสำนักเ้าด่าน แม้ว่าลู่เฉาเกอจะออกรบทำาก็ตาม ก็ไม่เคยพาพวกเขาไปด้วยเลย
แต่วันนี้ทั้งสี่กลับปรากฏตัวพร้อมกันทั้งหมด คุ้มครองอยู่หน้าเรือนไม้ ยิ่งทำให้บรรยากาศที่ตรึงเครียดอยู่แล้ว กระอักกระอ่วนเข้าไปกันใหญ่
แกร๊ก!
ประตูบานน้อยของเรือนไม้ถูกเปิดออก
หลิวอวี่หลางเดินออกมาจากด้านใน ใบหน้าเรียบสงบ เขายืนอยู่บนแท่นนั้น
มองเห็นสายตาหลายคู่มองมายังตนแล้ว เขาจึงกระแอมทีหนึ่งแล้วว่า “ผู้บัญชาการลู่ไม่เป็ไร เสนาธิการทุกท่านกลับไปก่อนเถอะ เข้าประจำการหน้าที่ตนเสีย การรับรองความเคลื่อนไหวของด่านโยวเยี่ยนต่างหากคือเื่สำคัญที่สุด ผู้บัญชาการให้ข้ามาขอบคุณทุกท่านที่ห่วงใย สามวันต่อจากนี้ ผู้บัญชาการลู่จะออกประชุมพลพรรคครั้งแรกเื่ฤดูกาลแห่งการบุก หวังว่าถึงเวลานั้นจะไม่มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นนะ”
ฝูงชนด้านล่างเมื่อได้ยินคำเช่นนั้น สีหน้าก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็ขอกลับก่อนล่ะ”
“ใช่แล้ว ผู้บัญชาการลู่ไม่เป็ไร เป็โชคของ์โดยแท้...”
“พี่หลิวพูดถูก ทุกคนเข้าประจำหน้าที่ตนเอง อย่าทำผิดพลาดเพราะความเลินเล่อเด็ดขาด นี่สิถึงจะเป็การสนับสนุนที่ดีที่สุดต่อท่านผู้บัญชาการลู่”
พูดคุยกันเสียงเบาหวิวแล้วก็ทยอยเดินจากไป
หลายคนฉงนเล็กน้อย หลิวอวี่หลางมีตำแหน่งในหอบัญชาการเป็แค่ผู้นำสาส์นและอ่านตรวจสอบเท่านั้นเอง มิใช่ตำแหน่งสลักสำคัญอะไรเลย ในการวางยุทธการณ์หลายครั้งก็หาใช่มีผลงานเด่นตาไม่ ทำไมคราวนี้ ผู้บัญชาการลู่าเ็เล็กน้อย บุคคลผู้ไม่เคยมีบทบาทมาก่อนไม่ว่าเมื่อใดกลับโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันนะ
ยามนี้ แม้แต่ผู้าุโวัยกลางคน่ปลายๆ ของสำนักเ้าด่านยังคิดอย่างแปลกใจว่า ตัวเขาคงจะดูเบาเซียนภาพผู้นี้มากเกินไป
เมื่อยืนส่งทุกคนกลับแล้ว หลิวอวี่หลางก็มีแววกังวลและคิดหนักเป็ขึ้นมาแวบหนึ่ง
เขาหมุนกายเดินกลับไปในเรือนไม้
ในเรือนนั้นไม่มีของจำพวกกระบวนอักขระอะไรอยู่เลย ของเก่าแก่ที่ติดตั้งไว้ภายในก็ช่างหยาบและเรียบง่าย เตียงไม้ เก้าอี้และโต๊ะไม้แสนธรรมดา ริ้วรอยแห่งการใช้งานอันยาวนานทำให้มันเปลี่ยนสีและเริ่มเหลืองเก่า ภาพอันแสนเรียบง่ายมีกลิ่นอายความเป็ธรรมชาติอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ ทำให้ใจคนสงบลงได้อย่างง่ายดาย
บนพรมหญ้ากลางเรือนไม้นั้น ลู่เฉาเกอนั่งขัดสมาธิอยู่ นิ้วทั้งสิบประสานกันสนิท เหนือศีรษะมีบุปผาปราณสามดอกไร้รูปร่างล่องลอยขึ้นลง ไอหมอกจางๆ ล้นเอ่อออกมาจากกายของเขา
ใบหน้าแสนธรรมดานั้นมีแสงสีแดงน่าพิศวงวับวามไม่ขาดตอน สลับหายสลับปรากฏ
ยามยืนมองอยู่ตรงประตู เหมือนว่าทุกอย่างในเรือนไม้นี้ช่างสงบยิ่งนัก
แต่หลิวอวี่หลางรู้ ว่ามันก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น
แค่เข้าไปใกล้ลู่เฉาเกอในระยะหนึ่งเมตรเท่านั้น จะพลันรู้สึกถึงพลังงานล้างผลาญที่สาดซัดเข้ามา แม้เป็ผู้แข็งแกร่งอาณาทะเลระทมที่โดนพลังพวกนี้เข้าไป น่ากลัวว่าอาจาเ็สาหัสได้ในพริบตา
ลู่เฉาเกอในตอนนี้กระตุ้นพลังลมปราณของเขาเต็มอัตราเสมือนเทพ์
“นับั้แ่าปีนั้นมา ข้าไม่เคยเห็นเ้าด่านลู่าเ็หนักเท่านี้มาก่อน” หลิวอวี่หลางกังวลใจไม่น้อย เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ทำได้แค่รอเวลาเงียบๆ ต่อไป
เวลาไหลผ่านไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา
บุปผาปราณสามดอกบนศีรษะลู่เฉาเกอจมลงท้ายทอยของเขาไป ไอหมอกสีขาวที่พันรอบกายค่อยๆ สลายหายไป ของประหลาดที่ล่องลอยอยู่รอบกายเขาและตกกระทบแสงอาทิตย์อย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่าค่อยๆ ร่วงหล่นลงบนพรมหญ้า
เทพาโยวเยี่ยนค่อยๆ ลืมตาตื่น
เขาหายใจออกเบาๆ
“ใต้เท้า เป็เช่นไรบ้างขอรับ?” หลิวอวี่หลางยินดีนัก เขารีบถาม
ลู่เฉาเกอพยักหน้าเบาๆ เขากำลังจะพูดแต่ทว่า
“พรวด!”
เืสดพุ่งออกมาจากปาก
“ใต้เท้า...” หลิวอวี่หลางตระหนกอย่างหนัก
ลู่เฉาเกอปัดมือ “ไม่เป็ไร ในกริชของเยี่ยนปู้หุยมีคำสาปฝังอยู่ ยากจะขจัดมันได้ เปลวเพลิงของหญิงมารอับแสงมีพลังความมืดอยู่ด้วย ข้าไม่ตรวจสอบให้ดี จึงถูกพลังพวกนี้รุกล้ำเข้าร่างไป อยากจะขจัดมันออกไปแต่ต้องใช้ความพยายามพอดูเลย...เฮอะๆ คราวนี้ เยี่ยนปู้หุยเกือบได้ชัยจริงๆ นั่นแหละ”
เอ่ยพลางแบมือออกมา เหนี่ยวรั้งอากาศว่างเปล่าไว้ช้าๆ
เืสดที่เขาพ่นออกมาพลันเหมือนมีชีวิต มันเคลื่อนไหวด้วยตัวเองจากพื้น พรมและบนเก้าอี้ไม้มารวมตัวกัน ท้ายสุดก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นรวมเป็กลุ่มแสงสีแดงชาดเหมือนไข่มุก กลับเข้าฝ่ามือลู่เฉาเกอไป
สิ่งแปลกปลอมที่ปะปนอยู่ในกระแสเืถูกกำจัดออกไปหมดแล้ว
ผลึกโลหิตโปร่งใสเม็ดนี้บริสุทธิ์เป็ที่สุด หนำซ้ำยังส่องแสงประหลาดออกมาเป็ริ้วๆ อีกด้วย
แต่หากเพ่งมองให้ดีจะพบว่ามีริ้วลายประหลาดสีขาวดั่งงูพิษเลื้อยคลาน แล้วยังสีดำอ่อนๆ เป็สายน้อยใหญ่ที่กะพริบอยู่ตลอดเวลา
“เป็พลังคำสาปที่น่ากลัวทีเดียว น่าจะเป็ของจากราชสำนักของาาปีศาจแดนหิมะ” ลู่เฉาเกอมองพลังประหลาดในโลหิตนั้นอย่างละเอียด เขายิ้มบางแล้วว่า “คำสาปของเผ่าปีศาจแดนหิมะกล่าวกันว่าแม้แต่ิญญาศักดิ์สิทธิ์ยังหวาดหวั่น สมชื่อจริงแท้”
หลิวอวี่หลางพูดไม่ออก
สมชื่องั้นหรือ?
สถานการณ์ร้ายแรงเช่นนี้แท้ๆ ผู้บัญชาการลู่ท่านช่างใจกว้างเหลือเกิน ยังมีแก่ใจมาพูดเื่พวกนี้อีก เหมือนว่าคนที่ถูกคำสาปนั่นรัดตรึงเอาไว้ไม่ใช่ตัวท่านอย่างไรอย่างนั้น
“พลังประหลาดสองประเภทเข้าสู่ร่างกาย ขจัดออกไปยากเสียหน่อย ต้องใช้เวลา่หนึ่ง” ลู่เฉาเกออ้าปากกลืนเม็ดเืนั้นกลับเข้าร่าง
เืเนื้อและกระดูกของร่างกายผู้แข็งแกร่งขั้นสูงสุดนั้น เสมือนสมบัติฟ้าประทานที่แอบซ่อนพลังงานแกร่งกล้าเอาไว้ หากสูญเสียเนื้อหนังมังสาและโลหิตไป อาจเป็ความเสียหายต่อพลังลมปราณได้ อีกทั้งโลหิตนี้จะอยู่ไปร้อยปีก็ไม่เน่าเปื่อย อีกทั้งยังเป็เืที่แอบซ่อนเพลิงความมืดและคำสาปเอาไว้อีก กลายเป็พลังพิบัติทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เอาได้
“หากข้าไม่อาจขจัดพลังมารทั้งสองอย่างนี้ได้ น่ากลัวว่า...” ลู่เฉาเกอคิด แล้วเอ่ยต่อ “น่ากลัวว่าจะรั้งเวลาฤดูแห่งการบุกของกองทัพเอาได้ หากไม่ทันการจริงๆ กองทัพโยวเยี่ยนคงต้องเปลี่ยนผู้บัญชาการคนใหม่แล้ว”
หลิวอวี่หลางได้ยินแล้วก็ตื่นตะลึง เขาผุดลึกขึ้นยืน อ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรถึงจะดี
ความสามารถระดับลู่เฉาเกอยังพูดเช่นนี้ออกมา พอจะเห็นได้เลยว่าเขาไม่มั่นใจในการนำด่านคราวนี้ คำสาปกับเพลิงความมืดนั่น น่ากลัวระดับนี้จริงๆ น่ะหรือ?
“เป็ไปได้อย่างไร ผู้บัญชาการท่าน...” หลิวอวี่หลางพูดไม่ออก
ลู่เฉาเกอยิ้ม เขากดระดับพลังแปลกปลอมในกายเอาไว้แล้วตอบ “อย่าเป็ห่วงข้าเลย เผ่าปีศาจร่วมมือกับนครอันธการคราวนี้ สำหรับพวกเราแล้วย่อมเป็เื่ไม่มงคลอันใหญ่หลวง ตอนวันนั้นข้าอยากสืบหาให้มากกว่านี้ แต่เสียดายที่าาคนใหม่ของนครอันธการไม่ยอมพูด พูดแค่ว่าแลกเปลี่ยนสองคำเท่านั้น หวังว่าเผ่าปีศาจกับนครอันธการจะไม่รวมมือกันจริงๆ นะ จะว่าไป พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลอันใดให้ร่วมมือกันเลยด้วยนี่”
เอ่ยถึงตรงนี้เขาก็เสริมขึ้นอีก “หากราชสำนักส่งของที่ข้า้ามาได้ทันเวลา บางทีอาจแก้ปัญหาในร่างกายข้าทันก่อนฤดูใบไม้ผลิแห่งการบุกก็เป็ได้ หาไม่แล้ว...”
หลิวอวี่หลางได้ยินแล้วก็โกรธ เขารัวเป็ชุด “หรือว่าพวกนั้น จะกล้าไม่เห็นแก่ส่วนรวม ทำความลำบากให้ผู้บัญชาการลู่ท่านตอนนี้? พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ?”
ลู่เฉาเกอเพียงยิ้มเท่านั้น “สำหรับเหล่าคนที่ฝันหวานอยากรื้อถอนด่านโยวเยี่ยนเ่าั้ นี่มิใช่โอกาสอันดีหรือ? ข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไปง่ายๆ เป็แน่”
ลู่เฉาเกอนิ่งแล้วก็พูดต่อ “อ้อ ข้าได้ยินมาว่าพรรคใหญ่ทั้งหกส่งผู้แข็งแกร่งเข้าด่านมาแล้วหรือ?”
