แล้วจู่ๆ โม่อวี่เฟิงที่ไม่เคยทำดีกับนางสักครั้ง ก็มองร่างผอมบางของตนเองแล้วเอ่ยถามอย่างห่วงใย “สุขภาพของน้องยังไม่ดีขึ้นหรอกหรือ จึงยังต้องกินยาอยู่ แต่ยานี้หอมดีจริงๆ แค่ได้กลิ่นรู้สึกสดชื่นแล้ว ใช้สมุนไพรชั้นดีอันใดกันเล่า”
โม่เสวี่ยถงรับน้ำชาจากโม่อวี้มาดื่มคำหนึ่งก่อนอธิบายให้ฟัง “ขอบคุณพี่ชายใหญ่ที่ห่วงใยเ้าค่ะ สุขภาพของข้ามิได้เป็อะไรหนักหนา ไม่ต้องกินยาแล้วก็ได้ เพียงแต่ข้าติดกลิ่นหอมเย็นแบบนี้จึงมีไว้สำรองใช้ เพราะตอนกลางคืนข้ามักจะนอนไม่หลับ สีหน้าจึงดูซีดเซียว ญาติผู้พี่สกุลลั่วเคยไปขอกำยานหอมจากคุณชายไป๋มาให้ ปรกติจุดแล้วภายในห้องก็จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้จิตใจสงบ ข้าสูดกลิ่นแล้วก็รู้สึกว่ากลิ่นช่างคล้ายกับยาที่กินอยู่นี้ ดังนั้นจึงยังกินอยู่ตลอด”
“อ้อ... ที่แท้กลิ่นหอมก็มีสรรพคุณทางยาด้วย วันหลังจะต้องขอให้ฝู่กั๋วกงซื่อจื่อส่งมาให้บ้าง ท่านย่าอายุมากแล้ว แต่มักจะนอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าหากจุดกำยานแล้วจะดีขึ้นหรือไม่” โม่อวี่เฟิงถามอย่างมีนัยแอบแฝง เบื้องลึกดวงตาหยั่งไปไม่ถึงก้นบึ้ง
ฉินอวี้เฟิงที่อยู่ด้านข้างสงวนวาจา ยกสุราดื่มจนหมด แล้วถือจอกสุราเปล่าเล่นอยู่ในมือเงียบๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด สาวใช้ด้านข้างจะเข้ามาเติมสุราให้ แต่ถูกเขาห้ามไว้ ส่วนมือยังคงเล่นจอกสุราอยู่เช่นเดิม สายตามิได้มองผู้ใด จับจ้องเพียงจอกสุราเปล่าตรงหน้า ปานว่าสามารถมองเห็นบุปผาจากบนนั้นได้
“พอพี่ใหญ่กล่าวถึง ข้าก็คิดว่าอาจจะได้ผลนะเ้าคะ ท่านย่ามักปวดศีรษะอยู่บ่อยๆ เพราะนอนไม่หลับ หากใช้ได้ดั่งคำกล่าวของพี่ชายจริงๆ ข้าจะต้องให้พี่ชายลั่วส่งมาเพิ่มอีกสักหน่อย ให้ท่านย่าได้ใช้บ้าง” โม่เสวี่ยถงยิ้มกล่าวตอบรับ
“น้องสามสูดกลิ่นกำยานหอมทุกวัน ป่วยนานจนจะกลายเป็หมอเสียเองแล้วกระมัง ข้าได้ยินมาว่าน้องสามยังค้นหาตำราแพทย์ด้วย คิดจะร่ำเรียนวิชาแพทย์ใช่หรือไม่” โม่เสวี่ยิ่ยิ้มอ่อนโยน บอกเป็นัยให้คนรู้ทางอ้อม
“หากน้องสามเรียนวิชาแพทย์ก็ยิ่งดีเลย ยามที่ท่านย่าไม่สบายเล็กๆ น้อยๆ ก็จะได้ไม่มีปัญหาแล้ว พี่สนับสนุนเ้าเต็มที่ พรุ่งนี้ข้าจะหาตำราแพทย์ส่งไปให้” โม่อวี่เฟิงพูดเสียงดังราวกับรู้สึกสนใจและตื่นเต้น ทำให้ทุกคนล้วนมองมาที่นาง
จู่ๆ คุณหนูลูกผู้ดีคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ทั้งที่ไม่สามารถรักษาอาการป่วยให้ใครได้ ความหมายนี้ชวนให้ผู้คนต้องขบคิด
“พี่ใหญ่ช้าไปแล้ว น้องสามไหนเลยจะไม่มีตำราแพทย์ เมื่อสองสามวันก่อนสาวใช้ที่ชื่อโม่อวี้กล่าวว่าตอนนี้น้องสามนับว่าเป็ผู้มีพร์ด้านการแพทย์ไปแล้ว ได้ยินมาว่ามีตำราแพทย์มากมายซ้อนกันเป็ตั้งๆ อยู่ในห้องด้านหลัง จริงหรือไม่เล่าน้องสาม” โม่เสวี่ยิ่บิดผ้าเช็ดหน้า ทำคล้ายกับว่าเพียงหยอกเย้าพี่ชายของตน
แต่ความหมายย่อมเป็การยืนยันว่าโม่เสวี่ยถงทำเื่เหล่านี้จริง
พวกเขาสองพี่น้อง้าแสดงให้คนรู้ว่าตนเองสนใจวิชาแพทย์ หรือมีเป้าหมายอื่น โม่เสวี่ยถงคิดว่าน่าจะเป็เหตุผลที่สอง เพียงแต่การคาดเดาที่มีผลกระทบแต่ไม่อาจทำลายภาพลักษณ์ความสง่างามก็ไม่อาจตัดสินอันใดได้
ได้ยินโม่อวี้พูดถึง? โม่เสวี่ยิ่ช่างเข้าใจพูด ใครบ้างไม่รู้ว่าโม่ซิ่วชอบมาคุยกับโม่อวี้ แต่เมื่อคำกล่าวนี้พูดออกมาต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่ โม่เสวี่ยถงย่อมไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธในเวลานี้ นางเงยหน้าขึ้นขบริมฝีปาก หน้าแดงปลั่งอย่างขวยอายระคนสงสัย “พี่หญิงล้อเล่นแล้ว ข้าไม่รู้วิชาแพทย์เลยจริงๆ นะเ้าคะ”
โม่เสวี่ยิ่หมายจะลากนางเข้าไปผูกกับเื่รู้วิชาแพทย์ให้ได้ ช่างมีความพยายามสูงนัก
“จะเป็ไปได้อย่างไร น้องสามอ่านตำราแพทย์มากมายขนาดนั้น แม้จะไม่เป็ แต่ก็นับว่ามีพื้นฐานความรู้ วางใจเถอะหน่า... พี่ไม่ให้เ้ามาตรวจรักษาโรคอะไรหรอก แค่ได้รู้ว่าบ้านตนเองมีสตรีที่ชำนาญวิชาแพทย์เท่านี้ก็ดีใจแล้ว” โม่อวี่เฟิงหัวเราะเสียงดัง ฉวยโอกาสรวบรัดตัดความ ปิดโอกาสแก้ตัวของโม่เสวี่ยถง
“ได้ยินมาว่าความรู้ด้านการแพทย์ของญาติผู้พี่เฟิงก็ยอดเยี่ยมนัก ซ้ำยังศึกษาจากตำราด้วยตนเอง ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดล้วนเป็เช่นนี้ มักจะพลิกวิกฤตเป็โอกาสค้นหาช่องทางใหม่ๆ ได้เสมอ แต่เื่เหล่านี้หาใช่สิ่งที่คนโง่เขลาอย่างพวกเราคิดอยากจะเป็ก็เป็ได้ เอาเถอะ อย่าพูดถึงเื่นี้กันอีกเลย ดื่มสุรากันดีกว่า”
นี่มิใช่เป็การตัดโอกาสให้นางอธิบายหรอกหรือ โม่เสวี่ยถงหัวเราะเยาะหยันในใจ แต่กลับไม่คิดต่อความ นางอยากเห็นว่าพวกเขาจะลากตนเองลงน้ำอย่างไร แล้วก็หมุนตัวหันไปคุยเบาๆ กับหวางอีหลัน
แต่การที่นางวางเฉยไม่มีความกดดัน ไม่แม้แต่จะแก้ตัว กลับทำให้คนรู้สึกว่าโม่อวี่เฟิงมีวัตถุประสงค์แอบแฝงจึงจงใจกล่าวเช่นนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณหนูสามสกุลโม่แม้จะเป็ธิดาที่เกิดจากภรรยาเอก แต่กลับไม่เป็ที่รัก ไม่เหมือนกับพี่ชายน้องสาวบุตรอนุภรรยาคู่นี้ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะดีงามอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างไร วันนี้การที่โม่อวี่เฟิงพาดพิงว่าโม่เสวี่ยถงรู้วิชาแพทย์ ย่อมทำให้คนเกิดความแคลงใจ
สายตาของคนเ่าั้จึงมองเขาด้วยความระแวงสงสัย โม่อวี่เฟิงถูกจ้องจนรู้สึกกระอักกระอ่วน โม่เสวี่ยิ่จึงต้องรีบแก้หน้าช่วยยุติหัวข้อนี้ลง แล้วเสชวนไปคุยเื่อื่น
ต่อมาไม่นาน พวกเขาก็ผลัดกันเล่าเื่สนุกน่าสนใจ ทั้งเ้าบ้านทั้งแขกต่างเริงรื่นสุขสันต์กันถ้วนหน้า แม้แต่โม่เสวี่ยฉงก็ยิ้มแย้มอ่อนโยนขึ้น ไม่พูดแทรกไม่กล่าวกระทบกระเทียบให้เสียบรรยากาศ เตาอุ่นภายในศาลายิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาถอดเสื้อคลุมกันลมออกแล้วพาดไว้บนฉากกั้น เสียงหัวเราะดังมามิได้ขาด
แต่โม่เสวี่ยถงกลับรู้สึกอึดอัดในทรวง ฉวยโอกาสลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนอยู่ด้านที่ไม่มีฉากกั้นลม แล้วชมดอกเหมยสองสามต้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเพียงลำพัง ด้านนี้เป็ฝั่งรับลมพอดี เหล่าสาวใช้ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างก็เข้าไปรวมกันรอปรนนิบัติอยู่ด้านใน ดังนั้นที่นี่จึงไม่มีใครอื่น สงบเงียบเป็อย่างยิ่ง ดอกเหมยสองสามต้นนั้นบานสะพรั่งงดงามยิ่ง แม้จะมีเพียงเจ็ดแปดกิ่ง แต่ก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนเห็นป่าเหมยทั้งผืนอยู่ตรงหน้า ดอกเหมยแต่ละช่อเกาะอยู่บนกิ่งก้าน บ้างก็ยังตูมอยู่ บ้างก็ชูช่อตระหง่าน งดงามจับตายิ่งนัก
เป้าหมายที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อมาชมความงามของดอกเหมย เพียงแต่พอมาถึงที่หมายก็กลับลืมเลือนไปจนหมดสิ้น ยามนี้เริ่มมีบางคนนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์ของพวกเขาคือมาชมดอกเหมย กลิ่นหอมระรวยรื่นนาสิกโชยมาเป็ระรอก สะท้อนกลิ่นอายเหมันต์อย่างแท้จริง
“น้องสามจะเข้าไปดูด้วยกันหรือไม่ ยืนไกลขนาดนี้มองไม่ชัดหรอก” โม่เสวี่ยิ่หัวเราะคิกคักจูงหวางอีหลันเข้ามาหา
“ไม่ดีกว่า พี่หญิงกับคุณหนูหวางและน้องสี่ไปชมกันเถิด ข้าอยู่ในนี้อบอุ่นกว่า” โม่เสวี่ยถงยิ้มตอบ
“งั้นก็ได้ น้องสี่ คุณหนูหวางพวกเราไปกันเถอะ” ครานี้โม่เสวี่ยิ่ไม่ฝืนใจนาง หันไปพูดกับโม่เสวี่ยฉงและหวางอีหลันด้วยรอยยิ้ม
เหล่าสาวใช้เห็นดังนั้นก็รีบนำเสื้อคลุมมาสวมให้คุณหนูทั้งสาม เมื่อครู่ตอนที่เข้ามาในศาลา เนื่องจากด้านในอากาศอบอุ่น พวกนางจึงถอดชุดคลุมออก โม่เสวี่ยถงมายืนอยู่ปากทางเข้าศาลาคนเดียวนานแล้ว ไม่มีใครใส่ใจเข้ามาสวมเสื้อคลุมให้นางสักคน แต่กลับกระตือรือร้นเข้าล้อมหน้าล้อมหลังคุณหนูคนอื่นๆ มือเป็ระวิง
“น้องหญิงถงไม่ไปด้วยกันหรือ ตรงนั้นเห็นชัดกว่านะ” ฉินอวี้เฟิงกำลังจะออกไปเช่นกัน แต่กลับหยุดยืนถามนางก่อน
“ใช่ว่าต้องเข้าไปใกล้ๆ จึงจะเห็นชัดเสียหน่อยนี่ ตัวอยู่ในหุบเขาหรือจะเห็นความงามทั่วทั้งขุนเขา” โม่เสวี่ยถงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะข้างในอากาศอบอุ่น ใบหน้าขาวซีดจึงเริ่มมีเืฝาดแดงระเรื่อ ดวงตาคู่สวยทอประกายระยิบระยับ ดูหยาดเยิ้มเย้ายวนเป็ธรรมชาติกลมกลืนกับใบหน้าใสซื่ออย่างลงตัว แม้เผลอมองเพียงแวบเดียว ก็ยังทำให้หัวใจสั่นสะท้าน
ยิ่งมายืนอยู่เพียงลำพัง ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่านางเป็โฉมงามอรชร ผู้อ่อนแอน่าสงสารไร้ที่พึ่งพิง
ทว่าหางตากลับแฝงความรู้สึกเ็าห่างเหิน ไม่อยากให้ใครมาเข้าใกล้
“กล่าวได้ดี... ตัวอยู่ในหุบเขา หรือจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของทั้งขุนเขา ข้ากับเ้าก็ล้วนเป็เช่นนั้น...” ฉินอวี้เฟิงถอนใจเบาๆ สายตาทอดจับอยู่ที่ตัวนางฉายแววล้ำลึก หลังจากนั้นก็เดินออกจากศาลาไปยืนอยู่ใต้ต้นเหมย แววตาเหมือนกำลังใช้ความคิด เหลียวมองกลับไปที่โม่เสวี่ยถงซึ่งยืนอยู่ข้างในนิ่งนาน
จนกระทั่งโม่เสวี่ยถงเหลือบตามองกลับมา เขาจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน จากนั้นหันไปพูดคุยกับโม่เสวี่ยิ่ จากมุมที่โม่เสวี่ยถงยืนอยู่ มองไปก็เห็นว่าใบหน้าของโม่เสวี่ยิ่ยามนี้ดูนุ่มนวลดั่งสายน้ำ ความอ่อนโยนแบบนั้นมีเพียงชายหญิงที่มีความรักต่อกันจึงจะแสดงออกมาได้ หรือว่าบุรุษที่โม่เสวี่ยิ่มีใจรักมั่นอย่างแท้จริงก็คือฉินอวี้เฟิง?
การตระหนักรู้ที่ผุดขึ้นมาในสมองกะทันหันชวนให้รู้สึกตะลึงงัน ความตระหนกที่ได้รับโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้นางมือกำแน่น การอ่านคู่ต่อสู้ไม่ออกคือสาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ แต่ถึงยามนี้นางก็ยังมองฉินอวี้เฟิงไม่ออกจริงๆ
ชาติก่อนนางรู้เพียงว่าเขาตกหลุมรักโม่เสวี่ยิ่อย่างล้ำลึก มีอะไรดีๆ ก็จะสรรหามาให้ก่อนเสมอ ของที่มอบให้ตนเองมีเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่อาจเทียบโม่เสวี่ยิ่ได้อยู่แล้ว สมองของนางในยามนี้เหมือนมีรูรั่วเต็มไปหมด นางมองไปที่โม่เสวี่ยิ่กับฉินอวี้เฟิงที่กำลังเดินเคียงกันช้าๆ ท่ามกลางบุปผา คนหนึ่งหล่อเหล่างามสง่า อีกคนงดงามอ่อนหวาน...
โม่เสวี่ยิ่ไม่เคยแสดงตัวว่าอยากแต่งงานกับฉินอวี้เฟิง หลังจากเขาช่วยนางต้อนตนเองสู่ความตายสำเร็จ ในที่สุดโม่เสวี่ยิ่ก็แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหว หากไม่ใช่เพราะเขาวางแผนการอยู่เื้ั ตนเองหรือจะต้องตายอย่างน่าเวทนาเยี่ยงนั้น หรือว่าทุกสิ่งล้วนมิได้เป็เช่นดวงตาเห็น
พวกเขาในยามนี้ เห็นได้ชัดว่าโม่เสวี่ยิ่หลงรักฉินอวี้เฟิง ในขณะที่อีกฝ่ายกลับวางเฉย ดูไม่มีความรู้สึกใดๆ กับโม่เสวี่ยิ่ทั้งสิ้น
นางคาดสิ่งใดผิดไปหรือ? หากเป็จริงดังว่า บุคคลที่อยู่เื้ัโศกนาฏกรรมชั่วชีวิตของนาง แท้จริงแล้วสวมบทบาทแบบไหนอยู่กันแน่ และสาเหตุที่เขาจ้องทำลายตนเองอยู่ทุกย่างก้าวเพื่อสิ่งใด...
ความหนาวเหน็บจากก้นบึ้งหัวใจแล่นพล่าน นางรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว ด้วยนิสัยของฉินอวี้เฟิง หากตนเองไม่ได้ก็ต้องทำลายทิ้ง เมื่อเขาวางแผนให้โม่เสวี่ยิ่ได้แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหว เช่นนั้นก็ย่อมไม่ใช่เพราะรักนาง แต่เขากลับหาเื่ตนเองมาโดยตลอด ถึงขั้นวางแผนทีละก้าว ต้อนจนถึงที่ตาย...
ดูเหมือนว่าฉินอวี้เฟิงจะรับรู้ได้ว่าโม่เสวี่ยถงจ้องมองตนอยู่ จึงหันไปยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่นางมองไม่เห็นความยินดีที่จมลึกอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของดวงตา
จากนั้นเขาก็หันกลับไปคล้ายว่าไม่ใส่ใจ แล้วพาโม่เสวี่ยิ่ไปชมดอกเหมย พลางหันไปยิ้มแย้มพูดคุยกับพวกโม่อวี่เฟิง
คนผู้นี้นางดูไม่ออกจริงๆ แต่นางจะต้องรู้เกี่ยวกับตัวเขาให้ได้ มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะต้องตายในเงื้อมมือเขาอีก รู้สึกเพียงว่าบุรุษตรงหน้าเป็คู่ปรับที่รับมือยากที่สุดสำหรับนาง
“คุณหนู คุณหนูเ้าคะ ฟางอี๋เหนียง... ฟางอี๋เหนียงเกิดเื่แล้ว” ขณะที่โม่เสวี่ยถงกำลังจะกลับไปนั่งด้านใน สาวใช้ผู้หนึ่งก็ร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัวดังลั่นมาจากปากทาง
ทุกคนต่างหยุดนิ่ง หันหน้าไปทางต้นเสียง ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าโม่อวี่เฟิงกับโม่เสวี่ยหมินต่างมองไปด้วยความตื่นเต้น สีหน้าลำพองเผยแววยิ้มร้ายกาจออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เกิดอะไรขึ้น” โม่เสวี่ยิ่ซ่อนแววตากระหยิ่มยิ้มย่องไว้ แล้วเข้ามาถามอย่างร้อนใจ เนื่องด้วยความรีบร้อนจึงก้าวพลาดเกือบล้มลง โชคดีที่ฉินอวี้เฟิงอยู่ด้านข้างจึงเอื้อมมือมาประคองไว้ทัน
“อี๋เหนียงเกิดเื่แล้วเ้าค่ะ ทะ... ที่เรือนชิงเวยของคุณหนูสาม นะ... นายท่านก็อยู่ คุณหนูใหญ่รีบไปเถอะเ้าค่ะ” สาวใช้กระหืดกระหอบเลือกพูดแต่ส่วนสำคัญ ยังไม่ทันกล่าวจบ ทุกคนต่างพากันวิ่งไปเรือนชิงเวย โม่เสวี่ยถงร่างกายอ่อนแอจึงรั้งอยู่ท้ายสุด โดยมีโม่หลันคอยประคองให้เดินไปช้าๆ
“อย่าร้อนใจไปเลย เื่ราวมักมีโอกาสพลิกผันได้เสมอ หากยังไม่ถึงที่สุดก็อย่าเพิ่งยอมแพ้” ฉินอวี้เฟิงกล่าวกับนางอย่างอ่อนโยน ไม่รู้ว่าเขาลงมาอยู่รั้งท้ายกับนางั้แ่เมื่อไร
แล้วเขามาพูดกับนางเช่นนี้ได้อย่างไร
โม่เสวี่ยถงหันไปมองใบหน้าองอาจหล่อเหลาของอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา
คล้ายกับมีเสียงดังลั่นอยู่ในสมอง ในความทรงจำเนิ่นนานที่ตนเองลืมเลือนไปแล้วในชาติปางก่อน คลับคล้ายว่าเขาเคยพูดประโยคแบบนี้กับนางมาก่อน แต่เป็ตอนไหนกันนะ... ก่อนจะพบกับซือหม่าหลิงอวิ๋น หรือหลังจากเข้าไปอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วโหวแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน เมื่อความทรงจำกับความจริงทับซ้อนกัน ราวกับเวลาย้อนกลับไป...
ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน ดูเหมือนจะไม่ใช่เป็ศัตรูคู่แค้น...
ไม่! เป็ไปไม่ได้! นางสะบัดศีรษะอย่างแรง สลัดความคิดไร้สาระในสมองออกเสีย ยามนี้นางจะสับสนไม่ได้ ฉินอวี้เฟิงต้องรู้ในจุดนี้แน่ จึงจงใจเข้ามาสร้างความสับสน เพื่อปั่นป่วนแผนการของนาง ต้องเป็เช่นนี้แน่นอน
“เป็อะไรไป ไม่สบายหรือ อย่างกังวลเกินไปนัก” น้ำเสียงนุ่มนวลของฉินอวี้เฟิงเฉียดผ่านหู วาจาประหลาดที่เพิ่งกล่าวออกมาประโยคนั้น ดูเหมือนไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเอ่ยออกมาได้ โม่เสวี่ยถงควบคุมอารมณ์ของตนได้แล้ว แพขนตายาวกะพริบถี่สองสามครั้ง ดวงตาคล้ายถูกคลุมด้วยไอหมอกรับกับสีหน้าซีดเผือดอย่างถึงที่สุด ทำให้คนััได้ว่ายามนี้นางทั้งตระหนกและหวาดหวั่น
“ขอบคุณพี่ชายเฟิงเ้าค่ะ ข้า... ตอนนี้ข้าขอไปดูก่อน” นางหลบสายตาจากเขาคล้ายกำลังหวาดกลัว รีบก้าวเท้าไปพร้อมกับโม่หลัน ติดตามคนที่อยู่ด้านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ฉินอวี้เฟิงที่อยู่ด้านหลังแววตาล้ำลึกอย่างน่าประหลาด
ยามที่ทุกคนไปถึงเรือนชิงเวย โม่ฮว่าเหวินนั่งอยู่ในห้อง นอกจากเขาแล้วก็มีท่านหมอวัยประมาณสามสิบปีอยู่ในห้องด้วยอีกคน กำลังตรวจชีพจรให้ฟางอี๋เหนียงซึ่งนอนหลับตาสีหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียง กุ้ยเยวี่ยและกุ้ยหวาสาวใช้ประจำตัวทั้งสองคนหมอบอยู่ที่พื้น ต่างก็ตัวสั่นงันงกไม่กล้าออกเสียงแม้แต่คำเดียว
สถานการณ์แบบนี้ สองพี่น้องสกุลหวางและฉินอวี้เฟิงซึ่งเป็คนนอกไม่ควรรั้งอยู่ จึงพากันกล่าวอำลาและถอยออกไป