บทที่ 93 การตามล่าจากตระกูลซู
“ข้าต้องขอโทษจริงๆ ข้าไม่รู้ว่าเขาคือคุณชายตระกูลซู ถ้ารู้แต่แรกว่าเขาคือคุณชายตระกูลซู ข้าก็ไม่กล้าขัดความ้าของเขาไปแล้ว! ” ท่าทางของลั่วถูเต็มช่างอัดแน่นไปด้วยความจริงใจเสียเหลือเกิน
ซูเถี่ยเหิงส่งเสียงเ็า พอคิดสักครู่แล้วจึงกล่าวออกมาพร้อมจิตสังหารอันหนักแน่น “ของข้าเก็บไปแล้ว แต่เ้าต้องมัดมือตัวเองตามข้าไปรับการลงโทษจากคุณชายห้า ชีวิตของเ้าขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคุณชายห้าแล้ว! ” กล่าวจบก็เก็บหินมณีสองก้อนกลับคืน
“นี่มัน... ” ลั่วถูทำทีราวรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แต่ขณะที่มือของซูเถี่ยเหิงแตะหินมณีทั้งสองก้อน เปลวเพลิงแสนร้อนแรงสายหนึ่งพลันลุกไหม้บนหินมณี ถึงกับลมไปแผดเผาแขนของซูเถี่ยเหิงด้วยราวกับเพลิงถูกน้ำมันอย่างไรอย่างนั้น
“อ้าก... ” ซูเถี่ยเหิงใมาก อุณหภูมิที่น่าพรั่นพรึงมาพร้อมความเ็ปที่เสียดแทงลึกถึงกระดูกจนเขาต้องยอมปล่อยหินมณีหลุดมือไป และในตอนนั้นเองเขาเห็นแสงไฟดวงหนึ่งสว่างขึ้น พร้อมดาบตรงเล่มหนึ่งฟันเข้าใส่รักแร้ของเขา ทั้งรวดเร็วและต่อเนื่อง
“น่ารังเกียจจริง... ” ซูเถี่ยเหิงโมโหมาก เ้าชนพื้นเมืองจากแผ่นดินต้นกำเนิดบังอาจลอบโจมตีเขา ร่างกำยำของเขาเบี่ยงหลบได้พลิ้วไหวราวกับอสรพิษอย่างไรอย่างนั้น คมดาบฟันโดนเพียงอากาศว่างเปล่าข้างตัว แต่ตอนนี้มือทั้งสองข้างของซูเถี่ยเหิงเ็ปผิดปกติยิ่งนัก เปลวเพลิงยังไม่ดับลง จึงยากจะชักอาวุธออกมา ทำได้เพียงรีบถอยหนี แต่ความเร็วของลั่วถูไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาสักเท่าไร เมื่อฟันพลาด ร่างกายก็ดีดตัวออก ดาบในมือถูกขว้างออกไปโดยมีเป้าเป็ใบหน้าของซูเถี่ยเหิง แถมดาบนั้นยังเร็วกว่าซูเถี่ยเหิงที่กำลังถอยหลังหนีเสียอีก
“ฮ่า... ” ซูเถี่ยเหิงฟาดมือออกไปเป็แนวนอน แขนปัดดาบที่พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเขาได้ทันพอดี
“ตุบ... ” เสียงดังกังวาน ดาบตรงถูกแขนของซูเถี่ยเหิงปัดจนร่วง บนแขนของเขายังมีใบมีดสองเล่มซ่อนอยู่ แต่ในวินาทีที่เขาปัดดาบตรงที่พุ่งเข้าใส่ บริเวณท้องของเขากลับรู้สึกร้อนวาบเสียอย่างนั้น จากนั้นพลังมหาศาลที่ราวจะพลิกแม่น้ำคว่ำสมุทรได้อัดใส่ท้องและเข้าสู่ร่างของเขาอย่างจัง
“ทำลายมัน... ” เสียงของลั่วถูราวกับสายฟ้าจาก์ฟาดเข้าหูของซูเถี่ยเหิง จากนั้นเขารู้สึกได้ว่าตัวเขากลับปลิวออกไปเองอย่างควบคุมไม่ได้ อย่างกับถูกัโบราณพุ่งชนเข้าเต็มเปาอย่างไรอย่างนั้น
“ตูม... ” ร่างกายของซูเถี่ยเหิงชนเข้ากับูเาหินขนาดสิบกว่าจั้งเต็มแรงจนูเาหินด้านหลังเกิดรอยแตกร้าวยาวไปเส้นหนึ่ง เขาดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่อาจลุกขึ้นได้ ทำได้เพียงมองลั่วถูไปเก็บดาบตรงที่ถูกเขาปัดร่วงอย่างสบายใจ และมืออีกข้างเก็บหินมณีที่ยังลุกไหม้ขึ้นมาได้ง่ายดาย
“ข้าเรียกเ้าว่าเ้าโง่ซูดีไหม” ลั่วถูหัวเราะอย่างดูแคลน และเอ่ยถามอย่างผ่อนคลาย
“เ้า เ้ามีนามว่าอะไร” ซูเถี่ยเหิงกระอักเืออกมาคำหนึ่ง พลางถามอย่างขมขื่น
“ตัวข้ายืนไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่ ลั่วฮุยหวางคือข้าเอง!” ลั่วถูตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ และหัวเราะอย่างเ็าต่อ “แต่บอกชื่อให้เ้ารู้ แล้วมันจะไปมีประโยชน์อะไร ก็เ้ากำลังจะตายอยู่แล้ว เ้าจะเตรียมไปฟ้องยมบาลหรือ”
“ไอ้หนู คิดจะฆ่าข้า ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอก” ซูเถี่ยเหิงยิ้มเย็น ร่างกายของลั่วถูที่เดิมทีพุ่งเข้าหาซูเถี่ยเหิงกลับหยุดชะงักลง จู่ๆ ก็ลงไปกลิ้งที่พื้นราวกับลาี้เีเสียอย่างนั้น
“ฟุ่บ ฟุ่บ...” เสียงบางอย่างดังขึ้นสองสามครั้ง มีดสั้นหลายเล่มปักเข้าไปตรงตำแหน่งที่ลั่วถูยืนอยู่เมื่อครู่ราวกับจับวาง เกรงว่าถ้าเมื่อครู่เขาไม่เปลี่ยนทิศทาง มีดบินพวกนี้คงปักลงบนร่างเขาไปแล้ว
ร่างของลั่วถูกลิ้งและดีดตัวออกไปทางป่าหินด้านข้าง มุ่งหน้าหนีไปทางประตูอาณาจักรว่านหั่วอย่างไม่ลังเล
ตอนนี้ลั่วถูไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ในมิติแห่งนี้ไม่เหลือที่ให้ซ่อนตัวแล้ว เมื่อครู่คนที่ปามีดบินออกมามีสองคน เพียงััลมปราณของฝ่ายตรงข้าม ลั่วถูก็รู้ได้ทันทีว่าระดับพลังของทั้งสองเกรงว่าไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าซูเถี่ยเหิงสักนิด แถมยังเชี่ยวชาญอาวุธลับ ศัตรูเช่นนี้น่าปวดหัวยิ่งกว่าอะไรดี
แน่นอนว่า เมื่อครู่ที่เขาทำให้ซูเถี่ยเหิงาเ็หนักได้ เพียงเพราะใช้เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้น อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็าเ็สาหัสอยู่ ขืนปะทะกับซูเถี่ยเหิงซึ่งหน้ามีหวังได้ตายอนาถแน่นอน เพียงััลมปราณของฝ่ายตรงข้ามก็รู้แล้วว่าอย่างน้อยต้องสูงกว่าระดับศิษย์าขั้นเจ็ดแน่ แม้จะถูกกฎแห่งฟ้าดินแห่งนี้สะกดพลังเอาไว้ แต่กลับยังแสดงพลังสู้รบออกมาได้เช่นนี้ ต้องไม่ธรรมดาแน่
“คิดจะหนีหรือ... ” เสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งดังขึ้น เงาร่างสีเขียวร่างหนึ่งไล่ตามลั่วถูไป ดูเหมือนคนตระกูลซูจะไม่คิดปล่อยลั่วถูไปง่ายๆ คนที่กล้าทำร้ายคนตระกูลซู เช่นนั้นก็ต้องจ่ายราคาอย่างสมน้ำสมเนื้อถึงจะถูก
“ฟุ่บ ฟุ่บ... ” ขณะที่เงาร่างสีเขียวกำลังทะยานเข้าใกล้ ในอากาศพลันปรากฏเงามืดกะพริบวาบราวกับแสงไฟ ทำเอาเงาร่างสีเขียวใจนต้องย่อตัวลง ขณะที่ตกลงในป่าหินก็มีลูกศรดอกหนึ่งบินเฉียดศีรษะไปด้วย หัวลูกศรยังไม่ทันปักหินด้านหลังก็ะเิขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำเอาหินั์ะเิเป็หลุมขนาดเท่าชามข้าวในทีเดียว
“เสี่ยวชิง เ้าบ้านั่นเ้าเล่ห์มาก อย่าประมาทเด็ดขาด... ” ซูเถี่ยเหิงที่เห็นพวกพ้องเกือบจะโดนเข้าแล้ว ได้แต่เอ่ยเตือนอย่างร้อนรน ลั่วถูเ้าเล่ห์กว่าที่เขาคิดไว้มากนัก แต่เ้านี่ต้องใช้วิธีการบางอย่างที่ถึงกับวางกับดักไว้บนหินมณีได้ จากนั้นตามด้วยการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รุนแรงและดุดัน ความแข็งแกร่งของหมัดสุดท้ายถึงกับทำให้เขาใบ้างเลยทีเดียว
“เสี่ยวชิง เ้าปกป้องศิษย์พี่เถี่ยเหิงไว้ ข้าจะตามเ้าเด็กนั่นไปเอง!” เงาร่างชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากหลังก้อนหินใหญ่ มองไปทางที่ลั่วถูหนีไปครั้งหนึ่ง ในดวงตาฉายแววจิตสังหารอันน่าขนลุกออกมา
“ไม่ต้องสนใจข้า เ้ากับเสี่ยวไป๋ไปด้วยกันเสีย เ้าสามน่าจะใกล้ถึงแล้ว ถ้ามีหมอนั่นอยู่ด้วย ไม่มีใครทำอะไรข้าได้แน่!” ซูเถี่ยเหิงกล่าวอย่างเด็ดขาด
ซูเสี่ยวชิงคิดไปแล้ว จึงพยักหน้าและตามหลังคนหนุ่มเสื้อขาวไปยังทางที่ลั่วถูหนีไป คนที่ทำซูเถี่ยเหิงาเ็สาหัสได้ นางไม่วางใจปล่อยเสี่ยวไป๋ไล่ตามไปคนเดียวสักเท่าไรนัก
……
“เอ้ะ เ้าเด็กนั่นยังไม่ตาย... ” ตอนที่ลั่วถูหลบหนีสุดชีวิต จินหยินซินที่เห็นเข้าถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาคือคนแรกที่เห็นลั่วถูคือคนที่หนีขบวนคลื่นอสูรลาวาหน้าตั้ง แม้รูปลักษณ์ของลั่วถูตอนนั้นจะน่าอนาถเกินทนดู แถมใบหน้าถูกไฟเผาจนดำ ทว่าลักษณะลมปราณไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไร
“พี่ใหญ่จิน พี่ใหญ่จินช่วยข้าด้วย... ” ขณะที่จินหยินซินกำลังใเื่ที่ลั่วถูยังมีชีวิตอยู่ ลั่วถูก็พุ่งหาเขาอย่างรวดเร็วเสียแล้ว ทำเอาจินหยินซินตะลึงยิ่งกว่าเดิม คนคนนี้รู้จักเขาด้วยหรือ ทว่าเหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็คนแปลกหน้า
“ข้าเป็สหายของศิษย์พี่ต้าจง เคยได้ยินเขาพูดถึงท่านบ่อยๆ ... ” ร่างของลั่วถูวิ่งมาถึงข้างตัวจินหยินซินอย่างรวดเร็วพลางละล่ำละลักกล่าวออกมา
“เ้าชนพื้นเมืองจากแผ่นดินต้นกำเนิด วันนี้ใครหน้าไหนก็ช่วยเ้าไม่ได้ทั้งนั้น... ” น้ำเสียงของซูเสี่ยวไป๋ทั้งเยือกเย็น ทั้งหยิ่งผยอง ทำเอาสีหน้าของจินหยินซินบิดเบี้ยวไม่น่ามองขึ้นมาทันที เขาเองก็มาจากแผ่นดินต้นกำเนิดเช่นกัน แม้แผ่นดินต้นกำเนิดในโลกชั้นล่างจะขาดแคลนทรัพยากร แต่เขากล้ายอมรับอย่างเต็มปากว่าตนคืออัจฉริยะแห่งยุคสมัยนี้ แต่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์น่าอับอายของแผ่นดินต้นกำเนิดให้จงได้ ทว่าการที่ฝ่ายตรงข้ามกลับเรียกเขาว่าเป็ชนพื้นเมือง จึงทำให้เขาไม่พอใจเอาเสียเลย
“พวกเขาดูถูกผู้ฝึกตนจากแผ่นดินต้นกำเนิด เมื่อครู่ข้าจึงสู้กับพรรคพวกของมัน พอข้าชนะเ้าพวกไม่รู้ที่มาที่ไปได้คนหนึ่ง พวกมันกลับทำตัวหน้าไม่อายให้อีกสองคนมาไล่สังหารข้า... ”
“สหาย เ้าไสหัวไปเสีย อย่าได้บังอาจขัดขวางธุระของตระกูลซู!” ซูเสี่ยวไป๋ััได้ว่าลมปราณของจินหยินซินแข็งแกร่งมาก จึงไม่กล้าดูแคลน ทว่าด้วยความหยิ่งทระนงของตระกูลซูทำให้เขาไม่เห็นฝ่ายตรงข้ามอยู่ในสายตา ดังนั้นคำพูดคำจาจึงไม่ดีเท่าไรนัก
“แล้วถ้าข้าไม่ไปเล่า” จินหยินซินยิ้มเย็น ไม่มีความคิดจะหลีกทางให้สักนิด
“ถ้าเ้าคิดจะอยู่ฝั่งเดียวชนพื้นเมืองแผ่นดินต้นกำเนิดนี่ เช่นนั้น ข้าจะทำให้เ้าสมหวังเอง!” ซูเสี่ยวไป๋ปล่อยมีดบินออกไปอย่างเงียบกริบด้วยความรอบคอบ
“ฮ่าๆ ช่างน่าขันนัก แผ่นดินต้นกำเนิดเป็สถานที่ถือกำเนิดบรรพบุรุษแห่งหมื่นเผ่าพันธุ์ เมื่อไรกันที่คนผู้ลืมรากเหง้าตัวเองบังอาจดูิ่ถิ่นกำเนิดบรรพบุรุษได้ ขอโทษที่ต้องกล่าวกับเ้าว่า ตัวข้าก็เป็ชนพื้นเมืองจากแผ่นดินต้นกำเนิดเช่นกัน” จินหยินซินหัวเราะอย่างโมโหถึงขีดสุด เ้าหมอนี่ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเสียจริง
“ที่แท้ก็พวกเดียวกัน เช่นนั้นก็ง่ายหน่อย ชนพื้นเมืองจากแผ่นดินต้นกำเนิดทุกคนสมควรได้รับการลงโทษ... ” ดวงตาของซูเสี่ยวไป๋เบิกกว้างขึ้น ร่างกายเอี้ยวตัว มีดบินในมือวาดออกเป็เส้นโค้งงดงามทะยานเข้าหาลั่วถูและจินหยินซินทันที
“ท่านพี่ระวัง... ” วินาทีที่ซูเสี่ยวไป๋ลงมือ ซูเสี่ยวชิงก็เร่งมาถึงพอดี จึงปามีดบินออกไปสองเล่มเช่นกัน
“พวกเหลือบไร... ” จินหยินซินกล่าวพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ข้าจะให้พวกเ้าได้เห็นว่าชนพื้นเมืองจากแผ่นดินต้นกำเนิดจะจัดการกับพวกเ้าอย่างไร!”
“เคร้ง เคร้ง... ” มีดบินสองเล่มพุ่งเข้าใส่เข้าร่างของจินหยินซินสุดแรง แต่กลับไร้ผลราวกับปามีดใส่เหล็กกล้าอย่างไรอย่างนั้น มีเพียงเสียงกังวานสองเสียงดังขึ้น จากนั้นมีดกระดอนออกไปคืน ทำอะไรไม่ได้สักนิด แม้แต่พลังิญญาคุ้มกายของจินหยินซินก็ไม่อาจโจมตีได้
ในใจของซูเสี่ยวไป๋เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขารู้ดีว่าพลังทำลายล้างของมีดบินมากมายเพียงไร ทว่ากลับไม่อาจทำลายพลังคุ้มกายของจินหยินซินได้ แถมร่างกายของเขาก็หยุดไม่ได้แล้ว พุ่งเข้าโจมตีใส่ลั่วถูและจินหยินซินเต็มพิกัด ในฝ่ามือพลันปรากฏมีดสั้นเพิ่มขึ้นมาอีกเล่ม
“เคร้ง... ” มีดสั้นของซูเสี่ยวไป๋แทงออกไป แต่กลับเห็นหมัดสีทองที่ดูราวถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเปลวไฟเป็ชั้นๆ ปะทะเข้ากับมีดสั้นของเขาเต็มแรง
“กึก... ” ฝ่ามือของซูเสี่ยวไป๋ด้านชาไปเสียแล้ว เขารู้สึกว่ามีดที่แทงออกไปอย่างกับแทงใสู่เาสักลูกหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น แรงกระแทกที่น่าพรั่นพรึงสะท้อนกลับคืนเต็มแรงราวน้ำป่าไหลหลากซัดกระหน่ำเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
“อั่ก... ” ซูเสี่ยวไป๋กระอักเืออกมาคำใหญ่ ความหวาดกลัวในใจของเขายากจะกล่าวออกมาได้ ฝ่ายตรงข้ามเป็ใครกัน กายเนื้อถึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้ คมดาบไม่อาจทำลายได้แม้แต่ิัของฝ่ายตรงข้าม ทว่าพลังของฝ่ายตรงข้ามแทบจะทำให้พลังบนร่างเขาสั่นสะท้านไปทั้งกาย
“เคร้ง เคร้ง... ” มีดบินทั้งสองของซูเสี่ยวชิงถูกลั่วถูปัดทิ้งได้อย่างง่ายดาย ในสายตาของเขา ถึงมีดบินของฝ่ายตรงข้ามจะเร็ว แต่ยังคงเหลือร่องรอยให้เห็น ยิ่งตอนนี้ระดับของเขาสูงขึ้นมาก ไม่ใช่ตัวเขาคนเดิมที่เพิ่งเข้าสู่มิติลับเพลิงต้นกำเนิดอีกต่อไป
“กายาทองกลั่นโลหิต เ้าคือคนตระกูลจินแห่งติ้งจงจากแผ่นดินต้นกำเนิด” ซูเสี่ยวไป๋ใ พลังป้องกันที่แข็งแกร่งกับพลังที่น่าหวาดกลัวของจินหยินซิน ทำให้เขาหวนนึกถึงพลังเทพสุดพิเศษวิชาหนึ่ง นั่นคือวิชากายาทองกลั่นโลหิตของตระกูลจินแห่งติ้งจงจากแผ่นดินต้นกำเนิด ตำนานกล่าวว่าวิชานี้เมื่อฝึกจนถึงระดับสูงสุด กายเนื้อแกร่งดุจเหล็กกล้า วารีเปลวเพลิงยากจะกล้ำกราย
“มิกล้า ข้าเป็เพียงชนพื้นเมืองคนหนึ่งจากแผ่นดินต้นกำเนิดเท่านั้น” จินหยินซินมองไปที่ซูเสี่ยวไป๋อย่างดูแคลน แต่ไม่ได้ลงมือต่อ การที่เรียกตัวเองว่าตระกูลซู เกรงว่าในโลกชั้นล่างคงมีเพียงตระกูลซูแห่งเทียนหนิงแห่งเดียวเท่านั้น แม้ตระกูลจินแห่งติ้งจงจะนับว่าเป็ตระกูลชั้นสูงในแผ่นดินต้นกำเนิด แต่เมื่อเทียบกับตระกูลซูแห่งเทียนหนิง กลับแตกต่างกันไม่เห็นฝุ่น เพียงแต่ด้วยความภาคภูมิใจของคนตระกูลจินทำให้เขาต้องลงมือสั่งสอนฝ่ายตรงข้าม ให้ฝ่ายตรงข้ามได้รู้บ้างว่าต่อให้เป็คนจากตระกูลซู ก็ไม่มีสิทธิ์ดูิ่ยอดฝีมือทั่วโลก
สีหน้าของซูเสี่ยวไป๋ย่ำแย่เสียเหลือเกิน เขาคิดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็คนตระกูลจินแห่งติ้งจง และดูจากพลังป้องกันและพลังรบที่แข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เขานึกถึงข่าวลือบางอย่าง คนที่เรียกได้ว่าเป็หากไม่ใช่ระดับปรมาจารย์ก็ไร้เทียมทาน เป็เหล่าอัจฉริยะที่แทบจะไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกันเหมือนจะมีตระกูลจินแห่งติ้งจงอยู่ด้วย
“เ้าคือจินหยินซิน!” ทันใดนั้นซูเสี่ยวไป๋นึกขึ้นได้ชื่อหนึ่ง และเอ่ยออกไปในที่สุด
“ชื่อเสียงเล็กน้อยไม่คู่ควรให้กล่าวถึง เ้าก็คิดเสียว่าข้าเป็ชนพื้นเมืองธรรมดาจากแผ่นดินต้นกำเนิดคนหนึ่งก็พอ ไม่ใช่ว่าเ้าดูถูกชนพื้นเมืองจากแผ่นดินต้นกำเนิดหรอกหรือ เหตุใดถึงรู้ชื่อของข้าได้เล่า” จินหยินซินหัวเราะเย็น
“เมื่อครู่พี่ใหญ่ของข้าทำไม่ถูกต้อง พี่จินเป็ถึงอัจฉริยะผู้โด่งดังในโลกชั้นล่าง หากมิใช่ปรมาจารย์ย่อมไร้คู่ต่อกร หวังว่าท่านจะไม่ใส่ใจพี่ใหญ่ของข้า เพียงแต่เ้าเด็กเมื่อครู่ปล้นสมบัติของคุณชายห้าตระกูลพวกข้าไป ดังนั้น พวกข้าต้องจับเขาไปให้คุณชายห้าตัดสิน... ”
“ปล้นของจากคุณชายห้าของพวกเ้า ซูเสี่ยวพั่งอย่างนั้นหรือ” จินหยินซินกล่าวถามอย่างประหลาดใจ แววตาปรากฏความประหลาดใจขึ้นทันที
“มิผิด เป็คุณชายห้าของพวกเรา”
“ฮ่าๆ ซูเสี่ยวพังผู้ไม่เคยถูกเอาเปรียบ แต่กลับถูกคนปล้นได้ ไม่รู้ว่าถูกปล้นอะไรไป... ”
“เื่นั้น... ”
“ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่ากล่าวออกมาไม่ได้ เขาไม่เพียงปล้นเพลิงอสูรของคุณชายห้า แต่ยังปล้นหินมณีสองก้อนของคุณชายพวกเราไปอีกด้วย ถ้าพี่จินยอมช่วยข้าจับเขา เช่นนั้นเพลิงอสูรก็เป็ของท่าน พวกเราขอเพียงเอาหินมณีคืนมาก็พอ!” ซูเสี่ยวชิงกล่าวอย่างเด็ดขาด
“เพลิงอสูร... ” ดวงตาของจินหยินซินเป็ประกายขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะหันหน้าไปมอง แต่กลับไร้เงาของลั่วถูเสียแล้ว ฝ่ายตรงข้ามหนีไปเงียบๆ ฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครทันสังเกต!
