“เฮอะ!” เคอโยวหรานเอ่ยอย่างนึกขบขัน “ท่านอาสะใภ้สาม สตรีที่ออกเรือนแล้วไม่ต่างกับน้ำที่ถูกสาดออกไป ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวใหญ่ของพวกข้ายังแยกออกจากจวนสกุลเคอแล้ว หากต้องแสดงความกตัญญูก็ควรทำต่อบิดามารดาของข้าจึงจะถูก
ข้าไม่เคยได้ยินว่าหลานสาวที่ออกเรือนแล้วในบรรดาสิบลี้แปดหมู่บ้านต้องส่งเงินทองบ้านสามีกลับไปแสดงความกตัญญูต่อปู่ย่าเลยนะเ้าคะ
หรือว่าหมู่บ้านสกุลหลิวของท่านอาสะใภ้สามมีคำสั่งสอนเยี่ยงนี้? เช่นนั้นรอจนกระทั่งข้ามีเวลาว่างคงต้องไปสอบถามผู้นำสกุลหลิวที่หมู่บ้านสกุลหลิวสักหน่อยแล้วเ้าค่ะ”
ั์ตาของหลิวชุนฮวาพลันหดเล็กลงก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว บุตรสาวผู้นี้ของเคอต้าส่า เมื่อก่อนมิใช่ผู้ที่โบยให้ตายก็ไม่โต้ตอบหรอกหรือ
วันนี้ไม่เพียงงดงามไร้ผู้ใดเปรียบ แต่ยังเจรจาเป็เสียแล้ว?
เคอเจิ้งซีเห็นภรรยาของตนเพลี่ยงพล้ำจึงวางจอกน้ำลง หยัดกายลุกขึ้นเอ่ยไกล่เกลี่ยว่า
“โยวหราน อาสะใภ้สามของเ้าชอบโหวกเหวกโวยวายเป็ที่สุด สิ่งที่นางเอ่ยเมื่อครู่เ้าก็อย่าได้เก็บไปใส่ใจ หันมาคุยธุระหลักยังจะสำคัญกว่า”
“ท่านอาสามอยากจะพูดคุยเื่อันใดหรือเ้าคะ?” เคอโยวหรานไม่คิดจะปล่อยผ่านอาสะใภ้สามผู้นี้ ชอบพูดจาซี้ซั้วนักมิใช่หรือ?
เช่นนั้นก็ทำให้นางปากไม่ว่าง น้ำลายไหลและมิอาจหุบปากไปสักเดือนเลยแล้วกัน
ไม่ว่าอย่างไรอาสะใภ้สามหลิวซื่อก็นึกไม่ถึงว่าการมาเยือนในครั้งนี้ ตนจะถูกเคอโยวหรานวางยาโดยไม่รู้ตัว อีกหนึ่งเดือนในภายหน้า ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็มิอาจหุบปากและมีน้ำลายไหลย้อยไม่ยอมหยุด
ยามกินข้าวมิอาจเคี้ยว อาหารที่ส่งเข้าปากล้วนหกลงพื้นจนหมด ภายหลังแม่เฒ่าเคอจึงไม่อนุญาตให้นางนั่งร่วมโต๊ะอาหารอีกเลย
คนทั้งสกุลเคอไม่ต้อนรับนาง กระทั่งบุตรชายทั้งสามของนางยังหลบเลี่ยงไปไกลด้วยความรังเกียจ
ส่วนเื่ราวหลังจากนั้น ขอไม่เอ่ยถึงเป็การชั่วคราว
เคอเจิ้งซีไม่อ้อมค้อม เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “การไถคราดใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เช้าวันพรุ่งให้บิดาของเ้าไปทำนาสักหน่อย ภายในจวนมีที่ดินสามสิบกว่าหมู่ที่ต้องไถพลิกหน้าดิน การไถคราดในฤดูใบไม้ผลิไม่รีรอคอยท่าผู้ใด”
เคอโยวหรานหัวเราะเย้ยหยันก่อนกล่าว “บางคราท่านอาสามคงหลงลืมไปว่าพวกข้าแยกจวนออกมาแล้ว ที่ดินสามสิบกว่าหมู่ภายในจวนเกี่ยวข้องอันใดกับพวกข้าหรือเ้าคะ?”
แววตาของเคอเจิ้งซีพลันฉายแววดุดัน เอ่ยอย่างวางอำนาจในฐานะผู้เป็อา “แยกออกไปแล้วจะอย่างไร แยกออกไปแล้วก็ยังเป็คนสกุลเคอ หากไม่ยอมไถคราด เช่นนั้นพวกเ้ายังคิดจะกินข้าวอยู่หรือไม่?”
“เหอๆ ทุกคนต่างบอกว่าบิดาของข้าโง่เขลา แต่เท่าที่ข้าเห็น ท่านอาสามน่าจะโง่กว่าบิดาของข้าเสียอีกนะเ้าคะ” เคอโยวหรานเย้ยหยัน
“พวกข้ามิได้กินข้าวของสกุลเคอแม้แต่เม็ดเดียว จะกินหรือไม่กินข้าวแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับท่านอาสามหรือเ้าคะ?”
“เ้า...” เคอเจิ้งซีชี้หน้าเคอโยวหรานด้วยความขุ่นเคือง
และภายในเสี้ยววินาทีต่อมา มือทั้งมือของเขาก็ถูกหนึ่งฝ่ามือดั่งคีมเหล็กกดลงอย่างรุนแรง...
“อ๊าก...” เสียงร้องด้วยความเ็ปพลันดังไปทั่วเรือนฝั่งตะวันตก
ต้วนเหลยถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเืราวกับน้ำค้างแข็ง “วันนี้ เห็นแก่ที่ท่านคืออาของโยวหราน ข้าจะไม่ถือสาหาความกับท่าน
พวกท่านออกไปจากจวนของข้าประเดี๋ยวนี้ หากข้ายังเห็นว่าท่านใช้นิ้วชี้หน้าโยวหรานอีก ถึงยามนั้นคงมิได้แค่ข้อต่อเคลื่อนเช่นนี้แล้วขอรับ”
“สามี!” หลิวชุนฮวารีบประคองเคอเจิ้งซี นางเอ่ยด้วยความร้อนรนว่า “ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?”
เคอเจิ้งซีกุมมือ มองต้วนเหลยถิงผู้มีหนวดเคราเต็มใบหน้าแล้วกลืนน้ำลายดังเอื๊อก จากนั้นเปิดปากพูดเสียงอ่อนว่า
“เข้าใจผิดแล้ว นี่ล้วนเป็เพียงเื่เข้าใจผิด พวกเราแค่จะเชิญต้าส่ากลับไปช่วยเหลืองานในจวนไม่กี่วัน...”
กล่าวยังไม่ทันจบ พลันได้ยินผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยขัดจังหวะเคอเจิ้งซี “สกุลเคอช่างเก่งกล้านัก การแยกจวนต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านเช่นข้ากับผู้นำทั้งสองสกุลถือเป็โมฆะเสียแล้วหรือ?
พวกเ้าลองไปถามในสิบลี้แปดหมู่บ้านดูว่ามีสกุลใดที่แยกจวนแล้วยังต้องกลับไปทำงานให้คนในจวนเดิมบ้างดีหรือไม่?”
ภายในใจของเคอเจิ้งซีถึงกับสะอึก คนผู้นี้มาได้อย่างไร? มาั้แ่เมื่อใดกัน?
บนหน้าผากพลันมีเหงื่อเย็นผุดซึม เขาหัวเราะเจื่อนพลางเอ่ยว่า “ผู้ใหญ่บ้านเฉิน เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดแล้วจริงๆ ขอรับ พวกข้าจะรีบไปประเดี๋ยวนี้ จะไปประเดี๋ยวนี้ขอรับ”
สิ้นคำกล่าวก็เร่งรีบพาหลิวชุนฮวาวิ่งหนีออกไปจากจวนสกุลต้วน
ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินเลื่องชื่อเื่ความซื่อตรง ช่วยฝ่ายมีเหตุผลไม่ช่วยฝ่ายเครือญาติ เดิมทีเคอเจิ้งซีก็ไร้เหตุผลอยู่แล้ว หากเชิญกฎหมู่บ้านมาลงโทษยังต้องเนื้อหนังถลอกไปหนึ่งชั้น เช่นนั้นผู้ใดจะรับไหวกันเล่า?
หยวนซื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบ นางเอ่ยวาจาประชดประชันว่า “ท่านแม่เ้าคะ ข้าก็บอกแล้วว่าหากให้ครอบครัวน้องสะใภ้สามเข้ามาพักอาศัยจะถูกผู้อื่นจิ้มสันหลังหัวเราะเยาะจนตาย ยามนี้เพิ่งจะผ่านไปได้ไม่กี่วันก็มีคนมาประณามถึงจวนเสียแล้ว
ยังบอกว่าขออาศัยไม่กี่วัน รอจนกระทั่งบ้านเรือนซ่อมแซมเสร็จก็จะย้ายกลับไป นี่มันผ่านมาตั้งนานเพียงใดแล้ว จวนเก่าสกุลเคอนอกจากล้อมรั้วในวันแรก ยังมีทีท่าอื่นใดว่าจะเริ่มก่อสร้างอีกหรือเ้าคะ?
คนทั้งครอบครัวนี้คงคิดจะอาศัยอยู่ในจวนของพวกเราไม่ยอมออกไปแล้วกระมัง!”
มือที่ชี้หน้าหยวนซื่อของมารดาสกุลต้วนถึงกับสั่นเทา ผ่านไปค่อนวันก็ยังหายใจไม่คล่องเสียที
ต้วนเหลยถิงเอ่ยด้วยสีหน้าเ็า “พี่สะใภ้ใหญ่ ตามหลักแล้วเพราะท่านคือพี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราจึงควรจะเคารพท่าน
แต่ท่านกลับวางตัวอย่างไร? พยายามหาเื่และตั้งตนเป็ศัตรูกับโยวหรานไปเสียทุกทาง
ท่านอย่าได้ลืมว่าสกุลต้วนของพวกเราแยกจวนกันั้แ่เมื่อสามปีก่อน ทั้งพี่ใหญ่ พี่รอง และข้า ล้วนแยกออกเป็สามครอบครัว
บ้านเรือนที่ท่านพักพิงสร้างจากเงินที่ข้าได้มาจากการล่าสัตว์ อีกทั้งข้าวที่ท่านกินในวันนี้ยังเป็เงินที่โยวหรานหามา
เดิมทีข้าคิดว่าคนในครอบครัวไม่ควรต้องเกรงใจกัน ทว่าในเมื่อท่านไม่ชอบโยวหรานก็ย้ายออกไปจากที่นี่เถิด ข้าต้วนเหลยถิงไม่เลี้ยงผู้ที่กินในคายนอก”
“จะ...จะ...เ้า...” มือข้างหนึ่งของหยวนซื่อชี้หน้าต้วนเหลยถิง ส่วนมืออีกข้างกุมหน้าอก นางพูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว พลันสะบัดชายแขนเสื้อด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะปาดน้ำตาวิ่งกลับเข้าไปในห้อง
ไม่นานจากนั้น ภายในห้องของต้วนต้าหลางก็มีเสียงร่ำไห้ของหยวนซื่อดังออกมา
ถงซื่อเห็นเช่นนั้นจึงดึงเคอโยวหรานเข้ามาใกล้และเอ่ยเสียงเบา “โยวหราน แม่คิดดูแล้ว พวกเรามิอาจอยู่ในจวนสกุลต้วนต่อไปเช่นนี้ได้ ควรย้ายออกไปจึงจะเป็การดี
มิสู้รอให้บิดาของเ้ากลับมาจากเข้าเมืองไปซื้อกระดาษและพู่กันกับต้วนต้าหลาง แล้วพวกเราก็ย้ายกลับไปยังจวนเก่ากันเถิด”
ต้วนเหลยถิงเอ่ยปลอบ “ท่านแม่ พวกท่านอยู่ที่นี่เถิดขอรับ มีข้าต้วนซานหลางอยู่ ก็ดูว่ายังจะมีผู้ใดกล้ารังแกพวกท่าน”
ถงซื่ออ้าปากคิดอยากจะเอ่ยบางสิ่ง กลับถูกเคอโยวหรานตบหลังมือนางเบาๆ และเอ่ยว่า
“ท่านแม่ อยู่ต่ออีกสักระยะเถิดเ้าค่ะ ข้ากับซานหลางจะไปจ้างคนงานมารื้อถอนและปลูกจวนเก่าขึ้นใหม่ อาศัยอยู่ในจวนหลังใหม่จะไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ?”
ถงซื่อเอ่ยด้วยความปวดใจว่า “ทำเช่นนั้นต้องใช้เงินทองมากมายเพียงใดกัน พวกเราควรจะ...”
กล่าวไม่ทันจบ ต้วนเหลยถิงก็เอ่ยโน้มน้าวอีกครั้งว่า “ท่านแม่ฟังโยวหรานเถิดขอรับ พวกเรายังมีเงินทองสร้างจวน ยิ่งไปกว่านั้นเงินที่หามาได้ก็ล้วนมาจากวิธีการที่โยวหรานบอกพวกเรา ท่านไม่ต้องเป็กังวลนะขอรับ”
มิใช่เื่ง่ายกว่ามารดาสกุลต้วนจะสงบจิตใจลงได้ นางตบหลังมือถงซื่อพลางเอ่ย “อย่าไปฟังผู้อื่นกล่าววาจาซี้ซั้ว อีกทั้งเ้าก็อย่าได้เก็บคำพูดของหยวนซื่อไปใส่ใจ หลังต้าหลางกลับมาข้าจะบอกให้เขาสอนสั่งหยวนซื่อดีๆ สักหน่อย
ย่อมต้องใช้ชีวิตของพวกเราเอง ร่วมมือกันทำถั่วงอกต่อไปเถิด!”
ครั้นถงซื่อได้รับความห่วงใยนี้ของมารดาสกุลต้วน น้ำตาที่สั่งสมจนคลอเบ้าก็ไหลลงมาในที่สุด
ตลอดหลายวันมานี้ นางกับมารดาสกุลต้วนอยู่ร่วมกันจนเกิดเป็มิตรภาพ ทั้งมารดาสกุลต้วนยังคอยสอนหลายสิ่งให้กับถงซื่อ
เมื่อมารดาสกุลต้วนมีถงซื่อคอยอยู่เป็เพื่อน ความโดดเดี่ยวภายในใจและความทุกข์ยากตลอด่เวลาที่อพยพก็เบาบางลงไม่น้อยเช่นกัน
เป็ไปตามคาด ยังคงต้องมีสหายสนิทที่จริงใจสักคนสองคน ต่างฝ่ายต่างปลอบโยนและประคับประคองซึ่งกัน
ครั้นเห็นถงซื่อกับมารดาสกุลต้วนปลอบใจกัน เคอโยวหรานจึงรู้สึกวางใจ นางเชิญผู้ใหญ่บ้านเฉินเข้าไปในโถงรับแขกแล้วเอ่ยว่า “ทำให้ท่านผู้าุโต้องพบเห็นเื่น่าขบขันเสียแล้ว มิทราบว่าวันนี้ท่านผู้าุโมาเยือนด้วยเื่ใดหรือเ้าคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินโบกมือด้วยความกระดากใจ “ไม่ๆ ล้วนเป็เพราะตาเฒ่าไม่ทำตามที่รับปาก มิได้ช่วยซ่อมแซมจวนเก่าของพวกเ้าให้แล้วเสร็จ”
เคอโยวหรานยกยิ้มพลางเอ่ย “เป็เพราะข้าอยากหาเงินจำนวนหนึ่งมาทุบจวนสร้างใหม่ ท่านผู้าุโอย่าได้ตำหนิตนเองเลยเ้าค่ะ ท่านพอจะรู้จักช่างผู้มีฝีมือสร้างจวนภายในอำเภอหรือในโจวฝู่บ้างหรือไม่เ้าคะ?”
