เนื่องจากวันแข่งขันเฉาอู๋จวี้กับหม่านหรงต่างมีเรียนด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้น สามวันหลังจากนั้น ิหยวนก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเรียน สหายที่พึ่งรู้จักอย่างหวงสื่อเหว่ยจึงกะตือรือล้นอาสาเป็คนสะสางเื่นั้นแทน พร้อมลากหนิงตวนเฉิงกับตี้อู่จี้หวาไปด้วยโดยไม่คิดให้เวลาทั้งสองได้ตัดสินใจกันเลยสักนิด พอสองคุณชายเฉาหม่านได้ข่าวจากิเยี่ยก็รีบมาสบทบทันที
“เื่แค่นี้เอง พวกเ้าไม่ต้องเก็บมาขุ่นเคืองให้ลำบากใจก็ได้”
“พวกเขาให้คนมาเตรียมงานเลี้ยงไว้ั้แ่ตอนเช้าแล้ว” หวงสื่อเหว่ยเอนกายนั่งท่าสบายๆ แล้วส่งสายตาขอความเห็นใจ “พวกเขาจะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำกัน หากข้าไปเห็นหน้าคนพวกนั้นคงรู้สึกไม่เจริญหูเจริญตาไม่น้อย อีกอย่างข้าก็ี้เีไปเต็มที ให้ข้าหนีมาอยู่พวกเ้าไม่ดีกว่าหรือ?”
“งานเลี้ยง?” ิหยวนที่กำลังจัดตำราถึงกับชะงัก
“หืม? ไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้เ้าหรือ?” หนิงต้วนเฉิงเตะขาหวงสื่อเหว่ยไปหนึ่งทีก่อนหันกลับมายิ้มแหยๆ ให้อีกคน
ิหยวนยิ้มตอบ ทำเหมือนไม่เก็บมาใส่ใจ “ข้าภูมิหลังต่ำต้อย อาจเพราะข้ามิใช่คนระดับเดียวกันกับพวกเขา”
หวงสื่อเหว่ยกับคนอื่นๆ ต่างฉงน ทว่าิหยวนกลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันทีที่เหลือบไปเห็นข้าวของที่พวกเขาหอบหิ้วมาด้วย มีทั้งผลไม้ ชุดน้ำชา และอีกหลายอย่าง เขากล่าวในขณะที่ไม่รู้จะแสดงสีหน้าอย่างไรดี “ข้ารู้สึกว่ามันมิใช่งานฉลองขึ้นบ้านใหม่เสียหน่อย”
“เช่นนั้นก็ถือซะว่าเป็งานฉลองย้ายบ้านใหม่แล้วกัน ถึงอย่างไรก็ต้องไปแสดงความยินดีกับพวกเขา” หม่านสือชีที่กำลังหอบข้าวของพะรุงพะรังเอ่ยตอบ
เฉาอู่จี้ที่อยู่ข้างกันก็พยักหน้าเบาๆ
ทั้งสองนั่งลงก่อนเริ่มเล่าบางอย่าง ถึงได้รู้ว่าหม่านสือชีเป็บัณฑิตชั้นปีสองของฝ่ายขับรถม้า เข้าเรียนพร้อมกันกับิเยี่ย เฉาอู่จีี้เป็ศิษย์รุ่นพี่พวกเขาหนึ่งปี เท่ากับเป็ศิษย์รุ่นพี่ของิหยวนสองปี เป็บัณฑิตชั้นปีที่สามของฝ่ายสังคีตศิลป์ เหล่าคนเด็กกว่าจึงลุกขึ้นเคารพและฝากเนื้อฝากตัวกับศิษย์รุ่นพี่
“ท่านผู้นี้เป็ศิษย์พี่ของพวกเราสินะ” ิหยวนเอ่ยหยอกล้อก่อนรินสุราให้เขา “แล้วเ้าจะเอาอย่างไรกับเื่สอบซ่อม?”
หม่านสือชีกลอกตา “กลัวไปไย หากถูกไล่ออกจริงๆ ข้าก็แค่หนีไปเป็ทหารที่ค่ายเป่ยฝู่เหมือนท่านป๋อน้อย”
“เกิดเื่อันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ?” บัณฑิตน้องใหม่อย่างิหยวนรีบเอ่ยถาม ความจริงแล้วิเยี่ยก็พอรู้ตัวว่าผลการเรียนของตนอยู่ระดับธรรมดา แต่เขาเป็ถึงบัณฑิตของสำนักศึกษากลาง ไม่มีผู้ใดคิดยื่นมือเข้าไปยุ่งกับบัณฑิตพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนเฉาอู่จี้ที่มีผลการเรียนระดับปานกลางก็ไม่จำเป็ต้องกังวลเื่สอบ ทว่าการเรียนของหม่านสือชีนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤตและน่าเป็ห่วงมาก ถึงขั้นถูกอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหลวงเรียกตัวไปพบมาแล้ว
ที่สำนักศึกษาหลวงแบ่งออกเป็สี่แขนงวิชา ได้แก่ ปรัชญา วรรณกรรม ขี่ม้ายิงธนู และคุณธรรม สอบสองครั้งต่อปีการศึกษา
หม่านสือชีลูกหลานเืนักรบ เชี่ยวชาญขี่ม้ายิงธนูไม่มีผู้ใดเทียบ ทำคะแนนได้อันดับหนึ่งทุกรอบจนผู้คนมีประโยคติดปากว่า “การทดสอบขี่ม้ายิงธนูนั้นจัดขึ้นเพื่อชิงอันดับสอง” ส่วนคะแนนในบรรดาวิชาบุ๋นนั้นเหมือนกันทุกรอบ เพียงเข้าสอบให้จบๆ ไป ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย เขาไม่สนใจใฝ่เรียนด้านปรัชญาและวรรณกรรม นับั้แ่เข้าศึกษาเขาเข้าเรียนวิชาพวกนั้นแค่ไม่กี่ครั้ง เพียงหยิบตำราขึ้นมา หนังตาเขาก็หนักขึ้นทันที ในขณะที่ขัดมีดดาบธนูทุกวัน แต่ตำราปรัชญาวรรณกรรมกลับยังวางนิ่งอยู่บนโต๊ะจนฝุ่นหนาเคอะ ไม่ต้องเดาก็คงพอจะรู้ผลสอบดี
ซึ่งเขาสอบตกสองวิชา เดิมทีควรถูกขับออกจากสำนัก ทว่าบุคลากรและอาจารย์ในฝ่ายวิชาขี่ม้ายิงธนูเห็นเขาเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า ไหนเลยจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เช่นนั้น จึงเอ่ยปากขอโอกาสให้เขาได้สอบซ่อม หากสอบผ่านก็อยู่ต่อ หากไม่ผ่านก็ต้องเก็บข้าวของย้ายออกไป
ทว่าการเรียนรู้บทเรียนจำนวนมากในเวลาอันสั้นนั้นแทบเป็ไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ทั้งสหายและอาจารย์ต่างก็เป็ห่วงเขาไปตามๆ กัน แต่ตัวเขาเองกับไม่ใส่ใจ เอาแต่ฝึกขี่ม้ายิงธนูไปวันๆ
“ข้าว่าเ้าควรเริ่มตั้งใจศึกษาได้แล้ว” แม้แต่คนอย่างเฉาอู๋จิ้วยังต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
“พวกเ้าเองก็รู้ระดับความรู้ของข้าดีมิใช่หรือ? แค่ข้าท่องบท ‘สหายจากแดนไกลมาเยี่ยมเยียน’ ได้ก็นับว่าดีเกินคาดแล้ว” หม่านสือชียักไหล่ไม่แยแส “เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงวันสอบแล้ว แม้แต่มหาเทพแดนสววรค์ก็ช่วยข้าไม่ได้หรอก”
“มัน…ยาก…ยากมากเลยหรือ?” ตี้อู่จี้หวารวบรวมความกล้าเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา โดยหารู้ไม่ว่าการสอบวัดระดับของสำนักศึกษาหลวงนั้นยากเย็นเพียงใด
“จี้หวาไม่ต้องกังวล” ิหยวนเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ศิษย์พี่หม่านถนัดบู๊ ไม่ถนัดบุ๋น เขาจึงไม่สรรทัดข้อสอบพวกวิชาบุ๋น แต่ถ้าเป็เ้าคงผ่านได้ไม่ยาก”
“จะ...จริงหรือ?”
ิเยี่ยตาลุกวาวทันใด คว้าตัวิหยวนมาใกล้พลางขยิบตาให้หนึ่งทีแล้วกระซิบ “หยวนเก้อเอ๋อร์...”
“หืม...ข้าพึ่งเข้าศึกษา เ้าก็จะหาเื่ให้ข้าเลยหรืออย่างไร?”
“ข้าเปล่า ข้าไม่ได้คิดอันใดเลย”
“ฟังข้าให้ดีนะ ข้าวางมือจากเื่พรรคนั้นนานแล้ว เ้าไม่กลัวท่านพ่อของเจ้้า แต่ข้ากลัว”
ิเยี่ยเอ่ยเสียงเขียว “เ้าพูดอย่างนี้ไม่ละอายบ้างหรือ? ท่านพ่อข้าปฏิบัติต่อเ้าอย่างอ่อนโยน ทีกับข้าเอาแต่มองตาเขียวปัด ไม่รู้ผู้ใดกันแน่เป็บุตรชายแท้ๆ ของเขา” จบประโยคนั้นเสียงหักนิ้วก็ดังกร๊อบแกร๊บ
“แล้วข้าก็ยังไม่ทันได้บอกเลยว่าจะให้เ้าทำเื่ไม่ดีสักหน่อย เ้าเห็นหรือไม่ว่าศิษย์พี่สือชีกำลังตกที่นั่งลำบาก หากสอบไม่ผ่านเขาก็ต้องออกจากสำนักศึกษา”
“หมายความว่าอย่างไร? ไจ้เฉินพอจะมีวิธีช่วยเขาหรือ?” เฉาอู๋จิ้วเริ่มจับใจความจากเื่ที่ทั้งสองพูดคุยกันได้แล้วจึงเอ่ยถามขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างหันมาให้ความสนใจในทันที
“ไจ้เฉินมีวิธีอันใด? รีบบอกมาเร็วเข้า”
“ใช่ๆ รีบบอกมาเร็วเข้า”
ิหยวนถึงกับต้องร้องโอดครวญ “์เมตรา ฟ้าเห็นใจ ข้าหรือจะมีวิธีการใด ข้ายังไม่ทันได้เรียนบทเรียนพวกนั้นด้วยซ้ำ”
ิเยี่ยผู้สร้างเื่รีบบรรยายขยายความให้ทุกคนฟังทันที “โธ่เอ๊ย พวกเ้าไม่รู้หรอกว่าไม่ว่าการสอบเล็กหรือใหญ่ ข้าก็ได้ิหยวนนี่แหละช่วยเหลือมาั้แ่เล็กจนโต” เอ่ยจบพลันนึกถึงงานเลี้ยงปีนั้นจึงรีบเอ่ยเสริม “เขามีวิธีการสอนและเคล็ดลับที่ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายด้วยล่ะ”
ิหยวนจ้องเขาตาเขม็ง
คนที่เหลือได้แต่มองหน้ากันไปมาเงียบๆ เมื่อเห็นิเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งน้ำเสียงก็ฟังดูโอ้อวดด้วยความภาคภูมิเสียขนาดนั้น หากไม่คิดจะเชื่อเลยก็กระไรอยู่ อีกทั้งเวลานี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากต้องรักษาม้าตายให้กลายเป็ม้าเป็ [1]
“หยวนเก้อเอ๋อร์…หากเ้าพอมีวิธีก็ช่วยเหลือเขาทีเถิดนะ” ประโยคแรกที่เฉาอู๋จิ้วเอ่ยในวันนี้ก็คือขอร้องให้ิหยวนช่วยหม่านสือชี “เราหม่านเฉาสองตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ประมุขตระกูลหม่านก็ฝากฝั่งเขาไว้กับข้า หากข้าปล่อยให้เขาต้องออกจากสำนักไปอยู่ค่ายทหาร แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด หากเ้าช่วยเขาก็เท่ากับช่วยข้าด้วย”
เอ่ยจบเฉาอู๋จิ้วก็ยกจอกสุราขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง
ิหยวนรีบรับจอกสุรามาพร้อมเอ่ยขอบคุณ เวลานี้เขากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก จับต้นชนปลายแทบไม่ถูก แต่จะปล่อยให้หม่านสือชีจากไปโดยที่ไม่ช่วยเหลืออันใดเลยก็ไม่ได้ ไหนจะิเยี่ยกับคนอื่นๆ ที่กำลังมองเขาด้วยสายตาเป็ประกาย เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนหายใจแล้วยกจอกสุราขึ้นดื่ม “ข้าบอกไว้ก่อนเลยนะว่าข้ายันยืนแล้วว่าไม่ แต่เป็พวกเ้าที่บังคับข้า หากสุดท้ายแล้ววิธีของข้ามันไม่ได้ผล พวกเ้าห้ามโทษข้า”
“ไม่โทษเ้าๆ” พออีกฝ่ายรับปาก ิเยี่ยก็พลันดีอกดีใจราวกับหม่านสือชีสอบผ่านเสียแล้ว
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] รักษาม้าตายให้กลายเป็ม้าเป็ (死马当活马医) หมายถึง ความพยายามครั้งสุดท้าย พยายามอย่างสุดความสามารถ
