รุ่งเช้าของวันถัดมามือถือของหยางเฉินก็สั่นขึ้น
หยางเฉินนอนกอดเฉียงเวยอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่แสนอบอุ่นหลังจากที่ถูกเสียงโทรศัพท์มือถือรบกวนอยู่นานสองนาน ในที่สุดเขาก็คว้ามันขึ้นมารับสายด้วยความหงุดหงิด ไม่ทันที่หยางเฉินจะได้พูดอะไร เสียงจากปลายสายก็แผดร้องขึ้นมาอย่างมีโทสะ
“เ้าคิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว! ยังจะนอนหลับกินบ้านกินเมืองอยู่อีกเหรอ?!”
โดยที่หยางเฉินไม่คาดคิดคนที่โทรมาหาเขาในยามนี้คืออาจารย์หยุนเหมี่ยว!
หยางเฉินหาวหวอดออกมา
“ท่านอาจารย์ คุณไม่เห็นหรือไงว่ามันเพิ่งจะหกโมงเช้า ยังมีเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วโมงก่อนที่ผมจะออกไปทำงานนะ”
“หึ! ตอนข้าอายุเท่าเ้าข้าตื่นตอนตีห้าทุกวัน ฝึกฝนร่างกายอยู่เป็นิจหลังจากนั้นก็ยกถังน้ำสองใบแบกขึ้นเขา!”
“อาจารย์หยุนเหมี่ยว การฝึกแบบนั้นมันเป็ของพวกวัดเส้าหลินนู่นแล้วอย่าบอกผมนะว่าพวกคนในหุบเขาอี้เหม่ยก็ฝึกกายกรรมแบบนั้น?” หยางเฉินถาม
“หุบปากซะ! ที่ข้าโทรมาวันนี้ก็เพราะมีเื่สำคัญจะคุยกับเ้า!”
หยางเฉินยังคงงัวเงียอยู่แต่เสียงของแม่ชีหยุนเหมี่ยวนั้นสูงไปหลายร้อยเดซิเบล ทำให้เฉียงเวยที่นอนหลับอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้น เธอหันมามองเขาพลางยิ้มน้อยๆ ให้อย่างน่ารัก
“ธุระอะไรของคุณ?” หยางเฉินถามอย่างไม่เต็มใจ
อาจารย์หยุนเหมี่ยวเค้นเสียงเธอถามขึ้น “ฮุ่ยหลินหลานข้าคุ้นชินกับบ้านของเ้าแล้วหรือยัง?”
“ฮุ่ยหลิน...” หยางเฉินแปลกใจ “เธอมาถึงที่นี่แล้วเหรอครับ?”
อาจารย์หยุนเหมี่ยวแผดร้องเสียงสูงทันที
“อะไร?! อย่าบอกข้านะว่าเ้าไม่รู้ว่านางอยู่ที่จงไห่แล้ว? เมื่อวานนี้นางไม่ได้โทรหาเ้าหรอกหรือ ข้าส่งนางไปที่จงไห่เมื่อตอนบ่ายเมื่อวานนี้!”
หยางเฉินไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีแต่ไหนแต่ไรมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาอยู่แล้ว แต่ส่วนสำคัญของเื่นี้ดูเหมือนจะเป็เื่ที่แม่ชีน้อยคนนั้นยังไม่มาหาเขาเลย
“อาจารย์หยุนเหมี่ยว ผมไม่รู้เื่ที่เธอมาจริงๆเธอไม่ได้โทรหาผมด้วย คุณจำผิดไปหรือเปล่า?”
“ข้าไปส่งนางที่สถานีรถไฟด้วยตัวเอง นี่เป็ครั้งแรกที่หลานข้าต้องออกไปไกลบ้านถึงจงไห่คิดเหรอว่าข้าจะให้นางเดินไป? นอกจากนี้ข้ายังให้โทรศัพท์มือถือไว้ให้กับนางด้วยเผื่อว่ามีปัญหาอะไรก็ให้นางโทรไปหาเ้าแทน” หยุนเหมี่ยวเป็กังวล “รีบไปดูที่สถานีรถไฟ ถ้าหลานข้าเป็อะไรขึ้นมาล่ะก็เ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
แม่ชีน่ารำคาญนี่กล้ามาสั่งเขา?! เธอส่งหลานสาวมาที่เมืองใหญ่แบบนี้เองชัดๆนอกจากนี้แม่ชี้น้อยคนนั้นยังเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ มันจะไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้อย่างไร?!
หยางเฉินปวดหัวอย่างแท้จริงดูเหมือนแม่ชีอารมณ์ร้อนหยุนเหมี่ยวจะเป็กังวลมาก ร้อนมาถึงเขาที่ต้องรีบลุกออกจากเตียงอย่างรวดเร็วจนเฉียงเวยรู้สึกสงสัยเธอถามเขา
“คุณสามี คนที่คุณเรียกว่าอาจารย์นี่คือใครเหรอคะ?”
“เธอเป็หญิงชราที่โกรธสามีจนหนีไปบวชกลายเป็แม่ชีอยู่บนเขาน่ะครับ”หยางเฉินพึมพำ
“เกิดอะไรขึ้นกับหลานสาวของนางหรือเปล่าคะ?” เฉียงเวยถามหยางเฉินที่มีท่าทีดูแปลกไป
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะชอบเื่ซุบซิบนินทาแบบนี้ด้วยคุณเห็นว่าผมจะไปล่อลวงแม่ชีน้อยนั่นหรือไง?”
“ใช่ค่ะ” เฉียงเวยกล่าวอย่างไม่ลังเลพร้อมทั้งยิ้มให้กับเขา
ใบหน้าของหยางเฉินมืดครึ้มอยู่พักหนึ่งจนเขาพูดไม่ออก
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงหยางเฉินก็ขับรถมาถึงสถานีรถไฟจงไห่ เนื่องจากตอนนี้ยังเช้าตรู่อยู่ จึงทำให้มีคนเดินเล่นอยู่ในสถานีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หยางเฉินกวาดสายตาไปทั่วทั้งสถานีรถไฟทันใดนั้นสายตาของเขาก็กระทบเข้ากับแม่ชีน้อยฮุ่ยหลินที่นั่งอยู่ตรงมุมมุมหนึ่งของสถานี
ฮุ่ยหลินอยู่ในชุดผ้าหลวมๆผมยาวสีดำเข้ากับใบหน้ารูปไข่ สีผิวดูขาวนวลอย่างเป็ธรรมชาติ ถึงแม้ว่าฤดูหนาวจะทำให้ผิวแตก แต่มันก็ไม่อาจทำอะไรผิวอันเรียบลื่นของเธอได้แม้แต่น้อยใบหน้าของเธอดูน่ารัก ริมฝีปากเล็กๆ กำลังขยับขึ้นลงเป็จังหวะคล้ายกับเธอกำลังละเมออยู่
ฮุ่ยหลินเปลี่ยนจากเสื้อคลุมแม่ชีมาเป็เสื้อโค้ตยาวสีน้ำตาลธรรมดากางเกงกระชับแน่นจนเห็นสัดส่วนเว้าโค้งได้รูป ่ล่างเป็รองเท้าหนังยาวสีดำ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที จากแม่ชีหลังเขาในยุคกำลังภายใน เปลี่ยนมาเป็สาวน้อยในเมืองกรุงรูปลักษณ์นี้ทำให้หยางเฉินแทบจะจำเธอไม่ได้
หยางเฉินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฮุ่ยหลินหญิงสาวหายใจเข้าออกสม่ำเสมอราวกับว่ากำลังหลับอยู่
“ทำไมถึงไม่โทรหาฉัน?!”
ฮุ่ยหลินที่สะลึมสะลืออยู่ขยี้ตาของเธอก่อนจะสะดุ้งโหยงลุกออกจากที่นั่ง เธอหยิบเอาผ้ามาเช็ดตาเพื่อให้หายง่วง จากนั้นก็เบิกตากว้างมองหยางเฉินด้วยความตกตะลึง
“นาย... ทำไม... ได้ไง...”
“ทำไมฉันจะมาไม่ได้?” หยางเฉินไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี“ยายของเธอบอกว่าหลังจากที่มาถึงแล้วให้โทรหาฉัน เธอไม่มีโทรศัพท์หรือไง? ทำไมต้องมานอนอยู่ที่นี่ตั้งหนึ่งคืน?!”
ฮุ่ยหลินกลัวจนหดศีรษะลงพลางพยักหน้าหงึกๆ
หยางเฉินไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับแม่ชี้น้อยคนนี้ดีถึงแม้ว่าอากาศตรงสถานีรถไฟจะอบอุ่นกว่าด้านนอก แต่เธอไม่กลัวพวกนักเลงอันธพาลแถวนี้เลยหรือไง?!
“ทำไมถึงไม่โทรหาฉัน?!” หยางเฉินถามอีกครั้ง
ฮุ่ยหลินหลบสายตาก่อนจะตอบเขา“ฉัน... คิดว่ามันน่าอาย”
หยางเฉินแค่นยิ้ม“มีอะไรให้อาย? เธอคิดจริงๆ เหรอว่าฉันอยากจะได้เธอมาเป็ภรรยานักไม่เห็นหรือไงว่าฉันมีภรรยาอยู่แล้ว? ในสายตาของฉันเธอก็เหมือนกับน้องสาวคนสุดท้องเท่านั้นแหละเมื่อเธอมาจงไห่ก็เหมือนกับมาเยี่ยมญาติห่างๆ ทำไมต้องอายด้วย?”
“แต่... เราไม่ได้เป็ญาติกันนี่” ฮุ่ยหลินตอบเสียงแ่
สมองของผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างจะบริสุทธิ์และซื่อตรงเกินไปหากจะคุยกับเธอต่อวันนี้เขาคงไม่ได้ไปไหนแน่ เมื่อคิดได้อย่างนั้นหยางเฉินก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นก็เดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางของเธอ
“เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเอง”
“ไม่ต้องช่วย ฉันถือกระเป๋าเองได้” ฮุ่ยหลินหน้าแดงเธอรีบวิ่งมาหยิบกระเป๋าของเธอคืนไปทันที
หยางเฉินจ้องมองฮุ่ยหลินอีกครั้งก่อนจะกล่าวขึ้น“เมื่อเธอมาที่นี่แล้วก็ขอให้เชื่อฟังคำพูดของฉันด้วย เดินตามมาเร็วๆ ล่ะ”
“...” ฮุ่ยหลินก้มหน้าลงทันทีเธอรีบเดินตามหลังหยางเฉินไปไม่ห่าง
จากนั้นหยางเฉินก็พาเธอขึ้นรถและขับไปตามทางหลวงจนกระทั่งถึงหมู่บ้านหลงจิ่ง
ระหว่างทางหยางเฉินยังติดต่อกลับไปยังอาจารย์หยุนเหมี่ยวเพื่อบอกว่าหลานของเธอยังปลอดภัยดีจากนั้นเขาก็ส่งโทรศัพท์ให้ฮุ่ยหลินเป็คนอธิบายแทน
ฮุ่ยหลินบอกกับหยุนเหมี่ยวว่าเธอค่อนข้างอายจึงไม่กล้าโทรตามหยางเฉิน จนทำให้หยุนเหมี่ยวสบถออกมา แต่เธอก็ไม่ลืมสอนให้ฮุ่ยหลินพยายามยั่วยวนหยางเฉินเข้าไว้จนฮุ่ยหลินแทบจะร้องไห้ออกมา หลังจากนั้นหยุนเหมี่ยวก็แนะนำเื่การใช้ชีวิตให้กับฮุ่ยหลินเธอยังบอกอีกว่าหากขาดตกบกพร่องอะไรก็ให้หยางเฉินเป็คนจัดการ แถมหญิงชรายังกำชับอีกว่าห้ามเธอนั่งเข้าฌานอยู่แต่ในห้องจนไม่ออกไปไหนเป็อันขาด
หยางเฉินค่อนข้างช้ำใจหยุนเหมี่ยวไม่ได้ส่งมอบ ''ว่าที่ภรรยา'' ให้กับเขาเท่านั้น เธอยังบอกให้เขาจัดการเื่ต่างๆ ให้เธอทั้งหมด แน่นอนว่ามันต้องรวมไปถึงที่พักอาหาร เงิน รวมไปถึงงาน!
ก่อนหน้านี้หยางเฉินคิดว่าจะให้ฮุ่ยหลินไปอาศัยอยู่ที่อื่นหากให้เธอมาอยู่กับหลินรั่วซีมันก็คงดูน่าอึดอัดใจเกินไป แต่เมื่อเขาคิดดูแล้ว จิตใจของฮุ่ยหลินนั้นบริสุทธิ์มากเธอแทบไม่ใส่ใจกับฐานะที่แตกต่างระหว่างทั้งสอง หยุนเหมี่ยวเองก็้าให้หลานสาวของเธอเติบโตขึ้น บางทีมันอาจเป็เื่ดีก็ได้ถ้าหากเขาปล่อยให้เธอเป็คนตัดสินใจเื่นี้เอง
ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงหมู่บ้านหลงจิ่ง หลินรั่วซียังคงทำงานอยู่ ในขณะที่ป้าหวังกำลังเตรียมอาหารค่ำอยู่ในครัว เมื่อป้าหวังเห็นหยางเฉินพาสาวสวยแปลกหน้าเข้าบ้านมาเธอก็ถามเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณผู้ชายคะ เด็กคนนี้คือ...”
“นี่เป็ญาติห่างๆ ของผมเองครับ เธอเพิ่งมาที่จงไห่ได้ไม่นานผมก็เลยคิดว่าจะให้เธอมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ก่อน เดี๋ยวผมไปพูดกับรั่วซีก่อนนะครับ” หยางเฉินกล่าว
ทันทีที่ป้าหวังได้ยินว่าฮุ่ยหลินเป็ญาติของหยางเฉิน เธอก็รีบเดินเข้ามาช่วยถือกระเป๋าของฮุ่ยหลิน จากนั้นก็พาเธอมานั่งที่ห้องรับแขกทันที ป้าหวังทำความสะอาดห้องรับแขกจนสะอาดมาก
มากเสียจนบริษัทรับทำความสะอาดยังต้องละอายใจ
ฮุ่ยหลินเก็บกระเป๋าเดินทางไว้ที่ห้องนอนชั้นบนหลังจากที่ป้าหวังได้ยินว่าเธอยังไม่ได้ทานอาหารเช้า ป้าหวังก็รีบเดินเข้าไปทำอาหารในครัวอีกครั้ง เนื่องจากฮุ่ยหลินเพิ่งเดินทางมาถึงเธอจึงเลือกทำต้มไก่และผัดผักบางชนิดเพื่อไม่ให้หญิงสาวท้องอืด
เห็นได้ชัดว่าความฉลาดและความตรงไปตรงมาของฮุ่ยหลิน สามารถอ้อนขอความเอ็นดูจากป้าหวังได้เป็อย่างดี
หยางเฉินเห็นว่าเวลากำลังจะหมดหากช้ากว่านี้เขาจะเข้าทำงานสาย ทำให้หยางเฉินเดินขึ้นไปบนห้องชั้นสอง จากนั้นก็เคาะประตูเรียกฮุ่ยหลินลงมาทานข้าว แต่เขาก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเธอแต่อย่างใด
หยางเฉินไม่คิดว่าหลานของท่านนายพลจะไม่ระวังตัวถึงขนาดนี้ทันทีที่หัวถึงหมอนฮุ่ยหลินก็ฟุบหลับไปโดยที่ยังไม่ได้ถอดรองเท้าของเธอเลยแม้แต่ข้างเดียว!
เธอต้องนอนรออยู่ที่สถานีรถไฟโดยที่ไม่อาจหลับได้อีกทั้งยังไม่มีอาหารกิน ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่หญิงสาวคนนี้จะหลับในทันทีที่เธอเจอกับเตียงนุ่มๆ
นี่เป็ครั้งแรกที่เด็กผู้หญิงอย่างเธอต้องออกมาผจญกับเมืองใหญ่พบเจอกับสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย นั่งอย่างเดียวดายในสถานีรถไฟทั้งวันทั้งคืน ทั้งหมดนี้ทำให้หยางเฉินรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
หยางเฉินเดินมาที่ข้างเตียงจากนั้นเขาก็ดึงผ้าห่มเพื่อที่จะคลุมให้กับเธอ เพียงแค่ปลายผ้าแตะไปที่ตัวเธอฮุ่ยหลินก็ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวดีดตัวออกจนศีรษะอยู่ติดกับหัวเตียงพร้อมทั้งมองมาที่หยางเฉินอย่างตื่นตระหนก
“นายจะทำอะไร?! นะ นายบอกเองว่านายไม่อยากทำ! อย่าทำอะไรบ้าๆนะ!...”
หยางเฉินยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาเขากล่าวขึ้น “ฉันแค่กลัวเธอจะหนาวก็เลยจะห่มผ้าให้”
ฮุ่ยหลินมองผ้าห่มในมือหยางเฉินเธอเข้าใจได้ทันทีว่ามันเป็แค่เื่เข้าใจผิดเท่านั้น ใบหน้าของหญิงสาวแดงขึ้นด้วยความอับอาย
เื่ที่หยุนเหมี่ยวพูดกรอกหูเธอยังคงดังก้องมาจนถึงตอนนี้ยายของเธอบอกว่าเป็เื่ธรรมดาที่หญิงชายวัยรุ่นจะทำเื่อย่างว่ากันบนเตียง เมื่อเธอเห็นว่าหยางเฉินเข้ามาฮุ่ยหลินจึงเข้าใจผิดว่าหยางเฉิน้าจะทำอะไรบางอย่างกับเธอ
“ใช่... ขอโทษ ฉันแค่กังวลมากเกินไปเท่านั้น”ฮุ่ยหลินหน้าแดง เธอกล่าวอย่างอายๆ
หยางเฉินส่ายหน้าอย่างไม่เต็มใจนักเขาพูดขึ้น “ถ้าตื่นแล้วก็ลงไปด้านล่าง ป้าหวังทำอาหารเช้าไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว”
“…” ฮุ่ยหลินเดินตามหยางเฉินไปอย่างเชื่อฟัง
...
ภายในอาคารหลังใหญ่ในเยี่ยนจิงหลังหนึ่งหลินจื้อกั๋วกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายอารมณ์ก่อนจะหันมาถามฮุยอีที่อยู่ด้านข้าง
“ฮุ่ยเอ๋อร์ไปถึงบ้านของรั่วซีแล้วสินะ เธอเป็ไงบ้าง?”
“เราได้รับรายงานมาว่าเธอค่อนข้างจะมีความสุขครับเ้านายวางใจได้เลย”
“ใช่... ฉันอาจมั่นใจในส่วนที่เหลือได้บางส่วน ฮุยอี ฉันได้แต่หวังว่ารั่วซีจะสามารถอยู่ด้วยกันกับฮุ่ยเอ๋อร์ได้เป็อย่างดี ถ้าหากทั้งสองรู้ว่าพวกเธอเป็พี่น้องกันล่ะก็บางทีการตอบสนองของหลินรั่วซีอาจรุนแรงกว่าที่คิด แต่ฮุ่ยเอ๋อร์อาจไม่โกรธอะไรเลยด้วยซ้ำ เด็กคนนั้นบริสุทธิ์มากๆแต่บางทีหลังจากที่ได้รู้ความจริงแล้ว รั่วซีเองก็คงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี” หลินจื้อกั๋วขมวดคิ้ว
ฮุยอีเงียบไปได้สักพักก่อนจะพูดเื่บางอย่างกับหลินจื้อกั๋วอีกครั้ง
“ใช่สิ” หลินจื้อกั๋วเอ่ยขึ้นมา “หลังจากที่ฉันส่งรายงานการประเมินดีเอ็นเอไปให้หยางกงิตระกูลหยางเกิดการเคลื่อนไหวอะไรหรือเปล่า?”
ฮุยอีเผยรอยยิ้มออกมา“เป็ไปตามที่นายท่านคาดไว้ครับ ผู้าุโหยางไม่เพียงแต่ขอบคุณเื่ที่เราจัดการให้เท่านั้น เขายังเตรียมตัวไปพบกับหัวหน้าตระกูลเฉิงอีกด้วย”
“โอ้? ในที่สุดหยางกงิก็คิดจะออกจากูเานั่นแล้วสินะ”
“หลานชายที่ออกจากบ้านไปเป็สิบปีกำลังจะได้กลับบ้านเป็ใครก็ต้องดีใจทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าผู้าุโหยางเองก็ดูกระตือรือร้นกับเื่นี้ บางทีเื่หนี้แค้นของหยางเฉินกับตระกูลเฉิง ก็อาจได้ทางตระกูลหยางเข้ามาจัดการแทนก็ได้ครับ”
“ตระกูลเฉิงอาจเป็ตระกูลใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับตระกูลหยางที่นับได้ว่าเป็หนึ่งในแกนหลักของประเทศยิ่งไม่ต้องพูดถึงหยางกงิ คนคนนั้นมีสายสืบอยู่แทบทุกที่ไหนจะลูกชายของเขา หยางพั่วจวิน และหยวนหัวเหว่ยที่เป็ลูกเขยอีก ต่อให้ตระกูลหยางจะอ่อนแอลง ยังไงพวกเขาก็ยังได้รับความเคารพไปทั่วทั้งเยี่ยนจิง”หลินจื้อกัวหัวเราะ “ไม่จำเป็ต้องคิดมาก ทันทีที่สถานะของหยางเฉินเปิดเผย ต่อให้เป็ตระกูลเฉิงก็ยังต้องยอมรามือทีนี้พวกเราก็ไม่จำเป็จะต้องเฝ้าระวังหรือจับตามองเขาอีกต่อไป แต่ถึงอย่างไรก็ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า?”
“ขอรับ นายท่าน"
