“เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวมึงไปไหนวะ ไปแดกข้าวกับกูปะ ?”
เดีียร์ถามเพื่อนสนิทอย่างดริวเมื่อเลิกเรียนคลาสสุดท้ายของวัน เพราะ่นี้แก๊งค์เพื่อนๆ ของเขาไม่ค่อยเที่ยวกลางคืนอย่างเมื่อก่อนถึงแม้ว่าจะเป็วันศุกร์ก็ตาม
“โทษทีว่ะมึง วันนี้กูมีนัดทานข้าวกับสาวที่เพิ่งดีลมาเมื่อวาน ไว้วันหลังนะ”
ดริวปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ก่อนหน้านี้เขาได้คุยแชทตกลงกับหญิงสาวไว้แล้ว จะให้ยกเลิกก็เสียดาย
“แน่ใจว่าแค่แดกข้าว ?”
เดียร์จึงถามกลับอย่างรู้ทัน เพียงสบตากันก็รู้ใจแม้ไม่ต้องมีคำอธิบายเพราะความที่เป็เพื่อนสนิทกันมานานจึงรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำอะไร
“ระดับกูต้องดื่มนมเท่านั้นเว้ย วันนี้รู้สึกรักสุขภาพอยากนอนไว”
มุมปากของดริวเหยียดยิ้มร้ายอย่างมีเลศนัยก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงทะเล้น ั์ตาสีน้ำตาลเทาพราวระยับเมื่อเผลอนึกถึงเนินอกอวบอิ่มพอดีมือ
“ไอ้สัส ! หน้าตาโคตรหื่น”
เดียร์ต่อว่าเพื่อนอย่างขำขันในขณะที่สองมือกำลังเก็บชิ้นงานลงกระเป๋า
“ไอ้เดียร์ ทำไมมึงไม่ชวนพวกแม่งวะ ?”
ดริวถามขึ้นพร้อมพยักเพยิดหน้าไปทางกวิน วาย และฟาน ที่กำลังเก็บของเตรียมกลับเช่นกัน มันต้องมีสักคนที่ว่างรึเปล่า
“หายก่อนมึงกับกูอีก ่นี้พวกมันดูยุ่ง ๆ เหมือนจะมีผัวมีเมียเป็ตัวเป็ตนละมั้ง”
เดียร์ถอนหายใจออกมาอย่างเซ็ง ๆ เมื่อไอ้กวินลุกเดินออกจากห้องเป็คนแรก ตามด้วยวายและฟาน ราวกับว่าทุกคนต่างมีธุระส่วนตัวที่ต้องไปทำ คงมีแค่เขาคนเดียวที่ว่าง
“ก็จริง เื่ของพวกมันละกัน มึงล่ะไม่หาสักคนวะ ?”
ดริวพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายก่อนเดินเคียงคู่กับเดียร์ตรงไปยังลานจอดรถ
“ก็มันยังไม่เจอคนที่ใช่นี่หว่า ว่าแต่กูเถอะ มึงอะเมื่อไหร่จะจริงจังเผื่อพ่อมึงอยากอุ้มหลาน ?”
เดียร์ตอบเพื่อนสนิทไปตรงๆ ก่อนจะถามกลับ สำหรับเขาหากได้เจอคนที่รู้สึกดีจริงๆ เขาก็พร้อมที่จะหยุดซึ่งแน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่แค่เซ็กส์หรือความสัมพันธ์แบบชั่วคราว
“เป็แบบนี้ก็ดีแล้ว เอากันเสร็จก็แยกย้ายไม่ผูกมัด กูไปละ เจอกันวันจันทร์เว้ยมึง”
“เออๆ กูชวนเด็กก็ได้”
หลังจากแยกกับเดียร์ที่ลานจอดรถของคณะ เขาก็ขับรถกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโดก่อนจะออกไปพบกับผู้หญิงที่นัดกันเอาไว้
ดริวเป็นักศึกษาวิศวะปีสอง มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ทั้งชีวิตเกิดมาบนกองเงินกองทองไม่เคยต้องทำงานหนัก อย่างมากก็เข้าไปช่วยงานที่บริษัทของพ่อเป็ครั้งคราว พ่อกับแม่ทะเลาะกันแทบทุกวันก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจแยกทางกันตอนเขาอายุ 10 ขวบ มันคงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับครอบครัวของเรา ซึ่งเป็ทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน สิ่งเดียวที่เขาไม่เคยได้รับคือความรักจากแม่ มันเป็าแและความเ็ปที่ฝังอยู่ลึกสุดก้นบึ้งหัวใจ
เขาแยกตัวมาอยู่คอนโดเพราะมันอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ที่สำคัญคือสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ กินเที่ยว นอน เรียน และปี้ผู้หญิง แต่บางครั้งก็ปี้ผู้ชาย
“ตุบ ! โอ้ย เดินไม่ดูทาง แม่ง ตาไม่มีรึไงวะ ?”
ดริวโวยวายเมื่อเขาโดนชายร่างสูงั์ตาดุดันเดินชนจนเซถลา โชคดีที่เขาทรงตัวได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้ลงไปนอนกองกับพื้น
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดมาจากซีรีส์จีนที่สาวๆ ชอบดู แต่มารยาทโคตรทราม ขอโทษสักคำก็ไม่มี สายตามคมดุจเหยี่ยวมองมาอย่างไร้อารมณ์และความรู้สึกนั้นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเดือดดาลมากขึ้น
“เป็ใบ้เหรอวะ ถึงพูดขอโทษไม่เป็ ?”
เด็กหนุ่มถามเสียงเข้มอย่างเอาเื่ไม่สนใจสายตาของผู้คนที่มองมา ทั้งยังตวัดตาคมมองอีกฝ่ายด้วยอารมณ์หงุดหงิด ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็ต่างชาติแต่เขามั่นใจว่าร่างสูงตรงหน้าฟังภาษาไทยเข้าใจ
บอดี้การ์ดของชายคนนั้นพุ่งตรงมาเหมือนจะทำร้าย ซึ่ง ดริวเองก็พร้อมจะมีเื่เช่นกันเพราะเขาไม่ได้เป็คนผิด แต่แล้วทั้งหมดก็หยุดชะงักเมื่อชายคนนั้นยกมือขึ้น สายตาของบอดี้การ์ดที่มองมาอย่างดุดันทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ พวกมันดูเหมือนจะมีอิทธิพลไม่น้อย แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นก็ห้ามความปากไวของตัวเองไม่ได้
“คิดว่าใหญ่นักรึไงวะ มารยาทอะ หัดมีซะบ้าง ไม่ใช่โตแค่อายุ”
เด็กหนุ่มต่อว่าจบก็เดินออกไปทันที เขาไม่ได้หนีแต่ตอนนี้เลยเวลานัดของเขากับหญิงสาวไปนานแล้ว
“ทำไมดริวมาช้าจังคะ ?”
เสียงหวานของกุ๊กเอ่ยขึ้นพร้อมใช้มือเรียวกอดแขนของดริวเอาไว้ หญิงสาวยู่ปากทำแก้มพองเอียงใบหน้าสวยมองร่างสูงนิดๆ ช้อนตามองอย่างออดอ้อน
“ดริวขอโทษครับ ไม่งอนนะ เมื่อกี้บังเอิญเจอคนไม่มีมารยาทเดินชน”
ดริวยกมือขึ้นวางบนผมนุ่มสลวยเงางาม ลูบเล่นเบาๆ อย่างที่บรรดาหญิงสาวชอบให้ทำ เขาไม่ลืมขอโทษหญิงหญิงสาวพร้อมบอกเหตุผล
นอกจากรถติดและที่จอดรถเต็ม เขายังซวยเจอคนมารยาททราม ซึ่งทำให้อารมณ์ของเขายังคุกรุ่นจนถึงตอนนี้
“เอ๋ ! แล้วดริวเจ็บตรงไหนไหม ?” กุ๊กรีบจับร่างสูงสำรวจหาาแด้วยความเป็ห่วง
“เจ็บสิครับ เจ็บตรงนี้”
ดริวโน้มใบหน้าหล่อลงไปใกล้ เอ่ยกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงนุ่มมีเสน่ห์พร้อมจับมือเรียวของอีกฝ่ายมาจับบริเวณหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม
“ดริวอะ”
กุ๊กถึงกับต้องเอียงหน้าหลบสายตาที่มองมาด้วยความเขินอาย ดริวหยอกล้ออีกฝ่ายแต่พอดี มองใบหน้าสวยขึ้นสีระเรื่อด้วยสายตาเ้าเล่ห์ อยากรู้แล้วสิว่าเวลาอยู่บนเตียงร่างบางจะยังใสซื่ออย่างที่แสดงออกไหม
“เราไปทานข้าวกันดีกว่าครับ”
ดริวเอ่ยชวนเพราะอีกไม่นานก็ได้เวลาที่ห้างจะปิด เขาถือวิสาสะใช้มือโอบเอวคอดเดินเข้าร้านอาหารไปด้วยกัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็ไปอย่างราบรื่น มีหยอกล้อกันบ้าง ก่อนจะมาจบที่โรงแรม
หลังจากเข้ามาในห้องพัก ทั้งคู่ก็นัวร์เนียกันั้แ่ประตูห้องจนมาถึงที่เตียงกว้าง เสื้อผ้าถูกถอดออกทีละชิ้นกระจายเต็มพื้นห้องก่อนที่ริมฝีปากของเราจะแนบสนิทกันจนไร้ช่องว่าง
“อื้ออออออออ”
เสียงหวานครางอื้ออึงในลำคอเมื่อโดนร่างสูงจู่โจมอย่างชำนาญ มือหนาลูบไล้ไปตามผิวนุ่มของร่างบางก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงเนินอกอวบอิ่มเค้นคลึงอย่างเพลินมือ
หญิงสาวเคลิบเคลิ้มไปกับััที่ร่างสูงมอบให้ สองมือเรียวขย้ำผ้าปูเตียงเพื่อระบายความเสียวซ่านเมื่อลิ้นร้อนไล่เลียหน้าท้องแบนราบของเธอ
Trrrrrrrrrrr…………………..
…………….……Rrrrrrrrrrr..
แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดีเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มจะไม่สนใจมันสักนิด ถ้าเสียงเรียกเข้านั้นไม่แตกต่างจากสายอื่นที่โทรเข้ามา
“ครับพ่อ”
ดริวถอนหายใจแรงๆ ก่อนลุกออกจากร่างบางเพื่อรับโทรศัพท์ สายตาคมยังคงมองไปยังเรือนร่างที่นอนรอเขาอยู่บนเตียง
“แกอยู่ไหน มาหาฉันที่บ้านหน่อยมีเื่จะคุยด้วย”
น้ำเสียงคนเป็พ่อดังมาจากปลายสายด้วยความจริงจังทำให้คิ้วของดริวขมวดมุ่นจนแทบชนกัน
“พรุ่งนี้ได้ไหมพ่อ ตอนนี้ผมติดธุระ”
ดริวถามกลับอย่างไว มองกลางกายที่ชี้โด่สลับกับมือเรียวของหญิงสาวที่กำลังลูบไล้ไปตามสัดส่วนของตัวเองอย่างยั่วยวน
“ไม่ได้ !!! แกต้องมาตอนนี้ ธุระของฉันสำคัญกว่า”
“ครับๆ”
สุดท้ายดริวก็ต้องตอบตกลง เขาหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมก่อนจะไปส่งหญิงสาวที่คอนโดของเธอและขับรถตรงกลับบ้าน
ทันทีที่เขากลับมาถึงบ้านศิวนนท์ก็พบว่าพ่อนั่งรออยู่ที่ห้องทำงาน ใบหน้าชายสูงอายุเต็มไปด้วยความตึงเครียด บรรยากาศดูอึดอัด ดริวรู้ได้ทันทีว่ามันจะต้องมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น
“ธุระสำคัญที่ว่าคือเื่อะไรครับ ?”
ดริวถามด้วยความสงสัย เมื่ิอเห็นว่าพ่อนั่งเงียบไม่ยอมพูดเสียที
“ฉันเป็หนี้พนัน”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น พร้อมมองลูกชายเพียงคนเดียวด้วยความรู้สึกผิด
“เท่าไหร่ครับ ?”
หัวใจกระตุกวูบก่อนสั่นระรัว คิ้วเรียวขมวดมุ่นกับคำตอบที่ได้รับ คำว่าหนี้พนันไม่เคยอยู่ในหัวของเขาสักนิด ดริวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขพวกนี้ั้แ่เมื่อไหร่
“1000 ล้าน”
“ห๊ะ ! พ่อเล่นบ้าอะไรถึงได้เสียตั้ง 1000 ล้าน ?”
แค่ได้ยินจำนวนตัวเลขก็ทำเอาแทบช็อค ั์ตาสีน้ำตาลเทาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ะโถามพ่อด้วยอารมณ์คุกรุ่น
“ไม่ต้องรู้หรอกน่า ฉันพลาดเองที่ละโมบไม่รู้จักพอปล่อยให้ผีพนันเข้าสิง”
มนตรีก็ไม่ได้อยากสาธยายถึงความโง่ของตัวเอง หากเขาไม่ละโมบโลภมากคงไม่ต้องมีจุดจบอย่างตอนนี้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เ้าหนี้ยังปล่อยให้มีชีวิตจนถึงตอนนี้
“พวกมันโกงพ่อเหรอ ?”
ดริวถามเสียงดุ ๆ พร้อมหรี่ตามองคนเป็พ่ออย่างจับพิรุธ เขาเชื่อว่าบ่อนจะต้องมีกลโกงบางอย่างที่ทำให้พ่อของเขาลุ่มหลงจนเป็หนี้เยอะแบบนี้
“ฉันเล่นเสียเองไม่ได้โดนโกง ตอนนี้บริษัทก็กำลังจะล้ม ตอนนี้แกมีเงินเก็บเท่าไหร่ ?”
“50 ล้าน ถ้าขายทุกอย่างก็คงได้ประมาณ 100 ล้าน”
ดริวนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนตอบออกไป ถึงจะขายทุกอย่าง แม้กระทั่งบ้านศิวนนท์หลังนี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้
“ไม่พอ แกต้องช่วยฉัน”
มนตรีส่ายหน้าเบาๆ เขารู้คำตอบดีอยู่แล้วเพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรเงินก็ไม่พอ
“ช่วยยังไงวะพ่อ ?”
คิ้วของดริวขมวดเป็ปม ถามด้วยความไม่เข้าใจว่าตนจะช่วยอะไรอีกฝ่ายได้
“แกไม่มีเงินให้ฉัน แกก็ต้องไปช่วยฉันใช้หนี้”
“พ่อเล่นเสียเอง พ่อก็ใช้เองสิผมไม่เกี่ยว
“ไอ้ลูกเนรคุณ ! ฉันอุตส่าห์เลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยให้แกต้องลำบากสักครั้ง พอฉันล้มแกไม่คิดจะช่วยหน่อยรึไง ทีแม่แกยังไม่เคยโผล่หน้ามาหาแกสักครั้ง” มนตรีตะคอกเสียงดังลั่น
“ก็ได้ๆ ผมยอมช่วยก็ได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”
“พรุ่งนี้ 11 โมง ฉันมีนัดเจรจากับเ้าหนี้ แกเตรียมตัวให้พร้อม”
ดริวเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองที่ไม่ได้กลับมาหลายปีด้วยสภาพห่อเหี่ยวหัวใจ
ต่อให้ขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มีมันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ จะให้ไปหยิบยืมใครก็คงไม่ได้ เงินเยอะขนาดนั้นคงไม่มาใครยอมช่วย ทางรอดเดียวพรุ่งนี้เขาต้องลองเจรจาดู ดริวค่อนข้างมั่นใจในความสามารถของตน หากมีเวลาเพียงพอและพ่อยอมให้เขาบริหารบริษัทคงสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้แน่ แต่อย่างน้อยคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี
เด็กหนุ่มเผลอหลับไปทั้งสภาพแขนก่ายหน้าผาก ภายในสมองตีกันยุ่งเหยิงเพื่อหาทางออก
………………………………………………..
