“องค์ชายห้า ท่านไม่ต้องพยายามคิดหรอก ในเมื่อท่านใส่ร้ายหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ไม่มีทางที่จะอยู่กับท่านอยู่แล้ว ถึงแม้หม่อมฉันจะต้องตายก็ตาม ท่านตัดใจเถิด”
องค์ชายห้าเริ่มรักษารอยยิ้มที่มุมปากไม่อยู่แล้ว ความดุร้ายในดวงตาค่อยๆ ปรากฏขึ้น สีหน้าฉายแววโมโห คำพูดของซูิเยว่ทำให้เขาโกรธอย่างชัดเจน
เขาตบลงไปที่ลูกกรงห้องขังอย่างแรง ภายในห้องขังที่เงียบสนิทก็มีเสียงดังขึ้นชัดเจน ผู้คุมขังด้านข้างเห็นแล้วแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
“ซูิเยว่ เพราะเหตุใดกัน ข้าดีกับเ้าถึงขนาดนี้ ข้ายอมลงทุนมากมาย เพราะเหตุใดเ้าถึงยังทำกับข้าเช่นนี้”
ตอนนี้องค์ชายห้าเหมือนกับสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง ขอบตาแดงก่ำ เขากัดฟันพูดคำพวกนี้ออกมา ทั่วทั้งร่างสั่นน้อยๆ ไม่หยุด ถ้าหากไม่มีประตูห้องขังกั้นเอาไว้ ซูิเยว่เดาได้เลยว่าเขาคงพุ่งเข้ามาทำร้ายนางแล้ว
ซูิเยว่หันหลังให้โดยไม่มององค์ชายห้าอีก
จิตสังหารในแววตาขององค์ชายห้ายิ่งเข้มข้นขึ้น เขาจ้องแผ่นหลังของซูิเยว่นิ่ง หลังจากนั้นก็พลันหัวเราะออกมา “ได้ๆ ๆ ๆ ซูิเยว่ เป็เ้าที่บีบบังคับข้า เป็เ้าเองนะที่บีบข้า”
หลังจากพูดจบเสียงฝีเท้าก็ห่างออกไป ต่อมาก็ได้ยินเสียงพูดคุยอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนพูดอะไรกันนั้นก็ได้ยินไม่ชัดเจน
หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่งซูิเยว่ก็หมุนตัวกลับมาดู ด้านนอกห้องขังไม่มีเงาขององค์ชายห้าแล้ว
สีหน้าของซูิเยว่เย็นเยียบจนแทบจะปิดความเกลียดชังในแววตาเอาไว้ไม่มิด นางเดินตรงไปที่มุมกำแพงก่อนจะนั่งลง จากนั้นก็วางแผนว่าจะประหยัดแรงเอาไว้
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกห้องขังก็มีผู้คุมสามคนเดินเข้ามา คนที่เดินนำคนนั้นคงจะเป็หัวหน้าผู้คุม แววตากวาดมองซูิเยว่อย่างไม่พอใจ จากนั้นก็สั่งผู้คุมสองคนข้างกาย “เปิดประตู”
ซูิเยว่หรี่ตาลง ท่อนล่างที่ทรุดไปนั่งครึ่งตัวก็หยัดยืนขึ้น นางเริ่มระวังตัวขึ้นมาทันทีแล้วจ้องไปยังสามคนด้านนอกด้วยสายตาไม่เป็มิตร
หลังจากประตูเปิดออก ผู้คุมสองคนนั้นก็เดินเข้ามาหาซูิเยว่ แววตาเปล่งประกายรอยยิ้มชั่วร้าย
สีหน้าของซูิเยว่เย็นเยียบ แววตาฉายจิตสังหารออกมา “จะทำอะไร?”
ผู้คุมสองคนนั้นไม่ได้พูดอะไร พวกเขาเดินเข้ามาจับแขนของซูิเยว่แล้วลากไปด้านนอก นางขมวดคิ้ว เดิมคิดอยากจะขัดขืน แต่พอคิดว่าทำเช่นนี้เกรงว่าจะทำให้เื่ใหญ่ขึ้น นางก็เลยเงียบไว้แล้วคอยสังเกตการณ์ก่อน
ผู้คุมสองคนจับตัวนางแล้วพาออกไปด้านนอก หัวหน้าผู้คุมที่อยู่ด้านนอกประตูลูบคาง สายตามองมาที่นางด้วยแววตาชั่วร้าย ทั้งยังร้องจุ๊ๆ สองที “น่าเสียดายนะ ใบหน้ารูปไข่งดงามขนาดนี้ ทั้งยังเป็คุณหนูบุตรสาวขุนนาง”
สายตาเย็นะเืของซูิเยว่จ้องไปยังหัวหน้าผู้คุม ดวงตาฉายจิตสังหารออกมาอย่างชัดเจน เมื่อผู้คุมคนนั้นถูกมองเช่นนี้ก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าดุดันขึ้นมาทันที “เป็สตรีแต่กล้าที่จะจ้องข้าด้วยสายตาเช่นนี้หรือ”
ซูิเยว่ขมวดคิ้วไม่พอใจก่อนจะพูดเสียงเ็า “พวกเ้าจะทำอะไร ฝ่าายังไม่มีคำสั่ง พวกเ้าจะทำอะไรข้าไม่ได้นะ”
“เหอะ” หัวหน้าผู้คุมหัวเราะเสียงเย็น “นี่เป็สิ่งที่องค์ชายห้าสั่งพวกเรา ให้พวกเราดูแลคุณหนูซูดีๆ พาไปซะ”
หัวหน้าผู้คุมออกคำสั่ง คนคุมขังทั้งสองคนจับซูิเยว่ให้เดินไปด้านหน้าเพื่อตรงไปยังห้องทรมานถึงจะหยุด
ภายในห้องทรมานคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็น กลิ่นเน่าผสมกับเื
ห้องทรมานมีขนาดใหญ่มาก ทั่วกำแพงแขวนเครื่องมือทรมานต่างๆ เอาไว้มากมายหลายแบบ เครื่องมือทรมานพวกนั้นยังมีรอยเืแข็งสีดำค้างอยู่ แม้แต่บนพื้นก็ยังมีรอยเืกระจายเป็วงกว้าง
เห็นได้เลยว่าการทรมานนั้นน่ากลัวแค่ไหน ไม้กางเขนยังมัดคนคนหนึ่งอยู่ตรงมุมด้านข้าง บนตัวของคนคนนั้นถูกแส้ตีจนหนังแตก ไม่มีตำแหน่งไหนดูดีเลย
เืย้อมเต็มตัวจนซึมออกมานอกเสื้อแล้วหยดลงที่พื้น คนคนนั้นก้มหน้าลง มีแค่ลมหายใจออก ไม่มีลมหายใจเข้าแล้ว
ซูิเยว่รู้สึกว่าเืรอบๆ ตัวเริ่มเย็นลง นางปล่อยให้ผู้คุมสองคนผลักนางไปมัดบนไม้กางเขน จากนั้นพวกเขาก็ใช้เชือกมัดข้อมือกับข้อเท้าแน่นจนนางเจ็บผิว
แววตาของซูิเยว่ประกายเย็นวาบ นางไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำและไม่ได้ส่งเสียงเลยสักนิด สายตาเริ่มจ้องไปยังหัวหน้าผู้คุมคนนั้น
หัวหน้าผู้คุมหยิบแส้เส้นหนึ่งข้างกำแพงมาแล้วสะบัดไปมา
จากนั้นก็พรายยิ้มเ้าเล่ห์เดินมาตรงหน้าซูิเยว่ “คุณหนูซูเพิ่งจะมาที่นี่ จะอย่างไรก็ต้องลองถูกลงโทษในคุกวังหลวงดูสักรอบเถิด เนื้อละเอียดนุ่มนี้ไม่รู้ว่าจะทนได้นานสักเท่าไหร่กันเชียว”
ซูิเยว่ยังคงไม่พูดอะไร สายตาจ้องไปยังหัวหน้าผู้คุมอยู่ตลอด มุมปากแฝงไปด้วยการเย้ยหยัน ทั้งที่ใบหน้าเรียบนิ่งและไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยสักนิด
หัวหน้าผู้คุมเห็นเช่นนั้นก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ สายตาของซูิเยว่เหมือนกำลังท้าทายเขา จากนั้นเขาก็ใช้แรงยกแส้ในมือขึ้นก่อนจะฟาดลงไปเต็มแรง
“อือ.....”
ซูิเยว่ร้องออกมา คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เจ็บ เจ็บจริงๆ แต่เมื่อเทียบกับถูกเหล็กสิบแปดแท่งแทงเข้ามาเมื่อชาติก่อนแล้ว ความเจ็บแค่นี้ยังไม่ถือว่ามากอะไร
หลังจากที่แส้เส้นนั้นฟาดลงมาบนตัวของซูิเยว่ เืก็ซึมออกมาย้อมเสื้อสีขาวของนางทันที ตรงจุดที่ถูกแส้ฟาดนั้นทั้งเจ็บ ทั้งแสบร้อน ผิวเนื้อก็แตกออก
ซูิเยว่หายใจหอบ สายตาจับจ้องผู้คุมคนนั้นแล้วยกยิ้มมุมปาก
ผู้คุมก็ฟาดแส้ลงมาอีกหนึ่งที ซูิเยว่กัดฟันเอาไว้แน่น ไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักนิด สายตาเหมือนจมไปในความเ็าแล้วจ้องผู้คุมคนนั้นนิ่ง คนถูกมองอดที่จะตื่นตระหนกไม่ได้
หัวหน้าผู้คุมโกรธจัดแล้วยกมือขึ้นฟาดแรงๆ เขาทำอย่างนั้นซ้ำไปมาไม่หยุด ยกขึ้นฟาดลง ยกขึ้นฟาดลง ในตอนนั้นภายในห้องขังมีแค่เสียงแส้ฟาดลงบนเนื้อ คนฟังได้ยินยังรู้สึกหวาดกลัว
สีหน้าของซูิเยว่ขาวซีด ใบหน้าไม่มีสีเื นางกัดริมฝีปากจนเืออก แต่ก็ยังฝืนไม่ให้ตัวเองเปล่งเสียงออกมา
หน้าผากมีเหงื่อผุดออกมาเล็กน้อย เหงื่อเล็กๆ รวมตัวกันเป็หยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาจากหน้าผาก
ผู้คุมฟาดลงไปยี่สิบสามสิบที บนตัวของซูิเยว่ไม่มีตรงไหนที่ทนดูได้เลย เสื้อถูกตีจนขาดวิ่น ิัใต้ร่มผ้าถูกตีจนแตก
เืซึมออกมาจากเสื้อ เสื้อขาวเปลี่ยนเป็สีแดงสด ราวกับทั้งตัวเปลี่ยนเป็มนุษย์เื
ผู้คุมฟาดจนเหนื่อยแล้ว ในที่สุดก็หยุดลงพร้อมกับหอบหายใจ
ซูิเยว่เองก็ถอนหายใจแล้วหลับตาก้มหน้าลง ทั่วทั้งตัวเจ็บแสบปวดร้อนไปหมด นางเจ็บจริงๆ นอกจากเจ็บแล้วก็ไม่มีความรู้สึกอื่นอีก
นางอยากจะหายใจ แต่พอหายใจก็จะไปกระทบปากแผลทำให้เจ็บขึ้นมาอีก หนังตาของนางหนักจนลืมไม่ขึ้น