หลินอันเปิดประตูไม้ที่ถูกปลวกแทะจนผุพัง ด้านนอกมีหญิงสาวรูปร่างบอบบางแต่งตัวสวยยืนอยู่
เมื่อหญิงสาวเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่อย่างหลินอัน ดวงตากลมโตคู่สวยก็เป็ประกาย ไม่รู้ว่าอากาศหนาวเกินไปหรือเพราะสาเหตุอื่น พวงแก้มของเธอจึงแดงระเรื่อ ขับผิวให้ดูขาวเนียนละเอียดขึ้นกว่าเดิม
“พี่หลิน กลับมาแล้วเหรอคะ”
“หยวนจือชิง?” หลินอันสีหน้าเรียบเฉย “มีธุระอะไรหรือ”
รอยยิ้มของหยวนซินเจื่อนลงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม
“ฉันมาหาหว่านหนิงค่ะ ฉันมีของจะให้เธอ”
เมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง แม้ในใจจะไม่อยากเจอ แต่สุดท้ายสวีหว่านหนิงก็รีบเดินมาที่หน้าประตู
เมื่อเห็นหยวนซิน เธอทำสีหน้าเหมือนกับหลินอันไม่มีผิด “ของอะไรหรือ”
หยวนซินควานหาของในกระเป่าเสื้อนอกสีแดงพุทราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นใบโอนเงินที่ถูกพับเอาไว้ให้กับสวีหว่านหนิง
“ฉันเพิ่งเข้าไปในตัวเมือง และได้เจอกับคนที่ส่งจดหมายพอดีเลยช่วยเอากลับมาให้เธอ”
สวีหว่านหนิงเปิดออกดู มันคือใบโอนเงินจากพ่อของร่างเดิมที่ส่งมาจากปักกิ่ง
หยวนซินถูมือที่แดงระเรื่อเพราะความหนาว แล้วยกขึ้นมาป้องปากเป่าลมจนเกิดเป็ไอสีขาว
“อากาศหนาวเหลือเกิน เดินมาไกลขนาดนี้ ขาของฉันแทบสูญเสียความรู้สึกไปแล้ว”
สวีหว่านหนิงฟังเจตนาแฝงของหยวนซินออก เธอเหลือบตาขึ้นมองหลินอัน เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไรจึงหันไปพูดกับหยวนซินว่า “ลำบากเธอแล้วที่ช่วยเอามันมาให้ฉัน เข้ามาดื่มน้ำอุ่นๆ ในบ้านสักแก้วสิ ไว้ร่างกายอบอุ่นขึ้นแล้วค่อยกลับ”
“มันจะ...” หยวนซินทำสีหน้าลังเล “จะไม่เป็การรบกวนเกินไปใช่ไหม”
หลินอันเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเพื่อหลีกทางให้ “เข้ามาสิ”
“รบกวนแล้วค่ะ” หยวนซินยิ้มเขินอาย แล้วเดินเข้ามาในบ้าน
สวีหว่านหนิงปิดประตูบ้านแล้วเอาไม้มาขัดไว้ เธอจงใจเดินช้ากว่าพวกเขาหนึ่งก้าว
มองแผ่นหลังของสองคนนี้แล้ว สวีหว่านหนิงลอบถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดสินะ
หยวนซินคือนางเอกในนิยาย
หลังเด็กสองคนถูกนำไปขาย และแม่หลินถูกวางยาพิษจนเสียชีวิต หลินอันก็ตกสู่สภาวะสิ้นหวัง ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ตอนนั้นเอง หยวนซินสาวงามดั่งบุปผา ผู้เข้าอกเข้าใจในตัวเขาก็ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอคอยอยู่เคียงข้าง และช่วยให้เขาข้ามผ่าน่เวลาอันมืดมิดเ่าั้ไปได้
ทั้งคู่รักใคร่กลมเกลียว ครองคู่กันนานหลายสิบปี
ตอนสวีหว่านหนิงอ่านนิยายเล่มนี้เคยซาบซึ้งไปกับความรักของพระเอกกับนางเอก
พวกเขาไม่ได้โรแมนติกหวือหวา ทว่าเป็การอยู่เคียงข้างที่เรียบง่ายแสนอบอุ่น เหมือนภาพสะท้อนของสามีภรรยาส่วนใหญ่ในยุคเก่า
เพียงแต่ปัจจุบันเธอกลายเป็เ้าของร่างนี้ จึงไม่อาจมองความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในฐานะนักอ่านได้อีกแล้ว
ภาพจำที่เคยมีให้กับนางเอก ถูกทำลายลงไปั้แ่คืนที่หลินอันเร่งเดินทางกลับมา
เพราะสวีหว่านหนิงรู้ว่า คนที่เขียนจดหมายนิรนามฉบับนั้นให้กับหลินอันก็คือหยวนซิน นางเอกของเื่
หากมองในมุมของนักอ่านและหลินอัน การกระทำของหยวนซินย่อมไม่มีปัญหา
แต่ถ้ามองจากมุมของคนที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างสวีหว่านหนิง ย่อมเห็นอะไรลึกกว่านั้น
แม้หมู่บ้านต้าเจียงจะอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งสังกัดของหลินอันมากนัก แต่ยุคนี้การส่งจดหมายเพื่อติดต่อสื่อสารกันใช้เวลานานมาก หยวนซินรู้ได้อย่างไรว่า อีกไม่นานสวีหว่านหนิงจะเอาลูกสองคนไปขาย?
คิดแล้วช่างน่ากลัว!
หลังสวีหว่านหนิงเรียบเรียงความคิดเสร็จ เธอก็ยกแก้วน้ำร้อนที่ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยเข้าไปในโถงกลางของบ้าน
หลินอันไม่ได้อยู่ที่นี่
หยวนซินนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก่อนจะหยิบลูกอมผลไม้สองเม็ดออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นให้กับต้าชุนและเยาเม่ย
“เอ้า น้าให้ลูกอมกับพวกหนู”
ต้าชุนกับเยาเม่ยส่ายหน้าแล้วพูดพร้อมกันว่า “ขอบคุณค่ะ/ครับ พวกเราจะไม่รับลูกอมจากคุณน้าค่ะ/ครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าหยวนซินชะงักไปเล็กน้อย หางตาเหลือบไปเห็นเปลือกลูกอมรสนมที่วางเรียงอยู่ตรงมุมโต๊ะ เธอยิ้มหยันกับตัวเองแล้วกล่าวว่า “นั่นสินะ ลูกอมรสผลไม้อร่อยสู้ลูกอมรสนมไม่ได้”
ประโยคนี้ฟังแล้วเหมือนกำลังเหน็บแนมกันชัดๆ!
ก่อนหน้านี้ตอนอ่านนิยาย ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้สึกเลยว่านางเอกเสแสร้งขนาดนี้?
สวีหว่านหนิงวางแก้วน้ำลงตรงหน้าหยวนซินพลางยิ้มบาง “ฉันเคยสอนพวกลูกว่า อย่ารับของจากคนอื่นโดยพลการ พวกเขาค่อนข้างเชื่อฟังฉัน นอกจากนั้นพวกเขายังเด็กมากจึงพูดอ้อมค้อมไม่เป็ เธออย่าถือสาเลยนะ”
“ไม่หรอก” หยวนซินรีบโบกมือปฏิเสธ “วิธีการสอนลูกของเธอพิเศษมาก”
สวีหว่านหนิงยิ้มตอบ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างกายแม่หลินเพื่อช่วยเก็บกวาดเศษผ้า
โถงกลางจมอยู่กับความเงียบในชั่วพริบตา
หยวนซินเอาแต่ชะเง้อมองที่ประตูเป็ระยะๆ แต่เงาร่างที่เธออยากเห็นกลับไม่โผล่มาสักที
ความเงียบในห้องทำให้เธอเริ่มอึดอัด ว่าแล้วจึงลุกขึ้นขอตัวกลับ
“ฉันจะไปส่ง”
หลังออกจากโถงกลางของบ้าน จู่ๆ หยวนซินก็กล่าวว่า “เธอจะไปรับพัสดุเมื่อไร อยากให้ฉันไปเป็เพื่อนไหม อากาศหนาวขนาดนี้ เธอไปคนเดียวคงไม่สะดวก”
สวีหว่านหนิงปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด “ไม่เป็ไร ่นี้หลินอันอยู่บ้านพอดี ฉันขอให้เขาไปเป็เพื่อนได้”
“วันนี้รบกวนเธอมามากพอแล้ว ฉันเกรงใจ ไม่กล้าขอให้เธอไปเป็เพื่อนแล้วละ”
……
ตกกลางคืน สวีหว่านหนิงจุดตะเกียงน้ำมัน แล้วนั่งขีดๆ เขียนๆ บางอย่างภายใต้แสงไฟ
ร่างเดิมมีนิสัยอย่างหนึ่งคือ ทุกครั้งที่ครอบครัวส่งเงินหรือพัสดุมาให้ เธอจะทำการจดบันทึกเอาไว้
สวีหว่านหนิงเพิ่งจดบันทึกเสร็จและเตรียมจะเก็บปากกา ทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาตรงหน้าเธอ
ที่สำคัญที่สุดคือ มือข้างนั้นกำธนบัตรปึกหนึ่งเอาไว้
“นี่คือเงินเดือนจำนวนสองเดือนของฉัน รวมถึงเงินพิเศษที่ได้จากการปฏิบัติภารกิจ ฉันใช้ไปแล้วส่วนหนึ่ง ยังเหลืออีก 134 หยวน อยู่ในนี้ทั้งหมด”
ธนบัตรปึกใหญ่ มองดูแล้วน่าจะมีจำนวนไม่ขาดไม่เกินจากที่กล่าว
สวีหว่านหนิงไม่ได้บอกปัด เธอรับมันมาแล้วใส่ลงไปในกล่องเหล็กที่มีกุญแจล็อกต่อหน้าหลินอัน
จากนั้นเธอก็อาศัยจังหวะที่หลินอันไม่ทันสังเกต แอบเอากล่องเหล็กใส่เข้าไปในช่องมิติ
ไม่มีที่ไหนปลอดภัยกว่าช่องมิติอีกแล้ว
“พรุ่งนี้ออกเดินทางกี่โมง?”
จู่ๆ เสียงของหลินอันก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เธอบอกว่าอยากให้ฉันไปรับพัสดุในเมืองเป็เพื่อนไม่ใช่หรือ”
ที่แท้เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับหยวนซินอย่างนั้นหรือ
ได้ยินดังนั้น สวีหว่านหนิงก็ไม่อิดออด
ฤดูหนาวของมณฑลเฮยอากาศหนาวสุดขั้ว บนพื้นเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง จากหมู่บ้านต้าเจียงเข้าไปในเมืองระยะทางไม่ใกล้ เดินทางคนเดียวคงไม่ปลอดภัย
“พรุ่งนี้กินอาหารเช้าเสร็จจะออกเดินทางทันที ไม่อย่างนั้นหากใช้เวลานานเกินไป แม่กับลูกๆ จะไม่ได้กินมื้อเที่ยง”
สวีหว่านหนิงวางแผนในใจว่า หลังไปที่ตลาดมืดอีกไม่กี่ครั้งจนเก็บเงินมากพอแล้ว เธอจะหาวิธีแลกตั๋วซื้อจักรยานสักใบ ไม่อย่างนั้น หากต้องเดินเท้าเข้าตัวเมืองทุกครั้งคงจะลำบากเกินไป
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา สวีหว่านหนิงก็ยกมือเคาะหัวตัวเองอย่างแรง
รถจักรยาน!
ตอนเธอแต่งงานกับหลินอัน แม่หลินใช้เงินเก็บแทบทั้งหมดของบ้านซื้อจักรยานคันหนึ่งให้เธอเป็สินสอด!
แต่ตอนนี้ ถ้าเดาไม่ผิดจักรยานคันนั้นน่าจะอยู่กับกู้จวิ้น!
สวีหว่านหนิงกัดฟันกรอดจนเกิดเสียงดัง
กรรมที่ร่างเดิมก่อไว้ เธอต้องเป็คนชดใช้!
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังสวีหว่านหนิงทำอาหารเช้าเสร็จ เธอเดินไปที่หน่วยจือชิงตามลำพัง
