บทที่ 131 กินเต็มที่
ลู่เหว่ยจุนและลู่หงเซิ่งหันมาสบตากันเล็กน้อย พวกเขาต่างก็คิดว่าเสนอให้ได้ถึงขั้นนี้ก็คงเป็ฟางเส้นสุดท้ายของวังเทพอัคคีแล้ว จึงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “หากเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ข้าจะส่งข่าวให้ศิษย์ที่อยู่ที่จัตุรัสอวี้เ้าที่ตีนเขาทราบ ตอนนี้ประมุขจินสามารถส่งคนไปแลกเปลี่ยนที่นั่นได้เลย!”
จินชื่ออวิ๋นทำนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะไม่สามารถสานต่อมิตรภาพกับตระกูลลู่ต่อไปได้ แต่อย่างน้อยก็ปรับความเข้าใจกันได้ และมีคำอธิบายตอนที่กลับไป แม้จะมาได้ไม่นาน แต่เขากลับไม่มีใจที่จะอยู่ต่ออีกสักหน่อย กลับลุกขึ้นและกล่าวคำอำลาจากไปทันที
“ฮ่าฮ่าๆ เหว่ยจุน เ้าก็กินโหดไปหน่อยนะ แม้แต่สำนักที่สืบทอดมานานนับพันปีอย่างวังเทพอัคคีก็ยังกลัวถูกเ้าฟาดเอา!” ลู่หงเซิ่งหัวเราะและพูดอย่างสะใจ
ลู่เหว่ยจุนยิ้มจางๆ และทันใดนั้นก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ “ตระกูลเมิ่งเล่ามีท่าทีว่าอย่างไรบ้าง?”
เมื่อลู่หงเซิ่งได้ยินเช่นนี้ก็หุบยิ้ม ไม่นานเขาก็ยิ้มออกมาอย่างเ็าพร้อมกับกล่าวว่า “ตระกูลเมิ่งหรือ เชอะ! ต่อหน้าแล้วเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ทว่าลับหลังกลับหาตัวคนจำนวนไม่น้อยเลยมาแลกยาชิง์ให้ แต่ถูกจับได้ทั้งหมดแล้ว ช่องโหว่ใหญ่ขนาดนี้จะหลงเหลือให้พวกเขาได้หลอกใช้ประโยชน์หรือไรกัน!”
“เช่นนี้ก็ดี ที่พวกเราป่าวประกาศกับโลกภายนอกเื่แลกเปลี่ยนยาชิง์เพราะไม่มีทางเลือกจริงๆ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ยอมขายให้แม้แต่เม็ดเดียว! ตอนนี้ในเมื่อต้องขายก็จะขายให้เพียงสหายของตระกูลลู่เท่านั้น ผู้อื่นก็อย่าได้แม้แต่จะคิด!”
“อ้อ ใช่สิ ยังมีอีกเื่หนึ่งที่้าให้เ้าเป็ผู้ตัดสินใจ!” เวลานี้ลู่หงเซิ่งเองก็นึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ แต่มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้า เห็นได้ชัดว่าน่าจะไม่ใช่เื่ที่ไม่ดีอะไร
“เื่อะไรหรือ?” ลู่เหว่ยจุนเอยถามด้วยความแปลกใจ
“คุณหนูใหญ่ของตระกูลหลินผู้นั้น ก็มาขอยาในนามของเกาะหลิงหวาเซียนด้วยเช่นกัน และที่มาขอก็คือยาชิง์ แต่สิ่งของที่นำออกมานั้นพิเศษมากจริงๆ มันคือปะการังเืหมื่นปี!” ลู่หงเซิ่งพูดด้วยรอยยิ้ม
ลู่เหว่ยจุนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้สติฟื้นกลับมา เขาพูดด้วยความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า “แม้แต่แม่สาวน้อยผู้นี้ก็มาเข้าร่วมด้วย เื่นี้ไม่ต้องบอกข้าแล้วล่ะ พาไปหาลู่อวี่เลย เื่ของคนหนุ่มสาวก็ให้คนหนุ่มสาวจัดการกันเองเถิด ข้าไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย!”
ในที่สุดสองวันมานี้ลู่อวี่ก็ได้อยู่เงียบๆ อย่างสงบ เพราะทุกวันต้องอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ของเขาทุกเช้าและแกล้งน้องสาวลู่หนานเป็ครั้งคราว เวลาอื่นหากไม่ฝึกฝน ก็จะฝึกฝนพลังเวทมนตร์ วิชากระบี่อะไรพวกนี้ก็ไม่มีขาดตกบกพร่อง เพียงมีเวลาที่สั้นเกินไป ความก้าวหน้าจึงไม่สามารถพูดได้ว่ามากเท่าที่ควร แต่ใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มทุกวัน
“นายน้อย คุณหนูใหญ่หลินเหยาของตระกูลหลินมาถึงแล้ว ท่านประมุขใช้ให้ท่านต้อนรับนางเอง!” องครักษ์ผู้หนึ่งที่อยู่ด้านนอกเข้ามารายงาน
ลู่อวี่กำลังศึกษาวิธีว่าจะเพิ่มพลังของวิชาทดแทนสิบสองอย่างไร เพื่อที่จะได้ใช้มันได้ดีขึ้นในอนาคต เมื่อได้ยินรายงานขององครักษ์ ก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย จากนั้นก็ส่ายหัวแล้วยิ้มออกมา เขาเลิกใช้เคล็ดวิชาในมือและพูดขึ้นว่า “อืม ข้ารู้แล้ว หากคุณหนูหลินมา ก็ปล่อยให้นางเข้ามาเลย!”
รอจนกระทั่งองครักษ์ออกไปแล้ว ลู่อวี่ก็เอามือแตะจมูก และคิดว่าที่หลินเหยามาครั้งนี้นอกจากมาขอยาแล้วน่าจะมีเื่อะไรอยู่ คงไม่ใช่เพราะคิดถึงเขาเป็แน่ แม้จะคิดถึงก็คงจะแฝงไปด้วยความชิงชังและไม่พอใจเสียมากกว่า แต่สตรีงามมาหาถึงที่เช่นนี้จะไม่สะทกสะท้านเลยก็เป็ไปไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นแม่สาวผู้นี้ยังไม่ได้ทำตามสัญญาเมื่อครั้งที่แล้วด้วย ตอนนี้ยังมาขอความช่วยเหลือจากเขาเสียเองอีก เมื่อถึงเวลา สถานที่เหมาะสม คนอยู่ถูกที่ถูกเวลาแต่หากยังไม่สามารถจัดการแม่สาวใจร้อนผู้นี้ได้ แล้วตัวเขาจะเป็จอมเสเพลอันดับหนึ่งในเทียนตูได้อย่างไร!
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ลู่อวี่ก็หยิบกระจกน้ำแข็งขึ้นมา ทำการจัดแต่งหน้าตาทรงผมหน้ากระจก หลังจากคิดอยู่สักพักก็ล้วงเอาพัดหยกวิเศษออกมาจากแหวนลับที่ไม่รู้ว่าใส่มันเข้าไปั้แ่เมื่อไร ก่อนจะสะบัดพัดพับพัดไปมาสักพัก และทำท่าหลงตัวเองที่คิดว่าหล่อเหลาที่สุดเสร็จแล้วถึงลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
ในชาติก่อนหน้านี้ลู่อวี่มีชีวิตที่ยากลำบากในฐานะนักพรตสันโดษ ต่อมาภายหลังก็บรรลุพลังยุทธ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อฝึกฝนการปรุงโอสถ และใช้เวลาเพียงเพียงสองร้อยปีสั้นๆ ก็ฝึกฝนมาจนถึงขั้นหวนสู่สัจธรรม เพียงคิดก็รู้แล้วความรู้พื้นฐานในเื่ความรักนั้นแทบไม่มีเลย ส่วนประสบการณ์ในการจีบสาวยิ่งนับว่ามีน้อยมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่วิธีเดิมพันกับอีกฝ่ายมาตามจีบตามหลินเหยาหรอก
ไม่ใช่ว่าเขามีนิสัยไม่ดี เห็นสาวสวยแล้วคิดที่จะบังคับฝืนใจมา แต่เป็เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเอาชนะใจสาวงามที่เขาถูกตาต้องใจได้อย่างไรเมื่อพบกัน แต่หลังจากมีน้องสาวตัวน้อยลู่หนานและลูกศิษย์ตัวน้อยจีชิงรั่ว หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน จึงพอจะเข้าใจนิสัยของสตรีแบบผิวเผินอยู่บ้าง จึงรู้สึกมีความมั่นใจอยู่บ้าง มิฉะนั้นหากพบกับหลินเหยา คงจะใช้วิธีเดิมอยู่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ และคงทำให้อีกฝ่ายโกรธเคืองไม่น้อย จากนั้นจึงเดิมพันอะไรจำพวกนั้น ความฉลาดทางอารมณ์ทำให้เขาดูแย่นัก
ในขณะที่ลู่อวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จะจีบสาวแต่มามัวนั่งและดื่มกินรออยู่ในลานบ้านคงไม่สำเร็จแน่นอน มันก็ต้องลองแสดงความรักดูสักครั้ง แต่หากกล้าทำเช่นนี้จริง เขาก็ยังรู้สึกเขินหน้าแดง ใช่ว่าเขาไม่กล้า แต่มันทำไม่เป็จริงๆ
เวลานี้เองก็มีเสียงขององครักษ์ดังมาจากนอกเรือนที่พัก “คุณหนูหลิน นายน้อยบอกว่า หากคุณหนูหลินก็ให้เข้าไปได้เลย ไม่ต้องรายงานให้ทราบ!”
หลินเหยากลับไม่ได้พูดอะไร เพียงทำเสียงในลำคอ และเดินตรงเข้าไปในลานที่พักของลู่อวี่ทันที
ทุกคนที่มีสถานะหน่อยในตระกูลลู่ ต่างก็มีสถานที่ฝึกฝนเป็ของตนเอง ที่ตั้งบนูเาเทียนฉยงก็จะแตกต่างกันไปตามสถานะสูงต่ำ ยิ่งระดับพลังยุทธ์และสถานะต่ำเท่าใด ที่พักอาศัยก็จะยิ่งอยู่ใกล้ตีนเขาด้านล่างสุดเท่านั้น จะมีเพียงคนที่มีพลังยุทธ์และสถานะสูงเพียงพอเท่านั้นที่สามารถพักอาศัยอยู่ในที่สูงได้
แม้ว่าระดับพลังยุทธ์ของลู่อวี่ไม่ได้สูงนัก แต่สถานะของเขาในตระกูลลู่ไม่ได้ด้อยไปกว่าประมุขของตระกูลเลย สถานที่ที่พักอาศัยจึงอยู่ในจุดสูงสุด ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยพลังลมปราณเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ และมีทัศนียภาพที่สวยงามไม่น้อย เพียงเพราะเขาชอบอยู่อย่างเงียบสงบ ดังนั้นในที่พักนอกจากองครักษ์ที่เฝ้าอยู่โดยรอบแล้ว จึงมีเขาเพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ในที่พักนี้ทั้งหมด ขนาดที่ว่าหาก้าอะไรเขาก็มักจะส่งสารให้องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกไปจัดการให้
สาเหตุที่ไม่เรียกว่าตำหนักถ้ำ ก็เพราะตำหนักถ้ำหนึ่งมีองค์ประกอบมากเกินไป ในตระกูลลู่ มีเพียงที่อยู่อาศัยของผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังที่อาศัยในูเาด้านหลังเท่านั้นที่ถือว่าเป็ตำหนักถ้ำ สถานที่ของผู้อื่นก็เป็เพียงที่อยู่อาศัย เพื่อฝึกบำเพ็ญเพียรในชีวิตเท่านั้น
หลินเหยาเดินเข้าไปในลานบ้านอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่เ็า มองแวบเดียวก็สังเกตเห็นร่างหนึ่งในชุดสีเขียวหนึ่งอยู่ใต้ต้นไม้โบราณพันปีที่ไกลออกไป กำลังถือพัดอยู่ในเวลานี้ ยืมอมยิ้มจ้องมองมาที่นาง
ไอ้คนลามกหลงตัวเอง หลินเหยาตัดสินนิสัยของลู่อวี่ไปแล้ว ต่อให้ครั้งนี้ไม่อยากจะมา แต่เื่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพ่ออาจารย์ผู้รอบรู้หลิงหวา บวกกับคำขอร้องของอาจารย์แล้ว นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบตกลง ซึ่งอันที่จริงหลินเหยาก็รู้สึกชื่นชมความสำเร็จในการปรุงโอสถของลู่อวี่ไม่น้อย ที่สามารถหลอมยายืดอายุขัยขั้นสี่ออกมาและดึงดูดทัณฑ์์มาได้ อีกทั้งมีสัญลักษณ์ยอมรับจาก์ ไม่ว่าอย่างไร มันก็บ่งบอกถึงการประสบความสำเร็จของลู่อวี่ในเส้นทางปรุงโอสถ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่านางจะมีความประทับใจที่ดีต่อลู่อวี่ด้วยเหตุนี้
อันที่จริงความสัมพันธ์ในปัจจุบันนี้ระหว่างเกาะหลิงหวาเซียน และตระกูลลู่จะส่งใครสักคนมาที่นี่เพื่อแลกยาชิง์ก็ได้ เพราะท้ายที่สุดเกาะหลิงหวาเซียนก็มาเอาโดยไม่ต้องแลกอะไร ปะการังเืหมื่นปีก็เป็ยาวิเศษขั้นดีเยี่ยม ด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลของทะเลตงไห่ หนึ่งร้อยปีก็ไม่อาจพบปะการังเืหมื่นปีได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปะการังเืหมื่นปีที่นางนำมาด้วยครั้งนี้ที่มันไม่ได้มีเพียงเพียงกอเดียวเสียด้วย
“เอ๊ะ นี่ไม่ใช่คุณหนูหลินเหยาหรอกหรือ? เหตุใดครั้งที่แล้วไปโดยไม่บอกลาสักคำ ทำเอาคุณชายเช่นข้านอนไม่หลับไปหลายวัน!” ลู่อวี่แกว่งพัดในมือไปมา ดูราวกับสุภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์
หลินเหยาแอบสบถในใจ มีหรือที่นางจะตอบคำถามของลู่อวี่ทันที แต่นางเลือกที่จะเดินตรงไปที่ใต้ต้นไม้และนั่งลงบนม้านั่งหิน จากนั้นก็ชายตามองลู่อวี่แล้วพูดขึ้นว่า “นายน้อยลู่น่าจะรู้จุดประสงค์การมาเยือนของข้า พวกเราไม่จำเป็ต้องพูดเื่ไร้สาระ ปะการังเืหมื่นปีสองกอ คงแลกเปลี่ยนยาชิง์สักเม็ดหนึ่งได้ใช่หรือไม่?”
“เื่นี้เ้าควรจะรู้ไว้ ตระกูลลู่ของเราขายเพียงยาชิง์น้อยเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกสองเม็ด หนึ่งเม็ดถูกผู้เฒ่าท่านหนึ่งกินไปแล้ว ส่วนอีกเม็ดตระกูลลู่เก็บไว้เป็ยาสำรอง ไม่สามารถนำออกมาใช้ง่ายๆ ได้ ต่อให้ปะการังหมื่นปีสองกอจะเทียบได้กับยาชิง์เม็ดหนึ่ง แต่ตระกูลลู่ก็ไม่มีเหลือมากกว่านี้ให้แล้ว!”
ลู่อวี่ทำหน้าเสียดาย ตบพัดในมือลงบนฝ่ามือด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ
หลินเหยามีหรือจะเชื่อคำพูดพล่อยๆ ของลู่อวี่ ไม่เพียงแต่โลกภายนอกเท่านั้นที่มีข่าวลือว่าตระกูลลู่หลอมยาชิง์ออกมามากกว่าสามเม็ด แม้แต่อาจารย์ ศิษย์พี่ชาย ศิษย์พี่หญิง หรือแม้แต่ประมูลตระกูลหลินและผู้เฒ่าหลายคนก็ไม่เชื่อว่ายาชิง์ที่ตระกูลลู่หลอมออกมาได้นั้นมีเพียงเพียงสามเม็ดเท่านั้น
ครั้งนี้เหตุใดอาจารย์จึงใช้ให้นางมาขอยาอายุวัฒนะที่ตระกูลลู่ ไม่เพียงแต่เพื่อหาโอกาสให้นางได้อยู่กับลู่อวี่เท่านั้น เพราะพวกเขารู้ดีว่า ตระกูลลู่ไม่มีทางปล่อยยาชิง์ออกมาง่ายๆ แน่ และผู้ที่สามารถตัดสินใจได้ในเวลานี้นอกจากผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ลู่ไท่ชังแล้ว ก็มีเพียงเพียงชายหนุ่มที่น่าเกลียดผู้นี้ตรงหน้าเท่านั้น เพราะแม้แต่ประมุขตระกูลลู่ก็ไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการเป็อยู่ของยาชิง์ที่ยืดอายุขัยสามร้อยปีเม็ดนี้ได้
“้าเงื่อนไขอะไร? เ้าเสนอมาได้เลย อย่ามาพูดจาไร้สาระอะไรว่าตระกูลลู่เพียงหลอมยาชิง์ออกมาเพียงสามเม็ดเท่านั้น เกรงว่าคงมีคนไม่กี่คนเท่านั้นในเทียนตูที่เชื่อเื่นี้!” หลินเหยากัดฟันพูด แม้ใจจะแอบกลัวว่าลู่อวี่อาจจะหยิบยกเงื่อนไขที่มากเกินไปออกมา แต่บิดาอาจารย์ก็้ายาชิง์เพื่อใช้ยืดอายุขัยจริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้เร่งด่วนนัก แต่ยาอายุวัฒนะจำพวกยาชิง์นี้ต้องมีปริมาณที่ไม่เยอะมากอย่างแน่นอน หากมาช้าและพลาดไป เช่นนั้นต่างหากที่จะทำให้รู้สึกเสียใจไม่น้อย
ลู่อวี่ฉีกฝืนยิ้ม ก่อนจะมองสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังภัยของหลินเหยา ก็แอบสบถด่าในใจ ชื่อเสียงของตัวเองเลวขนาดนี้เลยหรือ? เพียงมองดูตอนที่พนันต่อสู้กันเมื่อครั้งก่อนเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้วนะ แม้ว่าในตอนนั้นจะพูดว่าหากหลินเหยาแพ้จะให้มาเป็เด็กรับใช้ของเขาอะไรจำพวกนั้น แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไม่ได้ไปบีบบังคับจริงเสียหน่อย ยิ่งกว่านั้นตัวเองยังช่วยชีวิตศิษย์พี่ของนางด้วย เหตุใดเขาไม่ดีขนาดนั้นในสายตาของนางเลยหรืออย่างไร?
“ในเมื่อคุณหนูหลินพูดมาเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่ปกปิดเช่นกัน อันที่จริงตระกูลลู่ของเรายังมียาชิง์ที่เก็บสะสมไว้อยู่อีกหลายเม็ด แต่ยาชิง์หลายเม็ดนั้นไม่ใช่ของตระกูลลู่ แต่เป็ของข้าเอง!”
เดิมทีลู่อวี่คิดว่านิสัยที่ชอบทำตัวเป็จุดสนใจนั้นของหลินเหยา ตอนที่มาขอแลกยาอายุวัฒนะอาจทำตัวหยิ่งผยองนัก แต่คิดไม่ถึงว่าเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลย ทำให้แผนการที่เขาวางแผนไว้อย่างยาวนานมลายกลายเป็ฟองอากาศไปเลย
แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้หลินเหยายุ่งยากใจ อย่างมากก็เพียงมีความรู้สึกอยากจะตีสนิทด้วยก็เท่านั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าลู่อวี่มีใจรักใคร่หลินเหยาเข้าให้แล้วจริงๆ แต่มันเป็เพียงความรู้สึกที่น้อยนิดอยู่ ด้วยนิสัยที่หยิ่งยโสของเขา หากอีกฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เขาก็ไม่มีทางแบกหน้าไปตามตื๊อแน่นอน
ก่อนจะหยิบเอายาชิง์ออกมาจากแหวนลับสองเม็ดแล้วใส่ลงไปในขวดหยกขวดหนึ่ง จากนั้นลู่อวี่ก็ถือโอกาสพูดออกไปว่า “ปะการังเืหมื่นปีสามกอ แลกกับยาชิง์สองเม็ด ข้าลู่อวี่ไม่คิดเอาเปรียบเ้าเช่นกัน!” ลู่อวี่ที่ค่อยๆ หมดความสนใจ กล่าวออกมาพร้อมกับวางขวดลงบนโต๊ะหินที่อยู่ด้านข้าง
