“เหตุใดถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่?”
เฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตมองไปรอบด้านด้วยใบหน้าฉงนสนเท่ห์ “ไม่ใช่ว่าควรจะอยู่ที่วังยมบาลของพวกเ้าหรอกหรือ?” เขามองไปทางหงช่าน
หงช่านขมวดคิ้ว ส่ายหัวกล่าวว่า “ประตู์ไม่เคยเปิดที่อาณาจักรหลีเทียนมาก่อน พวกเราทุกคนต่างก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประตู์ แล้วก็ไม่เคยมีบันทึกใดๆ ที่กล่าวถึงความมหัศจรรย์ของประตู์ด้วย”
“ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนจะเป็อย่างไรบ้างแล้ว” เฟิงหลัวถอนหายใจหนึ่งครั้ง มองไปยังทิศทางที่ตั้งของสำนักโลหิต ในใจเต็มไปด้วยความกังวล
หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว ในเมื่อประตู์เปิดขึ้นที่นี่ ผู้คนและลูกศิษย์ในสำนักโลหิตย่อมไม่มีทางที่จะััไม่ถึงแม้แต่นิดเช่นนี้
เฟิงหลัวแอบคาดเดาว่าประตู์น่าจะเปิดขึ้น่เวลาหนึ่งแล้ว ตอนที่ม่านแสงเจ็ดสีสาดส่องไปที่ค่ายกลนำส่งโบราณและก่อตัวขึ้นมาเป็ประตูแสง ประตู์ของที่แห่งนี้ก็น่าจะปรากฏขึ้นแล้ว
พวกเขาอยู่ข้างๆ ค่ายกลนานมากเท่าไหร่ ประตู์ก็น่าจะดำรงอยู่นานเท่านั้น
เวลายาวนานขนาดนี้กลับไม่มีคนของสำนักโลหิตมาตามหา จุดนี้ไม่สมเหตุสมผล
ขณะที่เขาพูดกับหงช่าน ทุกคนที่เนื่องจากภาพประตู์หายไปก็พากันสงบสติลงมาได้
ลี่ฝานเหล่มองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้ง เมื่อสังเกตเห็นว่าแม้แต่ภาพประตู์บนหลังมือของเนี่ยเทียนก็ยังหายไป เขาจึงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
ทว่าเขากลับไม่ได้เอ่ยถาม
เนี่ยเทียนที่รู้สึกได้ว่าตราประทับดาวหกแฉกสองดวงย้ายมาอยู่ที่หน้าอก แน่นอนว่าย่อมไม่บอกเื่นี้ให้คนอื่นรับรู้
เมื่อเขาแอบรู้สึกได้ว่าของล้ำค่าที่สุดที่เขาได้รับมาในการประลองของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล้วนนาบประทับอยู่ในดาวหกแฉกสองดวงบนหน้าอกเขาแล้ว
ดาวหกแฉกอีกดวงหนึ่งที่บันทึกคาถาสะเก็ดดาวบทท้ายเอาไว้ก็ย่อมอยู่ในการของหนิงยางเช่นกัน
เขาไม่ได้บอกเื่นี้กับใคร แต่แสร้งทำเป็บ่นพึมพำด้วยความอารมณ์เสียเพราะภาพประตู์หายไปพร้อมกับคนอื่นๆ รอจนไม่มีใครจับสังเกตเขา เขาถึงได้วางใจในที่สุด
คาถาสะเก็ดดาวบทต้นและบทกลางเป็สิ่งที่สำคัญอย่างใหญ่หลวง หากเปิดเผยออกไป เขาไม่กล้ายืนยันว่าพวกหงช่าน เฟิงหลัวและโจวอี้จะยังคงปฏิบัติกับเขาเฉกเช่นตอนนี้หรือไม่
เขารู้ว่าเขาจำเป็ต้องรักษาความลับนี้ให้แน่นสนิทที่สุด
“ตอนนี้จะเอาอย่างไรต่อไปดี?” โจวอี้แห่งสำนักภูตผีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “กระจายตัวกันออกไป ต่างคนต่างไป หรือว่าไปสืบข่าวที่สำนักโลหิตก่อนดี?”
“ไปสอบถามสถานการณ์จากสำนักโลหิตก่อนเถอะ ข้ารู้สึกทะแม่งๆ ยังไงก็ไม่รู้” หงช่านกล่าว
“ก็ดี” ทุกคนพากันแสดงออกว่าเห็นด้วย
ก่อนหน้าที่ยังไม่รู้สถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียน พวกเขาเองก็ไม่อยากบุ่มบ่ามแยกตัวกันกลับไปสำนักใครสำนักมัน
ใครก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง
บางทีอาจเป็ภูตผีปีศาจที่โจมตีอาณาจักรหลีเทียนอย่างกำเริบเสิบสาน หรืออาจจะเป็ผู้รุกรานจากต่างอาณาจักร ไม่ว่าจะพบเจอฝ่ายไหน การแยกตัวของพวกเขาก็ล้วนไม่เป็เื่ดี
“ดูบนฟ้าสิ!”
เวลานี้โจวอี้แห่งสำนักภูตผีพลันะโขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าทันที แล้วจึงพบว่ามีควันสีม่วงเข้มเส้นหนึ่งไหลกรากอยู่กลางท้องฟ้าคล้ายธารน้ำหนึ่งเส้น
ควันสีม่วงเข้มนั้นพวกเขาเคยเห็นมาก่อนที่วังยมบาลก่อนหน้าจะเข้าไปในประตู์
ตอนนั้นในรอยปริแตกของห้วงมิติที่ตัดสลับกันของประตู์ก็มีควันสีม่วงเข้มข้นเช่นนี้ไหลทะลักทลายออกมา พอพวกภูตผีปีศาจที่ถูกกักขังอยู่ในวังยมบาลดูดซับเอาควันสีม่วงเข้มเ่าั้เข้าไปก็มีพลังเพิ่มขึ้นมหาศาล มันช่วยให้ภูตผีปีศาจหลุดพ้นไปจาก “ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจ” ทำให้ภูตผีปีศาจหนีไปได้
“ปราณปีศาจ!”
หงช่านที่มาจากวังยมบาลหน้าเปลี่ยนสีในบัดดล รีบอธิบายให้ทุกคนฟัง “ก่อนหน้านี้อาณาจักรหลีเทียนมีปราณปีศาจแบบนี้อบอวลอยู่เต็มไปหมด แม้ว่าปราณปีศาจจะมีต้นกำเนิดเดียวกันกับปราณิญญาฟ้าดิน ทว่าแท้จริงแล้วมันได้ถูกทำให้สกปรกมาก่อน ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์อย่างพวกเราไม่สามารถอาศัยปราณปีศาจมาฝึกบำเพ็ญตบะได้ หากฝืนไปกลั่นหลอมปราณปีศาจเ่าั้ มีแต่จะทำให้ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์กลายมาเป็หุ่นเชิดของภูตผีปีศาจ”
“เมื่อหลายปีก่อน หลังจากที่พวกผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งสังหารหรือไม่ก็ขับไล่ภูตผีปีศาจออกไปจากอาณาจักรหลีเทียนได้สำเร็จก็ใช้วิธีการมากมายมากลั่นหลอมปราณปีศาจให้สะอาด เปลี่ยนให้เป็ปราณิญญาฟ้าดินที่ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์อย่างพวกเราสามารถดูดซับเอามาใช้ได้”
“ภูตผีปีศาจจะไม่สามารถดูดซับพลังงานจากปราณิญญาฟ้าดินที่ถูกกลั่นหลอมจนสะอาดแล้วได้”
“และก็ด้วยเหตุนี้ ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจของพวกเราจึงไม่กลัวว่าภูตผีปีศาจเ่าั้จะหนีไป เพราะไม่มีปราณปีศาจ ภูตผีปีศาจก็ไม่ได้รับพลังงานใหม่ แถมพลังเืเนื้อของพวกมันยังถูกค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจดึงดูดเอามาใช้เป็ม่านกำบังที่ใหญ่ที่สุดในการต้านทานการรุกรานจากศัตรูภายนอกของวังยมบาลเรา”
“ตอนที่พวกเราเข้าไปในประตู์มีเพียงที่วังยมบาลของข้าเท่านั้นที่มีปราณปีศาจปรากฏ ทว่าตอนนี้สำนักโลหิตเองก็มีปราณปีศาจอบอวลด้วย”
“นี่หมายความว่า...”
หงช่านมองเฟิงหลัวที่มีสีหน้านิ่งขรึมครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า “สำนักโลหิตก็น่าจะถูกภูตผีปีศาจรุกรานแล้ว บางทีตอนนี้ประตูสำนักสำนักโลหิตของพวกเ้าก็อาจจะมีภูตผีปีศาจหลายตนโอบล้อมเอาไว้!”
เฟิงหลัวหน้ามืดคล้ำ ไม่ได้ตอบรับ ทว่าการวิเคราะห์ในใจเขากลับไม่ต่างไปจากหงช่าน
วินาทีที่ปราณปีศาจสีม่วงเข้มซึ่งเหมือนแม่น้ำสายยาวนั้นปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า เขาก็รู้แล้วว่าสำนักโลหิตไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขแน่นอน
“สำนักโลหิตถูกภูตผีปีศาจรุกรานแล้ว พวกเรา...ยังจะไปสำนักโลหิตอีกหรือไม่?” ชิวเหิงแห่งหอหลิงเป่าหน้าจ๋อยกล่าวขึ้นมาเบาๆ “สำนักโลหิตและสำนักภูตผีอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก หรือไม่ พวกเราไปที่สำนักภูตผีก่อนดีหรือไม่?”
เมื่อรู้ว่าสำนักโลหิตถูกภูตผีปีศาจโอบล้อม เขาก็อยากแต่จะหนีห่างไปให้ไกล เขาไม่อยากพุ่งเข้าไปต่อสู้จนตัวตายกับพวกภูตผีปีศาจทั้งๆ ที่เพิ่งจะกลับมาถึงอาณาจักรหลีเทียน
“พวกเ้าตัดสินใจกันเอาเอง!” เฟิงหลัวแค่นเสียงเ็า กล่าว “ข้าเป็คนของสำนักโลหิต เมื่อสำนักเผชิญอันตราย ข้าก็จะร่วมเป็ร่วมตายไปกับสำนัก!” กล่าวจบเฟิงหลัวก็ไม่สนใจคนอื่นอีก พุ่งตัวไปยังตำแหน่งที่ตั้งของสำนักโลหิตเป็คนแรก
เมื่อเขาขยับ อวี๋ถงที่มาจากสำนักโลหิตเช่นเดียวกันจึงตามไปทันที
เวลานี้ เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าทุกคนยังอยู่ที่เดิม ไม่มีใครขยับตัวตาม
คนเ่าั้ต่างก็ไม่ใช่คนของสำนักโลหิต ไม่มีความจำเป็ต้องเอาตัวไปตายเพราะสำนักโลหิต
โดยเฉพาะหอหลิงเป่าที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเปิดานองเืกับสำนักโลหิตและสำนักภูตผีไป ชิวเหิงหน้าเปลี่ยนสี ส่งสายตาให้กับอันซืออี๋ บอกเป็นัยให้นางเป็คนเอ่ยปาก
เขาหวังว่าอันซืออี๋จะเป็คนเอ่ยเองว่าไม่ไปสำนักโลหิต
ทว่าในใจของอันซืออี๋เต็มไปด้วยความดูิ่เขา เมื่อเห็นสายตาที่เขาส่งมาจึงแสร้งทำเป็มองไม่เห็น
ชิวเหิงด่ากราดอยู่ในใจ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงจดจำแค้นที่มีต่ออันซืออี๋ไว้
“วังยมบาลและสำนักโลหิตห่างกันค่อนข้างไกล ระหว่างทางต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ผีเท่านั้นถึงจะรู้” หงช่านลังเลเล็กน้อยก็ตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด “วังยมบาลของข้าจะไปสำนักโลหิต!”
กล่าวจบหงช่านก็นำผู้รอดชีวิตของวังยมบาลตามเฟิงหลัวไปทันที
โจวอี้แห่งสำนักภูตผีเมื่อเห็นว่าหงช่านตัดสินใจได้แล้วจึงเอ่ยแสดงเจตจำนงเช่นกัน “แต่ไหนแต่ไรมาสำนักโลหิตและสำนักภูตผีก็รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด ตอนที่อาณาจักรหลีเทียนเผชิญกับภยันอันตรายใหญ่หลวงก็ยิ่งควรต้องทำเช่นนี้! พี่หง รอพวกเราด้วย นับรวมสำนักภูตผีของพวกเราไปด้วย!”
เขาเองก็นำคนของสำนักภูตผีมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของสำนักโลหิตเช่นกัน
ก่อนหน้านี้วังยมบาล สำนักภูตผีและสำนักโลหิตคือพันธมิตรเดียวกัน เมื่อรู้ว่าสำนักโลหิตเผชิญอันตราย วังยมบาลและสำนักภูตผีต่างก็ไม่คิดตีตัวออกห่าง
ทว่าก่อนหน้านี้หอหลิงเป่า สำนักหลิงอวิ๋น หุบเขาเทาและอารามเสวียนอู้ต่างก็เป็ศัตรูกับสามฝ่ายนั้น
เวลานี้พวกเขาจะเลือกเช่นไร เนี่ยเทียนจึงมองไม่ค่อยออกเท่าไหร่นัก
“พวกเ้าว่าอย่างไร?” ลี่ฝานเอ่ยด้วยเสียงทุ้มหนัก
กวานชิวแห่งหุบเขาเทาลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ไม่มีพวกหงช่าน ศักยภาพของพวกเราก็อ่อนด้อยลงมาเยอะมาก จากที่นี่เดินทางไปยังสำนักของพวกเราทั้งสี่ หนทางยาวไกลยิ่งนัก บางทีพวกเราควรไปดูสถานการณ์ที่สำนักโลหิตเช่นเดียวกับพวกหงช่าน”
“ข้าก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน” ลี่ฝานกล่าว
ผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์่ต้นนามว่าสื่อหังของอารามเสวียนอู้ก็พยักหน้าช้าๆ “เห็นด้วย”
“เ้าล่ะ?” ลี่ฝานหันมามองยังชิวเหิงที่ไม่เอ่ยอะไร
“เอ่อ...” ชิวเหิงยิ้มเจื่อน
“หอหลิงเป่าของพวกเ้าคิดเอาเองก็แล้วกัน” ลี่ฝานไม่รอให้เขาตอบก็กล่าวกับเนี่ยเทียนและเจียงหลิงจู “พวกเราไปกันเถอะ”
“ข้าไปกับพวกเ้าด้วย” อันซืออี๋พูดขึ้นกะทันหันแล้วจึงรีบเดินเข้าไปหาเนี่ยเทียน แสดงออกถึงท่าทีของตัวเอง
สีหน้าของชิวเหิงเปลี่ยนมาเป็มืดคล้ำน่าเกลียดทันใด
-----
