“ถึงแม้ข้าจะมาจากครอบครัวชาวนา แต่ข้าก็ไม่เคยได้รับความคับข้องใจใดๆ เลยั้แ่เกิด ต่อให้ข้าจะให้กำเนิดอันเกอเอ๋อร์ก่อนแต่งงาน แต่ข้าก็ไม่ได้ทำผิดต่อตนเองเช่นกัน จะให้ข้าเป็ตัวสำรองหรือของตายของบุรุษยิ่งเป็ไปไม่ได้ ดังนั้นยังไม่ต้องพูดถึงอนาคตว่าจะเป็ยังไง พวกเรา…อืม มาลองเป็คู่รักกันดูก่อนเถอะ? หากว่าความรู้สึกเป็ไปได้ด้วยดีตลอด ถึงเวลานั้นค่อยคิดว่าจะเอาเช่นไรต่อ หากว่า…เข้ากันได้ไม่ดี อารมณ์ไม่เหมาะสมกัน ถ้าอย่างนั้นก็จากกันด้วยดี วันหลังค่อยนับถือกันเป็สหายหรือเป็ญาติก็ไม่ใช่เื่เสียหายอะไร”
“คู่รักอย่างนั้นหรือ?” กงจื้อิเลิกคิ้วขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าเขาจะเดาออกว่าติงเหว่ยซึ่งมีนิสัยอ่อนนอกแข็งในคงจะไม่ยอมอยู่ข้างกายของเขาง่ายๆ แต่เขาก็ยังคงสับสนกับคำศัพท์แปลกๆ เหล่านี้
“ใช่แล้ว” ติงเหว่ยถือโอกาสตอนที่เขากำลังไขว้เขว นางยืดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและะโออกมาจากอ้อมกอดของเขาได้สำเร็จ จากนั้นก็จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย และก็มองสำรวจไปทั่วทุกมุมห้อง เมื่อแน่ใจว่าเฟิงจิ่วไม่ได้อยู่ที่นี่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก
“ในฐานะคู่รักก็คือพวกเราถือว่าได้หมั้นหมายกันแล้ว ต้องรักและปกป้องกันและกัน เคารพซึ่งกันและกัน”
“เอ่อ ใกล้ชิดกันไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
กงจื้อิได้ฟังแล้วก็รู้สึกขบขัน ไม่รู้ว่าสมองของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้โตมาอย่างไร ถึงได้เต็มไปด้วยความคิดแปลกประหลาดมากมาย หรือว่านางจะได้รับการสั่งสอนสิ่งเหล่านี้จากท่านย่าเทวาูเาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านางจะพยายามดิ้นรนสักแค่ไหน ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะหนีไปจากข้างกายของเขาได้
“ตกลง”
“เอ๋?” เดิมทีติงเหว่ยวางแผนที่จะอธิบายข้อเสนอที่ “อุกอาจ” ของนาง คิดไม่ถึงว่ากงจื้อิจะตอบรับอย่างง่ายดายในคำเดียว ทำให้นางอดแปลกใจไม่ได้ “ทำไมถึงรับปากแล้วล่ะ?”
กงจื้อิมองไปที่ปากเล็กๆ ของนางที่บวมเล็กน้อยจากการจูบเมื่อครู่กำลังอ้าออกเล็กน้อยด้วยความใ หัวใจของเขาก็เริ่มรู้สึกร้อนรนอีกครั้ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่หางตาและคิ้วของเขา สีหน้าที่เ็าราวกับน้ำแข็งมาโดยตลอดเปลี่ยนไปราวทะเลสาบที่แข็งเป็น้ำแข็งได้ละลายหายไปในชั่วพริบตาเดียว สายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านใบหน้าของเขา คลื่นน้ำที่แสนอ่อนโยนพัดมาเป็ระลอกๆ…
“ขอเพียงเ้าเอ่ยออกมา ข้าก็จะรับปาก”
ติงเหว่ยไม่สามารถอธิบายได้ว่านางรู้สึกอย่างไรในใจ นางรู้สึกขอบคุณสามส่วน ลังเลสามส่วน และหวานล้ำสี่ส่วน โชคดีที่นางได้พบกับผู้ชายที่เชื่อฟังคำพูดของนางในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง สิ่งที่ยังลังเลก็คือความยุ่งเหยิงในใจที่ยังไม่ได้คลี่คลายเ่าั้ ความหอมหวานนั้นก็หวานเสียยิ่งกว่าเถียนกวา [1] ที่สุกงอม นางไม่อาจต้านทานสิ่งล่อใจเหล่านี้ได้
กงจื้อิเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาโดยตลอด เขาจึงเป็ผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตสีหน้าของคนอื่น เมื่อเห็นสีหน้าของสาวน้อยที่เขารักเปลี่ยนไป เขาก็แทบจะเดาความรู้สึกของนางออกมาได้ในทันที ดังนั้นมือใหญ่เอื้อมไปจับมือเล็กๆ อันนุ่มนวลเอาไว้พร้อมเอ่ยคำสัญญาอย่างหนักแน่นว่า “เ้าวางใจเถอะ ข้ารับรองว่าจะทำให้เ้ามีแต่ความสุขและไร้ความกังลไปชั่วชีวิต”
ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นและมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของเขา หัวใจของนางพลันสั่นไหวเล็กน้อย และนางก็ตอบออกมาเบาๆ ว่า “ตกลง”
บางทีสายลมในฤดูร้อนอาจจะฟังจนพอใจแล้ว มันหัวเราะคิกคักและหมุนตัวออกไป ทำให้ใบของต้นพลับที่มุมเรือนปลิวไปมาราวกับคลื่นในท้องทะเล
……
ฤดูร้อนเป็่ที่อากาศร้อนที่สุดของปี เมื่อยืนใต้แสงแดดเป็เวลานานก็ต้องระวังว่าจะโดนเผาจนละลาย นับประสาอะไรกับคนที่มีความรักอันหวานชื่นเป็ตัวเร่งปฏิกิริยา
บางทีอาจเป็เพราะพลังความรักอันยิ่งใหญ่ การแก้พิษของกงจื้อิหลังจากวันนั้นก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือนก็สามารถใช้ไม้เท้าเดินได้อย่างช้าๆ ยกเว้นบางจุดใหญ่ๆ ไม่กี่แห่ง จุดที่เหลือต่างก็คืนสภาพเดิมหมดแล้ว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าวันเวลาที่เขาจะได้ขึ้นหลังม้าและตวัดแส้นั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว
อย่างไรติงเหว่ยก็เป็ผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่มานานกว่า 20 ปี หลังจากผ่านความลังเลและความขัดแย้งใน่สองสามวันที่ผ่านมา นางก็อุทิศทั้งร่างกายและจิตใจในการดูแลกงจื้อิเพื่อ “หน้าที่อันยิ่งใหญ่” ไม่ว่าจะเป็อาหารสามมื้อรวมถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ในแต่ละวันอย่างพิถีพิถันและประณีตที่สุดจนทำให้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก
และแน่นอนว่าผู้าุโเหว่ยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดื่มจนเมาหัวราน้ำ โชคดีที่ติงเหว่ยไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าและเกียจคร้านกับเขา อาหารของเขานางเองก็ไม่เคยลืม ท่านผู้าุโพูดอึกๆ อักๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา สุดท้ายก็ทนไม่ได้ที่จะไปลบล้างรอยยิ้มกับสายตาและคิ้วที่แสนหวานของลูกศิษย์ของเขา จึงได้แต่เก็บคำพูดทุกอย่างเอาไว้ในใจ
แผนการณ์ที่ท่านผู้าุโวางไว้นั้นร้ายกาจเกินไปจนทำให้ทุกคนในห้องที่กำลังพูดคุยเื่การจัดงานฉลองวันเกิดของอันเกอเอ๋อร์อย่างสนุกสนานอดที่จะขนลุกขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นก็มองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ในเรือนยังคงมีเสียงตั๊กแตนร้องเรียกอย่างมีความสุขเช่นเดิม ไม่เหมือนว่าจะมีอันตรายอะไรนี่นา?
ในทางกลับกันกงจื้อิเหลือบมองผู้าุโเล็กน้อย และดื่มชาต่อไปอย่างช้าๆ ตามปกติ บางครั้งเขาก็หันศีรษะและกระซิบคำพูดสองสามประโยคกับติงเหว่ย ทำให้ผู้าุโเกือบจะลุกออกไปด้วยความโมโห
เวลาก็เหมือนกับหัวขโมยไม่มีผิด มันมักจะมาในตอนที่เราไม่ทันได้ระวังตัวและจะแอบหนีไปจากเราเงียบๆ
ราวกับว่าความรู้สึกอันตรายในยามที่ให้กำเนิดบุตรครั้งแรกยังอยู่ตรงหน้า แต่ปรากฏว่า่เวลาเพียงหันหลังกลับ อันเกอเอ๋อร์ก็อายุครบหนึ่งปีแล้ว
เ้าเด็กอ้วนมักจะกินอิ่มนอนหลับอยู่เสมอ และยังเป็ที่รักของทุกคนขนาดนี้ ทุกวันนี้เขาเพิ่งจะอายุประมาณหนึ่งขวบ ทว่ากลับแข็งแรงราวกับลูกวัวตัวน้อยๆ แขนและขาเล็กๆ ของเขาทั้งขาวนุ่มและแข็งแกร่ง บนศีรษะของเขาถักเปียและผูกด้วยผ้าสีแดง คอของเขาสวมสร้อยทองคำ บนร่างกายของเขาสวมตู้โตวสีแดงที่ปักลายอู่ฝูเอาไว้ ในขณะที่เขากำลังวิ่งเล่นไปรอบๆ ขาอ้วนๆ ของเขาที่สวมกางเกงขาสั้นบางๆ แกว่งไปมาไม่หยุด คงไม่ต้องบอกว่าน่ารักมากแค่ไหน
ครอบครัวสกุลอวิ๋นทุกคนที่รู้เื่ราวภายในไม่กี่คน เช่น ลุงอวิ๋น อวิ๋นอิ่ง เฟิงจิ่ว และซานอี ต่างก็ทุ่มเทอย่างมากในพิธีจวาโจว [2] ของคุณชายน้อย และเหล่าองครักษ์ที่ฉลาดเฉลียวก็ยังรู้สึกผิดต่อคุณชายน้อยเช่นเดิม เมื่อเห็นว่านายท่านของตนปฏิบัติต่อติงเหว่ยสองแม่ลูกเป็พิเศษ พวกเขาก็ยุ่งไม่หยุดตามกันไปด้วย ส่วนฟางซิ่นนั้นเอ็นดูอันเกอเอ๋อร์อย่างแท้จริง ่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เขามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพี่เลี้ยงเด็ก เขาดูแลอันเกอเอ๋อร์ราวกับมองดูตนเองในวัยเด็ก โดยตั้งใจจะชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กของเขา ดังนั้นเขาจึงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี ส่วนป้าหลี่และคนอื่นๆ ที่เรือนด้านนอกปกติก็ได้รับการดูแลจากติงเหว่ยเป็อย่างดี และติงเหว่ยก็ส่งเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าไปให้ไม่เคยขาด
ติงเหว่ยได้รับคำสั่งจากท่านลุงอวิ๋นั้แ่แรกว่าให้นางตั้งใจดูแลกงจื้อิอย่างเดียวก็พอแล้ว ส่วนเื่งานฉลองพิธีจวาโจวของอันเกอเอ๋อร์นางไม่จำเป็ต้องกังวล พอถึงเวลานั้นก็แค่ส่งจดหมายไปเชิญครอบครัวสกุลติงมาดื่มเหล้าก็พอแล้ว
ติงเหว่ยต้องจดจำใบสั่งยาทุกประเภท และเรียนรู้ที่จะระบุชนิดของยาสมุนไพร ฝึกการใช้เข็มบิน ดูแลกิจวัตรประจำวันและการรับประทานอาหารสามมื้อของกงจื้อิ และกอดลูกชายตัวอ้วนของนางเป็ครั้งคราว ทำให้นางยุ่งจนแทบอยากจะแยกร่างออกมา เมื่อคิดถึงพิธีจวาโจวของเด็กน้อยขึ้นมา ก็แค่การวางพู่กัน แท่นหมึก และลูกคิดอะไรเ่าั้ไม่กี่อย่างก็พอแล้ว ดังนั้นนางจึงพยักหน้าโดยไม่ลังเล
ปรากฏว่าเมื่อถึงวันพิธีจวาโจวนั้น นางก็ไปรอรับท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ที่หน้าประตูจากนั้นก็พากลับมาที่เรือนหลัก เมื่อเห็นว่าในลานมีโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยของนานาชนิด นางก็ใเป็อย่างมาก
ภายใต้แสงแดดมีสีทองระยิบระยับ ดูอุดมสมบูรณ์และละลานตาไปหมด ทำเอาคนในครอบครัวสกุลติงทั้งหมดต่างก็ตกตะลึง
บริเวณใจกลางของโต๊ะถูกจัดวางด้วยสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ [3] ที่เป็ของใหม่เอี่ยมยกชุด ถึงแม้จะดูไม่ออกว่าของนั้นดีหรือไม่ดี แต่ก็ยังสามารถได้กลิ่นหอมของหมึกจางๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป ส่วนบริเวณรอบนอกก็จะเป็ลูกคิดทองคำขนาดใหญ่ ลูกปัดที่อยู่บนลูกคิดมีขนาดใหญ่กว่าลูกพุทราเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าคนรวยคนไหนบริจาคมาให้ และที่ด้านข้างของลูกคิดก็ยังมีกล่องไม้จันทน์สีม่วงที่ถูกแกะสลักลายดอกไม้ ไม้บรรทัดที่ทำจากไม้พะยูง สร้อยกระพรวนทองคำขนาดเท่ากำปั้นของอันเกอเอ๋อร์ กำไลข้อมือหยกสีเขียวหนึ่งวง ต่างหูที่ทำจากหยกมันแพะ [4] หนึ่งคู่ ผ้าไหมผ้าแพรชั้นดี กรรไกรทองคำ และวงรอบนอกสุดยังมีแส้ม้าที่ไม่รู้ทำจากอะไร กระบี่ที่อยู่ในฝัก และก็มีของเล่นที่จากของล้ำค่าทั้งเจ็ด ได้แก่ ทอง เงิน แก้ว ปะการัง หอยมือเสือ ไข่มุกสีแดง และหินโมรา
สิ่งของทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะนี้ เกรงว่าต่อให้จะเป็คนโง่เขลาก็ยังสามารถคาดเดาได้ว่ามีมูลค่ามหาศาล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กที่เกิดในครอบครัวชาวนาและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเป็ใคร ต่อให้เป็เหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงก็ไม่แน่ว่าจะมีการตระเตรียมของที่เพียบพร้อมและสวยงามตระการตามากมายขนาดนี้หรอก?
ครอบครัวสกุลติงทั้งหมดต่างก็รู้สึกประหลาดใจจากการได้รับความสำคัญขนาดนี้ พวกเขามองไปที่แผ่นหลังของบุตรสาวและอดไม่ได้ที่จะลากนางมาถามทันทีว่านางให้อะไรกับครอบครัวสกุลอวิ๋นไปกันแน่ วันนี้พวกเขาถึงได้ปฏิบัติดีขนาดนี้
แม้ว่าติงเหว่ยจะใเช่นกัน แต่เมื่อนึกถึงวันที่ลุงอวิ๋นกระตือรือร้นที่จะช่วยจัดเตรียมงาน นางก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรและเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันหลังกลับเพื่อเชิญพ่อกับแม่และพี่ชายพี่สะใภ้ให้ไปคำนับท่านลุงอวิ๋นและคนอื่นๆ ก่อน
ผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์ไม่เห็นท่าทีผิดปกติของบุตรสาว พวกเขาคิดไปถึงเมื่อก่อนที่พวกเขามาเยี่ยมหลายครั้ง สกุลอวิ๋นก็ปฏิบัติต่ออันเกอเอ๋อร์ด้วยความรักและความเอ็นดู พวกเขาจึงฝืนยิ้มออกมาและฝังความสงสัยเอาไว้ในใจ
พี่ใหญ่สกุลติงเป็คนซื่อๆ ขอเพียงน้องสาวและหลานชายมีชีวิตที่ดี เขาเองก็มีความสุขและไม่ได้คิดอะไรมากมาย ส่วนพี่รองก็แอบเปรียบเทียบในใจและเดินตามบิดากับมารดาไปข้างหน้าตั้งนานแล้ว เหลือไว้เพียงแม่นางหลิวและแม่นางหวัง ทั้งสองนางสบตากัน และในแววตาต่างก็มีความอิจฉามากกว่าความสงสัย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกคนต่างก็คำนับพูดคุยยิ้มแย้มด้วยกัน และดูมีชีวิตชีวาเป็อย่างมาก
ผ่านไปไม่ทันไรก็ถึงเวลาเที่ยงตรง อันเกอเอ๋อร์ที่ถูกจับให้แต่งตัวอย่างพิถีพิถันก็ถูกอวิ๋นอิ่งอุ้มออกมาจากห้อง
เ้าเด็กตัวอ้วนที่เดิมทีคิ้วหนา ตาโต ปากแดงและฟันขาว ยามนี้เมื่อใส่เสื้อและกางเกงผ้าฝ้าย พร้อมใส่หมวกกลมทรงจีนโบราณที่ปักด้วยด้ายทอง บนหน้าอกของเขายังมีสร้อยทองคำเส้นใหญ่ที่มีจี้หยกห้อยอยู่บนนั้น และเขาก็สวมรองเท้าที่เป็รูปหัวเสือ ดูแล้วช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงอย่างมาก
เดิมทีแม่นางหวังตั้งใจจะเอาใจจึงหมายจะเดินไปข้างหน้าเพื่อรับอันเกอเอ๋อร์มา ถึงแม้ติงเหว่ยสองแม่ลูกจะอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋น แต่ความจริงแล้วก็เป็สกุลติง นางไม่อยากให้อันเกอเอ๋อร์เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เกินไป ในขณะที่นางกำลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งลุงอวิ๋นกลับหัวเราะคิกคักก้าวไปข้างหน้าและอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไป
“โอ้โห อันเกอเอ๋อร์วันนี้แต่งตัวดูดีทีเดียวเชียว มีกลิ่นอายของชนชั้นสูงเช่นนี้แหละถูกแล้ว!”
ผู้าุโเหว่ยมาช้าไปก้าวหนึ่ง ในใจเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เมื่อได้ยินลุงอวิ๋นพูดเช่นนั้นก็รีบลากผู้าุโติงไปข้างหน้าเพื่อแย่งคน “เฮ้ย ข้ากับพี่ติง คนหนึ่งเป็ตาแท้ๆ อีกคนก็เป็อาจารย์ตาแท้ๆ พวกเรายังไม่ทันได้อุ้มเลยแล้วเ้ามาร่วมสนุกอะไรกัน?”
หลังจากพูดจบเขาก็ยื่นมือออกไป “อุ้ม” เด็กชายเข้ามา แล้วหอมแก้มแรงๆ หนึ่งที ดังนั้นเขาเองก็ยังไม่อยากจะส่งต่อไปในอ้อมแขนของผู้าุโติง
ในที่สุดผู้าุโติงก็ได้อุ้มหลานชายของเขาสักที หนวดเคราของเขายกขึ้นด้วยความดีใจ แต่เขาก็เป็เช่นเดียวกัน ยังไม่ทันได้กอดจนหนำใจก็ถูกแม่นางหลี่ว์ที่ใจร้อนแย่งเอาไป
“อันเกอเอ๋อร์ คงจะคิดถึงยายมากเลยใช่ไหม รีบมาให้ยายกอดเร็วเข้า ตัวหนักขึ้นจนเต็มไม้เต็มมือยายไปหมดแล้ว!” แม่นางหลี่ว์ะโออกมาอย่างมีความสุข นางอยากจะเอาหลานชายเข้าไปไว้ในปากและกัดอย่างหมั่นเขี้ยว
แม่นางหลิวและแม่นางหวังเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง ลูกชายและลูกสาวของพวกนางเองก็เป็คนสกุลติงเหมือนกัน แต่ไม่เห็นว่าสามีภรรยาสูงวัยคู่นี้จะหวงแหนขนาดนี้ ทว่าเมื่อทั้งสองคนคิดถึงสิ่งของที่ติงเหว่ยส่งกลับบ้านทุกเดือนและมองไปที่เสื้อผ้าของอันเกอเอ๋อร์ก็รีบกลืนความอิจฉาริษยาในใจไปอย่างรวดเร็ว
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกว่าลุงอวิ๋นและคนอื่นๆ จัดพิธีจวาโจวเล็กๆ นี้ยิ่งใหญ่เกินไป แต่มันก็เป็ความตั้งใจของพวกเขา นางเองก็ไม่อาจตำหนิได้ ดังนั้นจึงยิ้มให้กับทุกคนแล้วกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็วางลูกชายไว้บนโต๊ะตัวใหญ่
-----------------------------------------
[1] เถียนกวา 甜瓜 หมายถึง แคนตาลูป
[2] พิธีจวาโจว 抓周 หมายถึง พิธีเสี่ยงทายอนาคตเด็กตอนอายุครบขวบปีแรก โดยวันที่ทารกอายุครบหนึ่งขวบ จะให้ทารกสวมเสื้อผ้าใหม่และเริ่มไหว้บรรพบุรุษ บอกกล่าวบรรพบุรุษว่าทารกอายุครบหนึ่งขวบ บันทึกชื่อเข้าสกุลและสวดอ้อนวอนให้ทารกเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพดี จากนั้นเลือกบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น วางโต๊ะสี่เหลี่ยมสองตัวเคียงกัน ตรงกลางปูผ้าหรือเสื่อและวางของที่เตรียมไว้สำหรับให้ทารกจับเสี่ยงทายที่ปลายด้านหนึ่งของโต๊ะในลักษณะกึ่งโค้ง อีกด้านหนึ่งของโต๊ะจะปล่อยให้ทารกนั่งจับของเสี่ยงทาย และจะคาดเดาความสนใจ งานอดิเรก และอาชีพในอนาคตของทารกโดยพิจารณาจากสิ่งของที่จับได้
[3] สิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ 文房四宝 หมายถึง พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก
[4] หยกมันแพะ 羊脂玉镯 หมายถึง หยกที่มีสีขาวปนเหลืองอ่อนๆ และไม่ขาวแบบไข่ปอก หรือเรียกว่า สีมันแพะ ซึ่งนับเป็หยกราคาสูง
