ก้อนเมฆมากมายใต้ฝ่าเท้าของเนี่ยเทียนพลันหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็มองเห็นพื้นกระดานหินอีกครั้ง
เขาที่ยืนอยู่หน้ากระท่อม ร่างกายยังคงมีเส้นใยนับพันนับหมื่นเคลื่อนไหว ทว่าหัวใจที่เต้นผิดปกติของเขากลับค่อยๆ นิ่งสงบลง
มองกระท่อมหลังนั้น เขาพลันรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ไม่ได้เข้าไปทันที
ก่อนหน้านี้ ครั้งแรกที่เขาใช้กระแสจิตไปรับัั ทำให้เขารู้ว่าคนผู้นั้นที่อยู่ในห้อง... คือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ
จนถึงกระทั่งตอนนี้ เขายังไม่เคยเจอบุคคลที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
“เข้ามา” คนผู้นั้นที่อยู่ในห้องเอ่ยเร่งอีกครั้ง
เนี่ยเทียนที่ลังเลอยู่ชั่วครู่ เมื่อได้ยินเสียงเรียกอีกครั้งจึงไม่คิดอะไรให้มากความอีก เลิกม่านขึ้นแล้วก้าวเดินเข้าไปด้านใน
พอเข้ามาในห้องได้เขาก็คุกเข่าคำนับทันที “โป้กๆ” เอาหัวโขกพื้นดังๆ สามครั้ง ะโเสียงดัง “ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”
ตอนที่มา เขารู้จากปากลี่ฝานแล้วว่าคนผู้นั้นที่เขาจะได้มาพบหน้าก็คืออาจารย์ในสำนักหลิงอวิ๋นของเขานับจากนี้
คนผู้นั้นให้เขาเดินเข้ามาหาทีละก้าว เส้นใยนับพันนับหมื่นที่แผ่ไปทั่วร่างกายของเขา เห็นได้ชัดว่าคือบุญวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ของเขา
หากเขาไม่เข้าใจความหวังดีของคนผู้นั้น เขาก็ไม่คู่ควรเป็คนที่ถูกสำนักหลิงอวิ๋นยอมทำลายกฎให้ ไม่คู่ควรกับการเป็คนโปรดของคนผู้นั้น
“เด็กฉลาด”
ในกระท่อมที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย ผู้เฒ่าร่างกายผ่ายผอมราวกับไม้ฟืนผู้หนึ่ง มือทั้งสองข้างยัดอยู่ในแขนเสื้อ นั่งอยู่บนเบาะรองนั่งอย่างสงบ มองประเมินเขาด้วยความสนใจ
ผู้เฒ่ามีหน้าตาธรรมดา หากไม่มองเสื้อผ้าหรือเรือนกาย ก็ล้วนไม่มีจุดใดที่น่าสะดุดตา
เพียงแต่ว่าดวงตาของเขาดึงดูดคนอย่างมาก เต็มไปด้วยความใฝ่รู้ คล้ายกำลังสำรวจหาปัญหาลึกลับบางอย่าง มุมานะและขยันหมั่นเพียรในการแสวงหาบางสิ่งอยู่ตลอดเวลา
“เงยหน้าขึ้น” ผู้เฒ่าสั่งเสียงเบา
เนี่ยเทียนที่โขกหัวสามครั้งเสร็จก็ก้มหน้านิ่ง พอได้ยินคำพูดนี้เขาจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กล้าประสานสายตากับผู้เฒ่าคนนั้น
“ข้าชื่ออูจี้ นับแต่วันนี้ไป ข้าก็คืออาจารย์ของเ้าแล้ว” ผู้เฒ่ายิ้มน้อยๆ พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายคล้ายกำลังคุยเื่สัพเพเหระ “เมื่อรวมเ้าแล้ว ข้ามีลูกศิษย์ทั้งหมดสามคน ศิษย์พี่สองคนนั้นของเ้าคือใคร รอจนเ้าอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้ เ้าย่อมได้รู้เอง ไม่จำเป็ต้องให้ข้าพูดอะไรมาก”
“ข้าจะพูดแค่เื่เดียว ศิษย์พี่สองคนนั้นของเ้า ตอนนี้มีฝีมือเหนือกว่าข้าไปแล้ว”
“ข้าหวังว่าวันหนึ่งเ้าก็จะเป็เหมือนพวกเขา ที่ฝีมือเหนือล้ำอาจารย์ ก้าวผ่านฟ้าดินแห่งนี้ไปแสวงหาสิ่งที่ข้าปรารถนาได้”
เนี่ยเทียนอึ้งตะลึง “ก้าวผ่านฟ้าดินแห่งนี้?”
“คำว่าก้าวผ่านฟ้าดินแห่งนี้ที่ข้าพูดถึง ไม่ได้อาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิติ แต่อาศัยพละกำลังของตัวเองข้ามผ่านทางช้างเผือก” อูจี้สีหน้าราบเรียบ “ฟ้าดินที่พวกเราอาศัยอยู่คืออาณาจักรแห่งหนึ่งที่เล็กกระจ้อยร่อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึงของทางช้างเผือกกว้างใหญ่ อาณาจักรนี้มีชื่อว่าหลีเทียน คืออาณาจักรที่เก้าของดินแดนดาวตก”
“อาณาจักรที่เก้าของดินแดนดาวตก?” เนี่ยเทียนฉงนสนเท่ห์
อูจี้พยักหน้าเบาๆ “ถูกต้อง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าที่เ้าและข้าเหยียบอยู่นี้ก็คืออาณาจักรที่เก้าของดินแดนดาวตก และท่ามกลางดินแดนดาวตก อาณาจักรฟ้าดินที่เหมือนกับอาณาจักรหลีเทียนของพวกเรา ยังมีอีกทั้งหมดแปดแห่ง”
เนี่ยเทียนเบิกตากว้างอ้าปากค้าง
คำพูดสั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยคของอูจี้พลิกตลบความรู้ที่เขามีต่อโลกทั้งใบ เกิดเป็การโจมตีรุนแรงสำหรับเขา
“แน่นอน ตอนนี้ที่ข้าพูดเื่พวกนี้กับเ้าอาจจะดูเร็วไปหน่อยก็จริง” อูจี้พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่ข้าเชื่อว่า อนาคตของเ้าย่อมไม่จำกัดอยู่แค่ที่อาณาจักรหลีเทียนนี้อย่างแน่นอน ที่ข้าบอกเ้าเื่พวกนี้ก็เพื่ออยากให้เ้ารู้ว่า นภากาศและทางช้างเผือกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเหนือล้ำเกินกว่าเ้าจะจินตนาการได้”
“ต้องมีสักวันหนึ่งที่เ้าเป็เหมือนกับศิษย์พี่ทั้งสองของเ้า ก้าวออกจากอาณาจักรหลีเทียนไปเที่ยวเล่นยังดินแดนดาวตกได้อย่างสบายอารมณ์”
เนี่ยเทียนเกิดความเคลิบเคลิ้มขึ้นมาทันที
“อาณาจักรทั้งเก้าของดินแดนดาวตก ทุกแห่งล้วนเหมือนอาณาจักรหลีเทียน ต่างก็มีผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งมากมายอาศัยอยู่ จำนวนของผู้ฝึกลมปราณในอาณาจักรหลีเทียนเมื่อเทียบกับอีกแปดอาณาจักรที่เหลือแล้ว ถือว่าน้อยกว่าเยอะมาก”
“ในอาณาจักรหลีเทียนของพวกเรา ขอบเขตพลังอำนาจของผู้ฝึกลมปราณที่สามารถติดอันดับได้อย่างแท้จริงมีเพียงเจ็ดแห่งเท่านั้น”
“ขอบเขตพลังอำนาจของผู้ฝึกลมปราณทั้งเจ็ดแห่งนั้นเ้าน่าจะรู้จักหมดแล้ว แบ่งออกเป็หอหลิงเป่า สำนักหลิงอวิ๋นของพวกเรา หุบเขาเทา อารามเสวียนอู้ รวมไปถึงสำนักภูตผี สำนักโลหิตและวังยมบาล”
“ขอบเขตพลังอำนาจของผู้ฝึกลมปราณทั้งเจ็ดแบ่งออกอีกเป็สองพันธมิตร สำนักภูตผี สำนักโลหิตและวังยมบาลคือพันธมิตรร่วมกัน หอหลิงเป่า สำนักหลิงอวิ๋นของพวกเรา หุบเขาเทา อารามเสวียนอู้คืออีกพันธมิตรหนึ่ง”
“...”
ในห้องกระท่อม เสียงของอูจี้ล่องลอยเนิบนาบ เขาไม่ได้พูดถึงเื่ดินแดนดาวตกมากนัก ไม่ได้พูดถึงอาณาจักรอีกแปดแห่งที่เหลือ แค่เล่าถึงเื่ราวบางอย่างของอาณาจักรหลีเทียนเท่านั้น
เนี่ยเทียนตั้งใจฟัง จดจำคำพูดทั้งหมดของเขาไว้ขึ้นใจ
อูจี้ได้เปิดประตูโลกบานใหม่ให้กับเขา ทำให้เขาค่อยๆ ตระหนักถึงความเล็กกระจ้อยของตัวเอง ทำให้เขาเข้าใจว่าอาณาจักรหลีเทียนที่เขาอาศัยอยู่ก็เป็เพียงแค่อาณาจักรที่เก้าของดินแดนดาวตกเท่านั้น
วันนี้อูจี้ไม่ได้พูดเื่อะไรเกี่ยวกับการฝึกบำเพ็ญตบะ มีเพียงอธิบายเื่การกระจายของอาณาจักรต่างๆ อย่างละเอียด ความซับซ้อนของขอบเขตอำนาจ และการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกลมปราณด้วยกันเอง
เนิ่นนานหลังจากนั้น
อูจี้ก็หยุดเล่าแล้วกล่าวว่า “เื่ราวที่ได้ฟังในวันนี้เ้าใคร่ครวญดูเอาเอง จากนั้นก็ไปพักผ่อนซะ ปรับความผิดปกติต่างๆ ในร่างกายของเ้าให้เรียบร้อยแล้วรับััถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในร่าง”
“รอเ้าพักผ่อนแล้วฟื้นตัวกลับมาเป็ดังเดิม ข้าจะเริ่มอธิบายความเกี่ยวข้องระหว่างพลังิญญาฟ้าดินกับผู้ฝึกลมปราณให้เ้าฟัง ให้เ้าได้รู้ถึงความรู้ที่เป็พื้นฐานที่สุด”
“ก่อนหน้าที่เ้ายังไม่ได้เหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้าย์ ข้าจะไม่ถ่ายทอดคาถาวิเศษในการฝึกฝนใดๆ ให้กับเ้า เ้าจำเป็ต้องใช้คาถาหลอมลมปราณมาฝึกหลอมมหาสมุทริญญาเอาเองเท่านั้น”
อูจี้กล่าวอย่างสบายๆ
“อ้อ” เนี่ยเทียนพยักหน้าอย่างว่าง่าย
อูจี้มองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ เงียบงันไปครู่หนึ่งอยู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ก่อนหน้าข้า มีคนคนหนึ่งช่วยชุบหลอมเืเนื้อเอ็นและกระดูกให้เ้ามาก่อน คนผู้นั้นคือใครรึ?”
เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด เขาพิจารณาประโยคนี้ของอูจี้อย่างจริงจัง หวังหาคำตอบมาให้เขา
“ได้ยินว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เ้าเป็ไข้สูงมาก หมดสติไปหลายวัน?” ดวงตาของอูจี้เปล่งประกายวาววับ
เนี่ยเทียนนึกขึ้นมาได้กะทันหัน กล่าว “ใช่แล้วขอรับ”
“หมอที่มาจากต่างแดนคนหนึ่งช่วยรักษาให้เ้าเจ็ดวัน ใช่หรือไม่?” อูจี้ถามอีกครั้ง
เนี่ยเทียนพยักหน้า “ใช่ขอรับ”
“เขาชื่ออะไร?”
“ดูเหมือนว่าจะชื่อหัวมู่”
“หัวมู่?” อูจี้ขมวดคิ้วครุ่นคิดหนัก ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้ส่ายหัว กล่าว “ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน หากนี่ไม่ใช่ชื่อปลอม ถ้าอย่างนั้น... เขาก็ไม่ใช่คนของอาณาจักรหลีเทียนของพวกเรา”
“ในอาณาจักรหลีเทียน คนที่สามารถใช้วิธีการเช่นนั้นช่วยชุบหลอมเืเนื้อเอ็นและกระดูกให้กับเ้า แทบจะทำให้เ้าเปลี่ยนมาเป็คนใหม่ มีน้อยจนนับนิ้วได้”
“คนที่มีความสามารถเช่นนี้ ข้าล้วนรู้จักทุกคน ทว่าพวกเขาไม่มีใครชื่อหัวมู่”
เนี่ยเทียนตะลึง “หมอจากต่างถิ่นคนนั้นช่วยชุบหลอมเืเนื้อเอ็นและกระดูกให้กับข้า? เขา... เก่งมากเลยหรือ?”
“แน่นอนว่าต้องเก่งมาก” อูจี้พยักหน้า “ข้าไม่รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อันใด ถึงได้ยินดีสูญเสียพลังกายใจมากถึงเพียงนั้นเพื่อช่วยชุบหลอมเืเนื้อเอ็นและกระดูกให้กับเ้า ทว่าคนผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน หากเขามาจากอาณาจักรอื่นจริงๆ ถ้าเช่นนั้น...”
พูดมาถึงตรงนี้ อูจี้ก็หยุดลง ใช้สายตาคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างมองประเมินเนี่ยเทียน
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้โบกมือ บอกเป็นัยให้เนี่ยเทียนไปได้ “ห้องที่สามทางซ้ายมือ นับแต่นี้ไปคือห้องของเ้า เ้าไปพักผ่อนฟื้นตัวที่นั่นเถอะ”
“ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นข้าไปก่อนนะขอรับ” เนี่ยเทียนลุกขึ้นยืน หลังจากโค้งตัวคารวะก็เดินออกไป
ได้ยินประโยคเ่าั้ของอูจี้ สมองของเขาก็ยุ่งเหยิงเล็กน้อย จำเป็ต้องใช้เวลาในการย่อยข้อมูล
อีกอย่างเขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง ้านอนหลับดีๆ สักตื่น
“หัวมู่...”
ในห้อง อูจี้พึมพำกับตัวเอง “ดูท่าจำเป็ต้องไหว้วานเพื่อนหลายคนให้ไปตรวจสอบที่อาณาจักรทั้งแปดดูเสียแล้วว่ามีคนผู้นี้จริงหรือไม่? ในเมื่อเขายินดีทุ่มเทพละกำลังกายมหาศาลถึงเพียงนั้นเพื่อช่วยชุบหลอมเืเนื้อเอ็นและกระดูกให้กับเนี่ยเทียน แสดงว่าย่อมมีสาเหตุ”
“หรือว่า เขาก็เหมือนกับข้าที่มองออกถึงพลังแฝงและพร์ของเนี่ยเทียน เลยคิดจะรับเอาไว้เป็ศิษย์?”
“ทว่า หากคิดจะรับเป็ศิษย์ เหตุใดตอนนั้นถึงไม่พาตัวเนี่ยเทียนไปด้วยเล่า?”
“แปลกนัก แปลกมากจริงๆ”
-----
