"มันคือน้ำชำระล้างชีวิตจริงๆ" ดวงตาหลี่ชิงหยุนฉายแววปิติยินดี ก่อนที่มือของตนจะจุ่มลึกลงไปกว่านี้ รอยยิ้มละโมบโลภมากถูกแขวนไว้บนใบหน้า
"วู้ม"
ทันใดนั้นกลับบังเกิดกระแสน้ำวน ซึ่งใจกลางคือฝ่ามือของหลี่ชิงหยุนอย่างกะทันหัน
"เ้ากำลังทำอะไรอยู่?" เยว่หลิงเสวี่ยยืนมองด้วยสีหน้ามึนงง ทว่าหลี่ชิงหยุนกำลังหลับตาอย่างเงียบเชียบโดยมิได้ตอบกลับแต่อย่างใด
"ครืน~"
ทันใดนั้นบ่อน้ำเกิดการสั่นะเือย่างหนัก แม้แต่เศษก้อนหินร่วงหล่นลงมาตามแนวชัน
ภาพที่เยว่หลิงเสวี่ยเห็นเบื้องหน้าคือน้ำชำระล้างชีวิตทั้งหมดในบ่อกลับถูกดูดเข้าสู่ฝ่ามือสีทองด้วยความเร็วสูงสุดประดุจดั่งพายุงวงช้างขนาดใหญ่
เยว่หลิงเสวี่ยได้แต่ยืนโง่งมด้วยปากที่อ้ากว้าง
วินาทีต่อมาน้ำชำระล้างชีวิตในบ่อย่อมทั้งหมดกลับอันตธานหายไปต่อหน้าต่อตาเข้าสู่ฝ่ามือของหลี่ชิงหยุนอย่างโหมกระหน่ำ นางอดไม่ได้ที่จะอ้าปากจนกรามค้างกับภาพที่ปรากฏ
ก่อนหน้านี้เยว่หลิงเสวี่ยคาดเดาว่าหลี่ชิงหยุนอาจจะ้ากักเก็บน้ำไว้สำหรับกินดื่มเล็กน้อย โดยไม่คาดคิดว่าเขาจะดูดกลืนทุกสิ่งอย่างในบ่อเข้าสู่ร่างกายจนสะอาดสะอ้านเหลือไว้แค่เพียงตะไคร้น้ำเกาะกุมหินเท่านั้น
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบลมหายใจ น้ำชำระล้างชีวิตจากบ่อย่อมถูกสูบไปจนสิ้น!
ปริมาตรของน้ำชำระล้างชีวิตเกือบจะ 1,000 ลิตร ทว่ากลับถูกดูดกลืนหายไปภายในเวลาเพียงชั่ววูบ!
หลี่ชิงหยุนลืมตาอย่างเชื่องช้าและอดไม่ได้ที่ยิ้มมุมปากอย่างเปี่ยมสุข
ตนรู้ดีว่าน้ำชำระล้างชีวิตจะไม่สามารถคงคุณสมบัติได้หากไม่มีสถานที่หรือสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเพียงพอ
แต่ทว่าเจดีย์ปฐมกาลเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยในการกักเก็บน้ำชำระล้างชีวิตไว้ หลี่ชิงหยุนได้สร้างบ่อขนาดใหญ่ขึ้นมาภายในเจดีย์ก่อนจะสูบน้ำจากภายนอกเข้าสู่บ่อของเจดีย์ปฐมกาลโดยตรง หากเขาทำเช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าน้ำแห่งชีวิตจะสูญเสียคุณสมบัติอีกต่อไป
ภายในเจดีย์ปฐมกาลมีปราณแห่งธรรมชาติเป็จุดเด่น ซ้ำยังเป็ปราณต้นกำเนิดที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าปราณจากอาณาจักรเซวียนเป็ไหนๆ ฉะนั้นแล้วการกักเก็บไว้ในเจดีย์ถือว่าเป็สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดโดยปริยาย
หลี่ชิงหยุนยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาเห็นเยว่หลิงเสวี่ยกำลังมองตรงมายังเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจประดุจว่าเขาเป็สัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
"เ้า…เ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร?" เยว่หลิงเสวี่ยเอ่ยถามอย่างสงสัยโดยไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ ความอยากรู้อยากเห็นของสตรีเป็สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง หากไม่ได้รับคำตอบเกรงว่านางคงจะเอ่ยถามอยู่อย่างนั้น
เยว่หลิงเสวี่ยทราบดีว่าเป็ไปไม่ได้ที่มนุษย์ปกติจะดูดซับน้ำชำระล้างชีวิตเข้าสู่ร่างกายได้
หลี่ชิงหยุนกลอกตาไปมาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ "นี่เป็ความลับส่วนตัวของข้า หากเ้าไม่ใช่ภรรยาของข้า ข้าก็มิอาจบอกความลับแก่เ้าได้"
ทว่าสีหน้าของเยว่หลิงเสวี่ยปรากฏรอยแดงจางๆก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่เป็ธรรมชาติ "หากข้าเป็ภรรยาของเ้า เ้าคงจะบอกความลับแก่ข้าใช่หรือไม่?"
"แน่นอนว่าใช่—" หลี่ขิงหยุนกล่าวได้ครึ่งทางก่อนจะตระหนักได้ว่านางกล่าวอะไรแปลกๆออกมา
"เ้าพูดอะไร!?" เขาอุทานเสียงดังสนั่นลั่น สายตาพลันจดจ้องใบหน้าที่ขวยเขินของเยว่หลิงเสวี่ยอย่างโง่เขลา
[นี่... พี่กู่บอกว่าสตรีจากตระกูลเยว่มีทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้ชายมิใช่หรือ?]
[นางเป็สายรุกหนักชัดๆ!]
"เ้า…ตระกูลเยว่ของเ้าไม่ได้รังเกียจผู้ชายหรอกหรือ?" หลี่ชิงหยุนเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าขลาดกลัว
เยว่หลิงเสวี่ยแค่ยิ้มมุมปาก "เป็ความจริงที่ว่าตระกูลเยว่ปลูกฝังความคิดเช่นนั้นั้แ่แรกเกิดให้แก่ลูกหลานทุกคน แต่ทว่ากลับมีกฎที่เป็ข้อยกเว้นบางอย่างในตระกูลเช่นกัน"
"กฎ?" หลี่ชิงหยุนเหล่ตามองด้วยความสงสัย
เยว่หลิงเสวี่ยพยักหน้า "ถูกต้อง มันคือกฎดั้งเดิมของตระกูลเยว่ เหตุการณ์เริ่มต้นมาจากบรรพบุรุษของตระกูลเยว่ บรรพบุรุษเยว่ฉาน นางเป็เพียงแค่ผู้ฝึกฝนตัวน้อยที่ไม่้าไขว่คว้าและไม่ฝักใฝ่เกี่ยวกับความแข็งแกร่ง แต่ละวันของนางมีเพียงหน้าที่ของสตรีในฐานะภรรยาทั่วไปเท่านั้น และนางก็มีความสุขกับชีวิตครอบครัวที่เกิดขึ้นในจุดนั้น"
สีหน้าของเยว่หลิงเสวี่ยเปลี่ยนไปอย่างเ็าก่อนจะกล่าวต่อ "จนกระทั่งวันหนึ่ง นางกลับถูกทอดทิ้งโดยสามีของนางหลังจากที่นางตั้งครรภ์ได้สามเดือน เนื่องจากภาระหนี้สินของครอบครัวฝ่ายชาย สามีของนางจึงตัดสินใจขายนางให้แก่ซ่องโสเภณีเพื่อชดใช้หนี้สินแทนเขาโดยไม่รู้เลยว่าตนกำลังจะมีลูกสาวตัวน้อย!"
หลี่ชิงหยุนขมวดคิ้วสีหน้าปรากฏร่องรอยของความเดือดดาลเช่นเดียวกัน
เยว่หลิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว "เมื่อบรรพบุรุษรู้ความจริงในเื่นี้ ด้วยความบันดาลโทสะถึงขีดสุด นางบุกเข้าสู่ตระกูลของสามีนางด้วยกระบี่อ่อนเพียงหนึ่งเล่ม และนางไม่รับฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้น จนได้สังหารทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไม่เว้นแม้แต่สุนัขตัวเดียว!… ในเวลาต่อมาซ่องโสเภณีแห่งนั้นถูกทำลายจนไม่เหลือซากเช่นกัน"
"อะไร!?" หลี่ชิงหยุนเผลอหลุดอุทาน เขาไม่เคยได้ยินเื่เช่นนี้มาก่อน ไม่คาดคิดว่าการกำเนิดขึ้นของตระกูลดั้งเดิมอย่างตระกูลเยว่จะเกิดจากภรรยาที่ถูกสามีหักหลังเช่นนี้
ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามอย่างสงสัย "เ้าบอกกล่าวเื่ราวในตระกูลให้แก่คนนอกเช่นข้าแบบนี้…จะดีงั้นหรือ?"
เยว่หลิงเสวี่ยยิ้มบางก่อนจะตอบอย่างเรียบง่าย "แน่นอนว่าเื่นี้ไม่ได้ถูกเก็บเป็ความลับต่อโลก แต่ทว่ามีเพียงระดับผู้าุโที่เก่าแก่เท่านั้นที่ยังพอจะจำเื่ราวของบรรพบุรุษได้"
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าหลี่ชิงหยุนเงียบไป เยว่หลิงเสวี่ยจึงถือโอกาสกล่าวต่อ "หลังจากเหตุการณ์นั้นนางได้ดูแลและเลี้ยงลูกสาวด้วยตัวคนเดียวมาตลอด แต่ทว่าเนื่องด้วยเป็นางอิสตรีจึงไม่มีผู้ใดให้การยอมรับมากนัก จนทำให้นาง้าความแข็งแกร่งเพื่อปกป้องลูกหลานของตน ั้แ่นั้นนางจึงก่อตั้งตระกูลเยว่ขึ้นมาหลังจากที่นางได้พบเจอกับมรดกเทพจันทราจากสถานที่ลี้ลับ! ไลังจากนั้นไม่นานตระกูลเยว่จึงกลายเป็ตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดในราชวงศ์จีเนื่องจากมรดกที่ได้รับมาจากเทพจันทรา"
เยว่หลิงเสวี่ยเหลือบมองเขาด้วยสีหน้าที่แฝงด้วยความละอายเล็กน้อย "ไม่กี่ปีต่อมาบรรพบุรุษจึงตั้งเงื่อนไขที่เป็กรณีพิเศษสำหรับบุตรีและสตรีของตระกูลเยว่ และเป็กฎเหล็กที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน"
"เงื่อนไข… มันคืออะไร?" หลี่ชิงหยุนตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
เยว่หลิงเสวี่ยกล่าวด้วยเสียงแ่และก้มหน้าลงเล็กน้อย หากแต่ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็สีชมพูจาง "นั่นคือหากสตรีจากตระกูลเยว่โดนเห็นร่างเปลือยจากบุรุษใดๆ จะมีทางเลือกให้แก่พวกนางอยู่สองทาง—"
หลี่ชิงหยุนหน้าซีดเผือด เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีทันที
เยว่หลิงเสวี่ยกล่าวต่อจากที่ได้จดจำมา "ทางเลือกแรกคือให้สังหารบุรุษผู้นั้นและเก็บงำความลับเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว!"
"ส่วนทางเลือกที่สอง คือต้องตบแต่งกับบุรุษผู้นั้นไม่ว่าด้วยกรณีใดๆก็ตาม"
"ไอ้บ้า!" หลี่ชิงหยุนสบถหยาบ เขาแทบจะกระอักเืตายในที่เกิดเหตุเมื่อได้ฟังกฎบ้าบอคอแตกจากปากนาง
[เงื่อนไขบ้าๆนี่คืออะไร?]
[บรรพบุรุษตระกูลเยว่คิดบ้าอะไรอยู่กันแน่?]
[ไม่ดี! ข้าต้องหนีแล้ว!]
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์อยู่นอกเหนือการควบคุม หลี่ชิงหยุนพลันทำท่าครุ่นคิดตระหนักได้ก่อนจะกล่าวกับนาง "อะแฮ่มๆ แม่นางเยว่ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ภรรยาของข้ากำลังรอข้าอยู่—"
"พรึ่บ!"
ยังไม่ทันสิ้นสุดคำพูดร่างของหลี่ชิงหยุนพลันอันตธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงเสียงทิศทางของลมเท่านั้นที่สามารถััได้ ขณะนี้หลี่ชิงหยุนไม่รู้ว่าตนควรจะวางตัวอย่างไร เห็นได้ชัดว่าเื่ที่เขาเห็นร่างเปลือยของเยว่หลิงเสวี่ยเป็เพียงอุบัติเหตุเท่านั้น จะให้เขายอมรับเงื่อนไขบ้าๆนี้ได้อย่างไร
ดังนั้นหลี่ชิงหยุนจึง้าหลีกหนีจากเยว่หลิงเสวี่ยอย่างชัดเจน
"เ้า! อย่าคิดทึ่จะหนีเชียว" สีหน้าของเยว่หลิงเสวี่ยพลันบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ วินาทีต่อมาพลังปราณสีขาวคล้ายผลึกใสปรากฏใต้ฝ้าเท้าคลับคล้ายดั่งแสงจันทร์สาดส่อง
"ฝีเท้าเทพจันทรา"
แสงสว่างวาบสีขาวปกคลุมทั่วกายา ก่อนที่เยว่หลิงเสวี่ยจะติดตามหลี่ชิงหยุนไปในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วประดุจเงาตามตัว
นางจำเป็ต้องไล่ตามหลี่ชิงหยุนเนื่องด้วยกฎของตระกูลเยว่ ในเมื่อนางไม่สามารถสังหารหลี่ชิงหยุนลงได้ ซ้ำยังเกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นแล้วมีทางเลือกเดียวเท่านั้นที่รอนางอยู่…
คือต้องจับหลี่ชิงหยุนมาเป็สามีให้จงได้!
. . .
อีกด้านของถ้ำ นาหลันเสี่ยวฉีถอยร่นกลับไปหลายเมตรจากแรงกระแทก บัดนี้ร่างกายของนางเต็มไปด้วยาแยุบยิบที่ไม่สาหัสมากนัก ทว่าเสื้อผ้าอาภรณ์กลับสะบักสะบอมไปด้วยฝุ่นจาง แม้ว่าระดับพลังของนางจะด้อยกว่าเฉียนฮุ่ย แต่ทว่าเนื่องด้วยความเร็วที่สูงกว่า เฉียนฮุ่ยจึงไม่มีโอกาสในการทำลายหยกข้างเอวของนางเลยแม้แต่น้อย
เฉียนฮุ่ยเช็ดเืที่มุมปากก่อนจะแสยะยิ้ม "ไม่คาดคิดว่าลูกแกะตัวน้อยเช่นเ้าจะทนทานได้ถึงเพียงนี้"
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าไม่มีเวลาให้เสียอีกต่อไป!" การแสดงออกของเฉียนฮุ่ยแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม พลังปราณระดับลมปราณโลกขั้นสูงะเิออกโดยไม่มีการสำรองแต่อย่างใด หินกรวดก้อนเล็กก้อนน้อยใต้ฝ่าเท้าเกิดเป็หลุมขนาดใหญ่จากแรงกระทืบ ก่อนจะส่งพลังปราณทั้งหมดไปที่แขนขวา พร้อมพุ่งเข้าหานางเพื่อโจมตีสุดแรง
นาหลันเสี่ยวฉีเกาะกุมกระบี่หยกไว้แน่น รัศมีเ็าปรากฏขึ้นครอบคลุม พลังปราณที่เหลืออยู่ในตันเถียนถูกรีดเค้นออกมาจนแห้งเหือด
ในเสี้ยววินาทีนั้นกระบี่หยกก่อเกิดแสงสีขาวบริสุทธิ์จากการดูดกลืนปราณโดยรอบก่อตัวเป็พายุหิมะโกลาหลที่มองเห็นได้ไม่เด่นชัด
"คลื่นกระบี่พายุหิมะ!"
วินาทีถัดมานางตวัดกระบี่อย่างเชื่องข้าพร้อมปล่อยคลื่นกระบี่ไปยังเฉียนฮุ่ยที่ปรากฏเบื้องหน้า
ทว่าคลื่นกระบี่หิมะลูกใหญ่กลับปรากฏขึ้นก่อนจะพุ่งตรงไปยังเฉียนฮุ่ยอย่างเชื่องช้าประดุจดั่งเต่าคลาน
เฉียนฮุ่ยแทบจะหลุดเสียงหัวเราะเมื่อมองเห็นคลื่นกระบี่หิมะที่เข้าหาตนอย่างเอื่อยเฉื่อย มันตอบสนองโดยการปลดปล่อยกำปั้นไปยังแสงกระบี่อย่างไร้ความหวั่นเกรง
พลังปราณสีเทาดุจดั่งโลหะแข็งกล้าปะทะอัดเข้ากับคลื่นกระบี่หิมะก่อเกิดเสียง "ตู้ม!"
รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นใบหน้าที่ชั่วร้ายของเฉียนฮุ่ย "ลูกแกะน้อย เ้าคิดจะใช้กระบี่ปวกเปียกเช่นนั้นทำร้ายข้างั้นรึ!?"
แต่ทว่าจู่ๆสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อแสงกระบี่ตกกระทบกับพลังปราณดุจดั่งโลหะบนแขนล่ำบึ้ก รอยฟันจากแสงกระบี่กลับสามารถทะลวงผ่านชั้นพลังปราณเกราะไปได้โดยไม่คาดคิด
"ฉัวะ!"
แสงกระบี่พลันสร้างรอยแผลเป็ให้แก่แขนของเฉียนฮุ่ยยาวเกือบ 30 เิเจนโลหิตสีแดงสดไหลทะลักอย่างควบคุมไม่ได้
"อะไร!?" เฉียนฮุ่ยมีสีหน้าตื่นกลัวเมื่อััได้ถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในแสงกระบี่ มันมองไปยังนาหลันเสี่ยวฉีด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว ก่อนจะดึงแขนขวากลับคืนสลับเปลี่ยนแขนอีกข้างที่ยังว่างเหวี่ยงเข้าหานางอย่างโเี้!
ทว่าขณะนี้เฉียนฮุ่ยได้ลดการป้องกันลงเป็ที่เรียบร้อยเนื่องจากโทสะที่ถูกกระตุ้นจนทำให้ความนึกคิดและจิตใต้สำนึกเกิดช่องโหว่
และโอกาสของนาหลันเสี่ยวฉีก็มาถึง ปีกน้ำแข็งบริสุทธิ์ขนาดใหญ่สยายอย่างรุนแรงก่อเกิดเป็เสียงลมหวีดโหยหวน ในเสี้ยววินาทีนั้นกระบี่หยกของนางถูกขว้างเข้าหาเฉียนฮุ่ยในเวลาเดียวกัน
"โง่เขลา!" เฉียนฮุ่ยไม่สนใจก่อนจะใช้ฝ่ามือซ้ายตบกระบี่ออกไป แต่ใน่อึดใจเดียวร่างเพรียวบางของนาหลันเสี่ยวฉีปรากฏขึ้นที่มุมซ้ายของร่างที่กำยำ ฝ่ามือเ็าตบไปที่หยกข้างเอวของเฉียนฮุ่ยด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่
"ไม่ดี—" สีหน้าเฉียนฮุ่ยบิดเบี้ยวเมื่อรับรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของนาง
"เคร้ง!"
หยกข้างกายของเฉียนฮุ่ยพลันแตกสลายและะเิออก ในเสี้ยววินาทีที่มันกำลังจะเหวี่ยงแขนโจมตีนาหลันเสี่ยวฉีอย่างเฉียดฉิว
แสงวาบจากหยกเคลื่อนย้ายส่งผลให้ร่างของเฉียนฮุ่ยพลันสลายหายไปจากในถ้ำและปรากฏขึ้นเบื้องนอกอย่างฉับพลัน
. . .
"โอ้? มีใครบางคนกำลังถูกขับไล่ออกมา…" ชายชราอาภรณ์สีทองที่กำลังพลิกอ่านตำรากลับััได้ถึงชั้นบรรยากาศที่ไม่เสถียร เขาจึงเงยขึ้นอย่างเชื่องช้า
หญิงชรา ชายวัยกลางคนและชายร่างเตี้ยพลันเหม่อมองไปยังทิศทางเดียวกัน
ก่อนที่ช่องว่างอวกาศถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ปรากฏให้เห็นร่างของเฉียนฮุ่ยที่ล้มกระดอนไปตามพื้นหินอย่างอนาถ
"ตึง!"
ผู้คนด้านนอกทั้งสี่ตระกูลต่างเหลือบมองไปที่เ้าของเสียงล้มกระเด็นกระดอน โดยไม่คาดคิดว่าเสื้อผ้าอาภรณ์จะกลายเป็คนจากตระกูลเฉียน!
บัดนี้ตระกูลเฉียนถูกขับไล่และถูกตัดสิทธิ์เป็บุคคลแรก
"ไอ้บ้าเอ้ย!" เมื่อเฉียนฮุ่ยมองไปรอบๆก็จำได้ทันทีว่าที่นี่คือส่วนนอกของถ้ำ ซ้ำยังมีผู้คนมากมายจดจ้องมันอย่างดูถูก มันได้แต่กัดฟันอย่างโกรธเคือง
มันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหญิงสาวที่อ่อนแอที่เปรียบดั่งลูกแกะที่รอเชือดกลับสามารถผลักดันมันได้ถึงเพียงนี้ ซ้ำยังสามารถสร้างาแแก่กายเนื้อให้กับมันได้อีกต่างหาก
ยามนี้เฉียนฮุ่ยถูกตัดสิทธิ์ไปเป็ที่เรียบร้อย
เฉียนเฟิงหลัวหรี่ตาลงอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า "เสี่ยวฮุ่ย! ผู้ใดเป็คนส่งเ้าออกมา!?"
ตระกูลเฉียนไม่ควรเป็ผู้ที่ถูกกำจัดออกเป็คนแรก เฉียนเฟิงหลังรู้สึกเสียหน้าอย่างมิอาจบรรยายได้
สีหน้าของเฉียนฮุ่ยแปรเปลี่ยนเป็หวาดกลัวก่อนจะคำนับทำความเคารพ "ผะ-ผู้าุโ ข้าบังเอิญเผชิญหน้าเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งที่ใช้กระบี่หยก ข้าไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับนางมาก่อน"
กู่หลิงเจี้ยน กู่เย่และกู่ิที่ได้ยินดังนั้นก็พลันแหงนหน้ามองกันและกัน
"โอ้? แล้วระดับพลังของหญิงสาวผู้นั้นล่ะ?" เสียงของเฉียนเฟิงหลัวเริ่มเย็นเยียบ ตนหวังว่าจะได้รับข้อแก้ตัวที่ดีจากเฉียนฮุ่ย ดังนั้นแล้วตนจึงถามเพื่อหลีกหนีความอับอายหากหญิงสาวผู้นั้นแข็งแกร่งกว่า
ทว่าคำตอบที่ออกจากปากของเฉียนฮุ่ย แทบจะทำให้เฉียนเฟิงหลัวอยากจะซื้อเต้าหู้มาผูกคอตายทันที
"แม่นางผู้นั้นมีระดับพลังที่ลมปราณโลก…ขั้นเริ่มต้น" เฉียนฮุ่ยกัดฟันกล่าวอย่างไม่เต็มใจ ใบหน้าของมันเป็สีแดงจากความละอาย
"อะไร!" ผู้าุโทั้งสามตระกูลรวมถึงผู้เฒ่าทั้งสี่จากราชวงศ์พลันอ้าปากค้าง
ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะตระหนักได้และหัวเราะออกมาอย่างหนักด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ฮ่าฮ่าฮ่า เฉียนเฟิงหลัว ไม่คาดคิดว่าตระกูลเฉียนของเ้ามิอาจเอาชนะสาวน้อยที่อ่อนแอกว่าได้ด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าตระกูลเฉียนจะมีดีแค่ปากเท่านั้น!"
