หลังจากสิ้นสุดเสียงของอู่ฟางจุน เสียงเสนอราคาก็ดังกึกก้องและถี่ยิบยิ่งกว่าเม็ดยาล้างไขกระดูกก่อนหน้านี้เสียอีก
"60 ล้านเหรียญเงิน!"
"61 ล้านเหรียญเงิน!"
"65 ล้านเหรียญเงิน!"
"68 ล้านเหรียญเงิน!"
"70 ล้านเหรียญเงิน!"
"71 ล้านเหรียญเงิน!"
"...."
ฝ่ายมหาอำนาจต่างก็แข่งขันเสนอขึ้นราคาอย่างดุเดือดอย่างไม่มีใครยอมใคร
เนื่องด้วยพวกเขาทั้งหมดได้เห็นความน่าอัศจรรย์ของยาเม็ดนี้ด้วยตาของพวกเขาเองแล้ว ดังนั้นไม่มีความจำเป็ที่จะสำรองเงินในกระเป๋าของพวกเขาอีกต่อไป
หากได้เม็ดยานี้ไว้ เส้นทางแห่งการบ่มเพาะของพวกเขาอาจจะสามารถเข้าสู่ระดับลมปราณลึกซึ้งได้ด้วยซ้ำ
มหาอำนาจส่วนใหญ่ต่างก็ติดอยู่ที่ระดับลมปราณฟ้าขั้นสมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งสิ้น และพวกเขายังติดอยู่ที่คอขวดนี้เป็เวลานาน เนื่องจากการบ่มเพาะนั้นต้องกระทำให้ผ่านไปเป็ขั้นเป็ตอน หากเร่งรีบก็มีเพียงแต่จะสูญเสียมากขึ้นเท่านั้น
การที่ต้วนมู่สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับลมปราณลึกซึ้งได้เพียงเพราะยาเม็ดเดียวได้กลายเป็ตัวจุดชนวนของการสู้ราคาในครั้งนี้ให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก
เม็ดยาที่มีอยู่ในตำนานและปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวในอาณาจักรเซวียน! ใครเล่าจะหักห้ามใจได้
อู่ฟางจุนมองดูทุกคนในห้องโถงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากจบการประมูลในครั้งนี้ ห้องโถงประมูลเฉิงเป่าจะทำกำไรได้ยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
และแล้วเวลาในการเสนอราคาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปเกือบ 10 นาที ผลลัพธ์ในครั้งนี้ก็ปรากฏเด่นชัด ผู้ที่ได้เม็ดยารวบรวมรากฐานเม็ดที่สองคือองค์ชายโม่เหวินอีกครั้ง
ความมั่งคั่งของราษฏรทั่วไปจะอยู่เหนือกว่าระดับองค์ชายได้อย่างไร? ยิ่งด้วยเขาเห็นผลกระทบด้วยตาของตัวเองแล้ว เป็เื่ปกติที่จะต้องทุ่มเทสุดตัว แม้ว่าจะต้องหยิบยืมเงินของประเทศบางส่วนก็ตาม
โดยองค์ชายโม่เหวินปิดประมูลไปที่ราคา 300 ล้านเหรียญเงิน! ราคาพุ่งสูงยิ่งกว่าราคาตั้งต้นถึงสิบเท่า!
อีกทั้งเม็ดยารวบรวมรากฐานเม็ดที่สามถูกปิดประมูลไปโดยหงเจิ้งหยวนซึ่งมันได้หยิบยืมเงินของหงเจิ้นไปเสียส่วนใหญ่
และมูลค่าของยาเม็ดในตำนานเม็ดที่สามปิดประมูลไปที่ราคา 400 ล้านเหรียญเงิน! แน่นอนว่าเหตุผลที่ราคาขึ้นสูงกว่าเม็ดที่สองเกินกว่าร้อยล้านเหรียญเงิน นั่นก็เป็เพราะหลี่ชิงหยุนใช้วิธีการเสนอราคาเช่นเดิมเพื่อผลักดันให้หงเจิ้งหยวนจำเป็ต้องเพิ่มราคาไปอีกขั้น
เขาได้สอดส่องมองไปที่การแสดงออกของหงเจิ้งหยวนอยู่ตลอดเวลา และนักปราชญ์ควรรู้ว่าเวลาใดควรกดดันและเวลาใดควรถอย ผลสรุปแล้วเม็ดยาสุดท้ายที่เขานำมาประมูลได้ประมูลไปที่ราคาสูงเสียดฟ้ากว่า 400 ล้านเหรียญเงิน!
ขณะนี้หงเจิ้งหยวนได้เม็ดยาทั้งสองชนิดไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความสามารถของมันในด้านการพัฒนาการพลังบ่มเพาะก็จะยิ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน และสามารถดูดซับพลังฉีแห่ง์และโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน
ในความเป็จริงสิ่งนี้จะไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อหลี่ชิงหยุนอย่างแน่นอน
แต่ดูเหมือนว่าหลี่ชิงหยุนจะไม่สะทกสะท้านกับเื่นี้เลยแม้แต่น้อยราวกับว่าเขาคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้หมดแล้ว อีกทั้งเขายังมองไปที่หงเจิ้งหยวนด้วยสายตาที่เยาะเย้ยถึงขีดสุด!
ไม่นานหลี่ชิงหยุนหันกลับมาสนใจกับเกี่ยวกับกำไรที่ได้รับ เขาจึงยกนิ้วขึ้นพยายามนับกำไรของเขาที่รวบรวมได้ในครั้งนี้ "หากจะนับรวมเม็ดยาทั้งหกที่ข้าได้ประมูลไป ขณะนี้ข้าคงมีประมาณ—"
"1,250 ล้านเหรียญเงิน!" เมื่อนับจำนวนเงินที่แท้จริงได้ หลี่ชิงหยุนแทบจะสลบไปทันที
จากชายหนุ่มที่มีเงินติดตัวไม่มากนัก แต่ขณะนี้เขาสามารถทำกำไรได้มากถึง 1,250 ล้านเหรียญเงิน! เพียงเพราะเม็ดยาที่เขากลั่นแค่หกเม็ดเท่านั้น!
และอีกอย่างภายในเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ จากยาจกกลับกลายเป็มหาเศรษฐีไปเสียแล้ว
สีหน้าของหลี่ชิงหยุนแสดงออกถึงความยินดีอย่างชัดเจน "ด้วยความมั่งคั่งที่ข้ามี ทั้งสองตระกูลจะได้รับทรัพยากรที่เพียงพอต่อการเข้าสู่ระดับลมปราณโลกอย่างแน่นอน"
นี่คือเหตุผลและเป้าหมายของหลี่ชิงหยุนในครั้งนี้ เขาต้องทำให้สมาชิกทั้งสองตระกูลเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้มากกว่านี้จนกว่าจะเพียงต่อการอยู่รอดในราชวงศ์
และหลี่ชิงหยุนไม่ลังเลเลยที่จะทุ่มความมั่งคั่งที่มีเพื่อให้พวกเขาได้กินอยู่อย่างสุขสบายจนกว่าเขาจะจากไป
. . .
ในห้องส่วนตัวหมายเลขสาม ผู้าุโที่ชื่อเล่ยหลันได้กลับมาหลังจากหายตัวไปเนิ่นนาน
"ลุงหลัน ได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง?" เล่ยตงเทียนจิบชาอย่างสงบพลางเหล่ตาถามเล่ยหลันด้านหลัง
เล่ยหลันก้มหน้าลงและพูดเบาๆ "นายน้อย ข้อมูลเกี่ยวกับชายที่ชื่อหยุนหวงไม่เคยปรากฏขึ้นในอาณาจักรเซวียนมาก่อน แม้แต่ฐานข้อมูลของศาลาดอกไม้ก็ไม่มีแม้แต่ร่องรอยให้สืบไปถึงตัวของเขาได้... ข้าเกรงว่าชื่อหยุนหวงนั้นต้องเป็ชื่อที่คนผู้นั้นกุขึ้นมาเท่านั้น"
"โอ้?" เล่ยตงเทียนอุทานเบาๆ พร้อมกับวางชาบนโต๊ะอย่างสงบ สีหน้าของมันปรากฏร่องรอยของการครุ่นคิดอย่างหนัก
แต่ไม่นานมันก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ลืมมันไปเถอะ ข้าเกรงว่าจุดประสงค์ของเขาอาจจะเป็สิ่งเดียวกับที่เรา้า"
เนื่องจากปรมาจารย์หยุนหวงผู้นี้แทบจะไม่สนใจสิ่งใดเลยั้แ่ต้นเว้นเพียงแต่สมุนไพรและหินลึกลับที่ราคาไม่สูงนัก อีกทั้งเขาไม่ได้ดูร้อนรนเลยแม้แต่น้อย ราวกับเขาไม่สนใจสิ่งของทั่วๆไปอย่างไรอย่างนั้น
ในทันใดนั้นเล่ยหลันก็กระซิบกับเล่ยตงเทียนอย่างแ่เบา "เช่นนั้น นายน้อย ้าให้ข้าเรียกพวกเขามาที่นี่หรือไม่?"
เล่ยตงเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง มันเข้าใจว่าเล่ยหลันหมายถึงใคร มันจึงส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย "ขณะนี้ยังไม่จำเป็ขนาดนั้น แต่หากจุดประสงค์ของปรมาจารย์หยุนหวงคือสิ่งเดียวกับเรา ข้าก็จำเป็ต้องเรียกพวกเขามาที่นี่"
ดูเหมือนว่า 'พวกเขา' ที่เล่ยหลันกล่าวถึงจะเป็หุ่นเชิดมนุษย์ทั้งสามที่มีความแข็งแกร่งระดับลมปราณลึกซึ้งที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยม
เนื่องจากทั้งสามคนอยู่ภายใต้คำสั่งของเล่ยตงเทียนโดยตรง มันจึงสามารถเรียกหุ่นเชิดมนุษย์มาที่แห่งนี้ได้ทุกขณะ
เล่ยตงเทียนยกชาขึ้นมาจิบอีกครั้งพลางถามไปที่เล่ยหลันอย่างสงสัย "ลุงหลัน ท่านสามารถมองเห็นระดับการบ่มเพาะที่แท้จริงของปรมาจารย์หยุนหวงผู้นี้ได้หรือไม่?"
แต่เล่ยหลันกลับส่ายหัวอย่างหนักและพูดอย่างตรงไปตรงมา "พูดตามตรง ข้าไม่สามารถััถึงพลังฉีในร่างของเขาได้เลย ปรมาจารย์หยุนหวงแทบจะไม่ได้เป็ผู้ฝึกฝนเลยด้วยซ้ำ"
เล่ยตงเทียนกลับพยักหน้าเบาๆ "ข้าเองก็ไม่สามารถมองผ่านระดับการบ่มเพาะของเขาได้เช่นกัน บางที่คนผู้นั้นอาจจะสวมใส่สิ่งประดิษฐ์ระดับสูงบางอย่างที่สามารถปกปิดระดับการฝึกฝนของตน..."
เมื่อประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากปากของมัน จู่ๆราวกับว่ามีสายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดเข้าที่หัวของมันอย่างจัง
เล่ยตงเทียนกลับฉุกคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในคำที่มันเพิ่งพูดออกไป นั่นคือคำว่า 'สวมใส่สิ่งประดิษฐ์'
ด้วยความทรงจำของมันเมื่อไม่นานมานี้ เล่ยตงเทียนจำได้ว่าหงเจิ้นได้มีการกล่าวถึงชายหน้ากากหยกไว้อย่างละเอียด ว่าคนผู้นั้นสามารถปกปิดระดับการบ่มเพาะของตนได้เป็อย่างดีหากเขาไม่ได้อยู่ในการต่อสู้ พลังฉีและพลังปราณของเขาจะไม่มีเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย หากชายหน้ากากหยกไม่ได้ปลดปล่อยพลังฉี ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของเขาได้!
ต่อให้ผู้ฝึกฝนระดับสูงพยายามจะปกปิดระดับการบ่มเพาะอย่างไร อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีพลังปราณบางส่วนที่สามารถััได้จางๆ นั่นคือการใช้พลังฉีเพื่อกดข่มและซ่อนการบ่มเพาะของตน การที่ปรมาจารย์หยุนหวงไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวพลังปราณเล็ดลอดออกมานั้นดูจะเป็เื่ที่ผิดปกติจนเกินความเข้าใจ
'เป็ไปได้ไหมว่าปรมาจารย์หยุนหวงผู้นี้...จะเป็คนๆเดียวกับชายหน้ากากหยกที่พวกเรากำลังตามหา?' แม้ว่าเล่ยตงเทียนจะไม่อยากจะเชื่อในข้อสันนิษฐานนี้สักเท่าใด แต่ด้วยความระแวดระวังเกี่ยวกับตัวตนของชายหน้ากากหยกทำให้สัญชาตญาณของมันยิ่งต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
หากมีข้อมูลและความสงสัยแม้เพียงเล็กน้อยมันจำเป็ต้องสืบค้นจนถึงที่สุด!
เวลาต่อมาเล่ยตงเทียนก็ตัดสินใจได้พลางกระซิบกับเล่ยหลันด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ลุงหลัน ข้ามีเื่ขอให้ท่านช่วย?"
เล่ยหลันสังเกตเห็นการแสดงออกที่จริงจังทำให้มันรู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี แต่มันก็ก้มหน้าลงและตอบกลับ "ข้าจะพยายามให้เต็มที่"
"ดี! ลุงหลัน ท่านไปสะกดรอยตามปรมาจารย์หยุนหวงผู้นั้นไว้" เล่ยตงเทียนพยักหน้าและรีบกล่าวจุดประสงค์ของมันโดยทันที
"เอ๊ะ!? นายน้อย... มันจะดีแน่หรือ? เราไม่แม้แต่จะสามารถมองผ่านระดับการบ่มเพาะของชายผู้นั้นได้ด้วยซ้ำ หากทำเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าเราได้สร้างศัตรูที่แข็งแกร่งหรอกหรือ?" สีหน้าของเล่ยหลันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมด้วยความไม่เชื่อ
[นายน้อยคิดจะสร้างศัตรูตัวฉกาจอย่างเช่นปรมาจารย์หยุนหวงจริงหรือ?]
[แม้แต่จิตสังหารของปรมาจารย์หยุนหวงเพียงอย่างเดียว ข้ายังไม่สามารถขยับตัวได้ด้วยซ้ำ!]
[นายน้อย้าส่งข้าไปตายหรืออย่างไร?]
แต่เล่ยตงเทียนส่ายหัวและรีบอธิบายเมื่อเห็นการแสดงออกของเล่ยหลัน "ข้า้าทดสอบในสิ่งที่ข้าคาดเดาไว้เท่านั้น ข้าสังหรณ์ใจว่าปรมาจารย์หยุนหวงผู้นี้อาจจะเป็ชายหน้ากากหยกที่เรากำลังตามหา"
"เอ๊ะ!" เล่ยหลันอุทานออกมาเบาๆ ในใจมันกำลังคิดตรงกันข้าม 'มันจะเป็ไปได้จริงๆหรือ? นายน้อยไม่ได้ประสาทหลอนไปเองใช่หรือไม่?'
มันรู้ดีว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาเล่ยตงเทียนได้พยายามอย่างหนักในการสืบหาตัวตนที่แท้จริงของชายหน้ากากหยก แต่หากจะให้ค้นหาไปมั่วซั่วเช่นนี้ ตระกูลเล่ยจะไม่ดึงดูดการทำลายล้างหรอกหรือ?
เมื่อเห็นผู้ใดที่น่าสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย เล่ยตงเทียนกลับสั่งการอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ หากปรมาจารย์หยุนหวงไม่ใช่ชายหน้ากากหยกจริงๆเล่า? เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลเล่ยจะต้องรับความโกรธเกรี้ยวจากเทพเ้าสังหารผู้นี้ไม่ใช่หรอกหรือ?
แต่สุดท้ายแล้วเนื่องจากเป็คำสั่งจากเล่ยตงเทียน ต่อให้เล่ยหลันต้องตายในกระบวนการนี้ มันมีแต่ต้องทำเท่านั้น มันจึงตัดสินใจรับทำภารกิจในครั้งนี้ทันที "เช่นนั้น…นายน้อย้าให้ข้าทำอะไรกับมันบ้าง?"
เล่ยตงเทียนยิ้มจางๆ จากนั้นมันจึงอธิบายแผนการให้กับเล่ยหลันได้ทราบ "หลังจากเขาออกจากห้องโถงประมูลแล้ว ให้สังเกตการณ์และหลอกล่อให้ปรมาจารย์หยุนหวงผู้นั้นโจมตีให้ได้ และหากปรมาจารย์หยุนหวงสามารถตอบโต้ท่านได้ และเขาเป็ปรมาจารย์ระดับลมปราณลึกซึ้งจริงๆ ให้หลบหนีทันทีโดยไม่ต้องคิดสิ่งอื่นใดอีกต่อไป"
"แต่ถ้าหากปรมาจารย์หยุนหวงไม่สามารถตอบโต้ท่านได้ และเขาไม่ได้อยู่เกินกว่าระดับลมปราณลึกซึ้ง ให้รีบจับตัวเขาไว้ทันที! หากทำไม่ได้ก็แค่สังหารมันซะ!" เสียงที่เด็ดขาดของเล่ยตงเทียนดังขึ้นพร้อมกับส่งหยกสีม่วงให้แก่เล่ยหลัน
แผนของเล่ยตงเทียนถือเป็แผนการที่ชาญฉลาดยิ่งนัก หากปรมาจารย์หยุนหวงผู้นี้ไม่ใช่ชายหน้ากากหยกจริงๆ ตระกูลเล่ยเองก็ยังมีที่ว่างให้ถอยกลับอย่างปลอดภัยโดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของเล่ยหลันได้
เมื่อเห็นหยกสีม่วงในมือของเล่ยตงเทียน เล่ยหลันก็อุทานอย่างประหลาดใจ "นายน้อย... นี่คือหยกหลบหนีของนายน้อยเองมิใช่หรอกหรือ?"
เล่ยหลันประหลาดใจเล็กน้อยที่เล่ยตงเทียนกล้าตัดสินใจที่บ้าระห่ำเช่นนี้ หยกชิ้นนี้เป็สิ่งที่สั่งทำเพื่อเล่ยตงเทียนโดยเฉพาะ และมีเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ด้วยหยกหลบหนีระดับสูงนี้ จะสามารถนำพามันกลับไปที่ตระกูลเล่ยที่ได้ตั้งค่าไว้ได้อย่างปลอดภัย
"ถูกต้อง นี่ก็เพื่อกรณีที่เขาไม่ใช่ชายหน้ากากหยก ดังนั้นชีวิตของท่านสำคัญที่สุด แค่หลบหนีให้ได้ก็เป็พอ..." แต่เล่ยตงเทียนไม่ได้ให้แค่หยกหลบหนีเท่านั้น มันยังยื่นบางสิ่งให้กับเล่ยหลันอีกด้วย "และอีกอย่างนำสิ่งนี้ไปด้วย นี่คือไพ่ตายที่ข้าเตรียมไว้สำหรับชายหน้ากากหยกโดยเฉพาะ หากปรมาจารย์หยุนหวงคือชายหน้ากากหยกจริงๆ ให้เปิดใช้งานสิ่งนี้ทันที"
เมื่อเห็นสิ่งของที่เล่ยตงเทียนส่งมา เล่ยหลันก็อดไม่ได้ที่จะอุทานอีกครั้งด้วยความไม่เชื่อ "นายน้อย เราจำเป็ต้องใช่สิ่งนี้จริงๆหรือ?"
แต่เล่ยตงเทียนแค่พยักหน้าอย่างเด็ดขาดและยิ้มอย่างชั่วร้าย "ถูกต้อง หากคนผู้นั้นเป็ชายหน้ากากหยกจริงๆ เขาต้องมีสมบัติเชิงมิติที่สามารถใช้หลบหนีได้ตลอดเวลา แต่ด้วยสิ่งนี้ทางหนีของเขาจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และเขาไม่สามารถหลบหนีได้อีกต่อไป!"
"ที่สำคัญท่านควรปกปิดตัวตนให้มิดชิด และห้ามใช้ทักษะของตระกูลเล่ยจนกว่าจะยืนยันตัวตนของเขาได้ อีกอย่างห้ามใช้ทักษะิญญากับเขาเด็ดขาด!" เล่ยตงเทียนย้ำคำสั่งกับเล่ยหลันอีกครั้งอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ฉู่หยางที่เป็หุ่นเชิดมนุษย์ระดับลมปราณลึกซึ้งก็ยังต้องพลาดท่าสูญเสียพลังิญญาบางส่วนให้กับกระบี่ที่น่าสะพรึงของชายหน้ากากหยกไป หากเล่ยหลัน้าต่อสู้ด้วยพลังิญญากับชายหน้ากากหยก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโอกาสในการสังหารชายหน้ากากหยกนั้นแทบจะไม่มีเลย
กระบี่ที่สามารถดูดกลืนแม้กระทั่งจิติญญาของผู้ฝึกฝนระดับลมปราณลึกซึ้ง แค่คำนี้เพียงคำเดียว เล่ยตงเทียนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบแล้ว
ดังนั้นมีเพียงแค่พลังปราณที่เหนือกว่าเท่านั้นที่จะสามารถรับประกันความตายของชายหน้ากากหยกได้
เนื่องจากเล่ยหลันเป็ผู้าุโที่มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งของตระกูลเล่ยอยู่แล้ว รวมเข้ากับสิ่งของบางอย่างที่มันเพิ่งมอบให้กับเล่ยหลันก่อนหน้านี้ เล่ยตงเทียนสามารถมั่นใจได้ว่าหากปรมาจารย์หยุนหวงคือชายหน้ากากหยก โอกาสรอดของเขามีไม่ถึงเศษเสี้ยวหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ!
เล่ยหลันอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเมื่อฟังแผนการของเล่ยตงเทียน มันต้องยอมรับว่าเล่ยตงเทียนได้วางแผนสำหรับทางหนีไว้เป็อย่างดี
จากนั้นเขาก้มหน้าลงและพูดอย่างสุภาพ "เช่นนั้น ข้าจะไปเตรียมการทันที"
เงาของเล่ยหลันหายไปจากห้องหมายเลขสาม เหลือไว้เพียงแค่เล่ยตงเทียนที่กำลังแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย "ปรมาจารย์หยุนหวง หากเ้าคือชายหน้ากากหยกจริงๆ เ้าถูกลิขิตให้ตายในวันนี้!... แม้แต่พระเ้าก็ไม่สามารถช่วยเ้าได้ ฮ่าๆๆ!" เล่ยตงเทียนหัวเราะอย่างสะใจราวกับว่าสิ่งที่มันสันนิษฐานนั้นจะกลายเป็ความจริงไปแล้ว
. . .
บนเวทีอู่ฟางจุนโบกมือเรียกพนักงานนำรายการต่อไปออกมา บนโต๊ะกลางเวทีปรากฏกล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สลักอย่างงดงาม "ทุกท่าน รายการต่อไปคือแก่นแท้ของพญาอสรพิษัซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับ 7 ที่มีสายเืของับริสุทธิ์ ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าสัตว์อสูรที่มีสายเืของันั้นหายากเพียงใด และเืัเป็ยาชูกำลังชั้นดีในการะเิพลังฉีออกมาได้ใน่เวลาคับขัน หากผู้ใดสามารถกลั่นแก่นแท้ของพญาอสรพิษัได้ ความแข็งแกร่งโดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับถัดไปได้ทันที"
เืของับริสุทธิ์นั้นนับว่าเป็สิ่งของหายากมากในสองอาณาจักร เนื่องจากเผ่าัที่แท้จริงเคยปรากฏอยู่ในหนังสือตำนานเท่านั้น ยังไม่มีผู้ใดเคยเห็นหรือัักับเผ่าัที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย
ในตำนานจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างกล่าวขานกันว่า ในอดีตมีเผ่าอสูรทั้งหมดสี่เผ่าที่เป็ผู้ปกครองโลกแห่งสัตว์อสูร อีกทั้งยังเป็เผ่าต้นกำเนิดของสัตว์อสูรทุกสายพันธุ์
ซึ่งได้แก่ เผ่าั เผ่าหงสา เผ่าพยัคฆ์ขาวและเผ่าเต่าดำ ทั้งสี่เผ่าต่างเป็เผ่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร และทั้งสี่เผ่าถูกเรียกขานว่า 'สัตว์อสูรสายเืโบราณ'
และเผ่าันับว่าเป็เผ่าที่มีร่างกายและพละกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดและยังเป็เผ่าที่หายากที่สุดด้วยเช่นกัน
ดังนั้นสัตว์อสูรที่มีสายเืของัที่แท้จริงนั้นไม่สามารถค้นหากันได้ง่ายๆ เนื่องจากพวกมันมีสติปัญญาที่ชาญฉลาดและสามารถหลบหลีกจากสถานการณ์ที่เสี่ยงตายถึงชีวิตได้
การที่แก่นแท่ของสัตว์อสูรระดับ 7 ที่มีสายเืัปรากฏขึ้นเช่นนี้ นับว่าเป็ของหายากอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่การดื่มเืแก่นแท้ของัยังช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
"เผ่าอสรพิษั?" หลี่ชิงหยุนเอามือยันคางและมองไปที่กล่องไม้สลักบนโต๊ะพลางพึมพำเบาๆอย่างสนใจ
เผ่าอสรพิษันับว่าเป็เผ่าที่อันตรายอย่างมากในบรรดาสัตว์อสูรที่ไม่ใช่สายเืโบราณที่แท้จริง เนื่องจากพิษของมันได้กลั่นมาจากแก่นแท้เืของัที่แท้จริง โอกาสในการแก้พิษของเผ่าอสรพิษัแทบจะกลายเป็ศูนย์!
ยังมีข้อมูลบางส่วนกล่าวไว้ว่า พิษของอสรพิษัยังเป็พิษระดับสูงที่หายากและใช้กันอย่างแพร่หลายในอาณาจักรนภาโดยมือสังหารและนักฆ่าระดับสูง
เนื่องด้วยเหตุที่ว่าไม่มียาชนิดใดที่สามารถใช้แก้พิษสำหรับเผ่าอสรพิษันี้ได้
พิษของมันทำหน้าที่ซึ่งคล้ายกับน้ำกรดที่สามารถกัดกร่อนและทำลายเนื้อเยื่อให้กลายเป็ของเหลวสีดำได้เพียงแค่ไม่ถึงสามลมหายใจ!
และผู้ที่ได้รับพิษในปริมาณมากก็จะเสียชีวิตทันที!
ดังนั้นหากแก่นแท้ของอสรพิษัไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ฝึกฝนวิชาพิษที่แข็งแกร่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นั้นจะกล่าวขานได้ว่า 'ไร้เทียมทาน!'
