ไทเฮามองสายตาซ่งอี้เฉินและรู้สึกภูมิใจมาก กลับไม่ได้บอกเขาอย่างชัดเจน พระนางแค่แย้มยิ้มและตบมือของเขาแล้วตรัสว่า “ในโลกนี้ไม่มีเพื่อนแท้ตลอดไปและไม่มีศัตรูถาวร ฮ่องเต้ควรจะเช้าใจจุดนี้นานแล้ว”
ซ่งอี้เฉินพยักหน้าด้วยท่าทีตกประหม่าและตอบรับคำ
เขาเข้าใจสิ่งที่ไทเฮากำลังกล่าวถึง
เขากับตระกูลอวิ๋น เขากับอวิ๋นอู๋เหยียน ก็เป็เช่นนี้มิใช่หรือ? หากไม่มีตระกูลอวิ๋น เขาไม่สามารถนั่งบนบัลลังก์นี่ได้เลย ทว่าก็เป็เขาเองอีกนั่นแหละ ที่ทำลายล้างตระกูลอวิ๋น
ไทเฮาทรงรับสั่งให้ซ่งอี้เฉินอยู่เสวยพระกระยาหารที่ตำหนักอี้คุนก่อนแล้วค่อยกลับไป
แม่นมซูเดินเข้ามาช่วยไทเฮาเดินย่อยอาหาร สายตาเต็มไปด้วยความกังวลใจ
“ซูเอ๋อร์เ้ากังวลเื่อันใดหรือ?” ไทเฮาถามทันที
แม่นมซูสะดุ้งเล็กน้อยแล้วทูลว่า “ปิดไทเฮาไม่ได้จริงๆ ”
“เ้ากับข้าอยู่ร่วมกันมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว อายเจียจะไม่รู้ได้อย่างไร?” ไทเฮาตรัสว่า “พูดมาเถิด มีสิ่งใด?”
แม่นมซูลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วทูลว่า “บ่าวเป็กังวลเกี่ยวกับฝ่าาเพคะ”
“เ้าคิดว่าฮ่องเต้ไม่คู่ควรกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้หรือ?” ไทเฮาพูดตรงเป้า แม่นมซูใมากจนคุกเข่ารับผิด ไทเฮาทรงยื่นมือประคองนางขึ้น และทรงตรัสอย่างจำยอม “เ้ากับอายเจียไม่ต้องมากพิธีเช่นนี้”
แม่นมซูไม่กล้าจริงจังกับคำพูดนี้ นางแค่พยักหน้า และได้ยินไทเฮาถามว่า “บอกอายเจียหน่อย ฮ่องเต้เป็อย่างไร?”
แม่นมซูครุ่นคิดคำพูดอย่างถี่ถ้วนและตอบคำถามอย่างระมัดระวัง “บ่าวเกรงว่าฮ่องเต้จะต้องใช้เวลาเรียนรู้หลายปีกว่าที่พระองค์จะว่าราชกิจได้อย่างเต็มที่ หากไทเฮาวางมือเร็วเกินไป เกรงว่าไม่ค่อยดีนักเ้าค่ะ”
ไทเฮาหัวเราะเบาๆ มองนางด้วยท่าทางที่มีความหมาย “แม่นมซูกังวลเกินไป สมแล้วที่เป็ความรักลึกซึ้งระหว่างมารดากับบุตรจริงๆ”
แม่นมซูสีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบคุกเข่าโคกศีรษะทันทีแล้วทูลว่า “บ่าวไม่เคยคิดมากเกี่ยวกับเื่นี้เลย บ่าว......”
“ลุกขึ้นเถิด เ้ากับอายเจียลงเรือลำเดียวกันแล้ว เ้าติดตามอายเจียมาหลายปี อายเจียรู้ดีว่าเ้าภักดีหรือไม่ นอกจากนี้แม้จะไม่ใช่ทำเพื่ออายเจียก็ตาม เ้าก็ต้องทำเพื่ออีกคนหนึ่ง” น้ำเสียงไทเฮาราบเรียบไม่ผันผวนเลยสักนิด นางตรัสน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฮ่องเต้เป็โอรสโดยสายเืของอายเจีย อายเจียย่อมสนับสนุนแน่นอน เ้าไม่ต้องกังวลเกินไป”
“ทว่าฮ่องเต้ยังเยาว์เกินไปจริงๆ หากไทเฮาทรงวางมือเสียตอนนี้ เกรงว่าพระองค์คงไม่สามารถชนะเสียนอ๋องและองค์หญิงใหญ่ได้เลยเ้าค่ะ” แม่นมซูรู้สึกว่าแผ่นหลังนางเต็มไปด้วยเม้ดเหงื่อ นางยังแสดงท่าทางบ่าวกับเ้านายได้อย่างเหมาะสม ในสายตาของไทเฮา จงรักภักดีเสมอมา ไม่คิดเป็อื่น
“เื่นี้ อายเจียจัดการเื่นี้ได้ ในอนาคตสุดท้ายฮ่องเต้ก็ต้องว่าราชกิจด้วยตนเอง อายเจียย่อมไว้วางใจเขามากกว่าคนอื่น เ้าไม่จำเป็ต้องกังวลเกี่ยวกับเื่นี้” ไทเฮาพูดแช่มช้า จังหวะก้าวเดินไม่หยุด แม่นมซูประคองพระนางตลอดทาง รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ แอบด่าตัวเองว่าพูดมากเกินไป
“ทว่าสิ่งที่เ้าพูดเมื่อบ่ายวันนี้ถูกต้องแล้ว ช่วยอายเจียพูดกับฮ่องเต้ อายเจียมองออกว่าพระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์หญิงใหญ่จริงๆ ทว่าหากให้ิชิ่งเชื่อฟังมากขึ้น ยังต้องให้ฮ่องเต้ออกหน้า อย่างไรแล้วอายเจียก็เป็สตรีฝ่ายใน” ไทเฮาตรัสพลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงจันทร์ทอแสงเย็นสบายราวกับผ้าห่อหุ้มความเศร้าโศกของพระนาง
หากตอนนั้นลูกในครรภ์ของนางปกติดี นางไม่มีทางวางแผนและกังวลใจเช่นนี้ด้วย?
บางทีทั้งหมดนี้อาจจะเป็โชคชะตา!
......
เมื่อซ่งอี้เฉินกลับมาที่งานเลี้ยงวันประสูติ บรรดาขุนนางต่างก็เมามายได้พอสมควรแล้ว นางสนมต่างก็แยกย้ายกันกลับไปแล้ว ทว่าองค์หญิงใหญ่ยังอยู่ในงาน ยังพัวพันขับขานบทกวีอยู่กับจวินอู๋เสีย
จวินอู๋เสียสีหน้าดูเหนื่อยล้า ทว่าไม่ได้แสดงท่าทีอดกลั้น ทว่าซ่งอี้เฉินมองเห็นท่าทางห่างเหินของเขาเช่นกัน
องค์หญิงใหญ่ชื่นชอบเขาแล้ว ทว่าซ่งอี้เฉินไม่สนใจเื่นี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจวินอู๋เสียอยู่ในแคว้นเซวียน ไม่เคยมีผู้ใดสนใจเขาจริงจัง และยังรอดชีวิตมาจนถึงป่านนี้ แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา
ตอนนี้องค์หญิงใหญ่เข้ามาพัวพันกับเขาแล้ว ซ่งอี้เฉินไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปแทรก เขา้าเห็นว่าจวินอู๋เสียมีความสามารถมากเพียงใด จะเป็บุรุษบำเรอผู้ใต้บังคับบัญชาขององค์หญิงใหญ่? หรือจะเป็ดวงิญญาเร่อนจากคมดาบของไทเฮา หรือเป็ขุนนางในราชสำนักของเขา
เมื่อซ่งอี้เฉินคิดถึงเื่นี้ก็หยิบจอกสุราขึ้นมาดื่มกับบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ ไม่ว่าไทเฮามีความตั้งใจแอบแฝงอย่างไรที่มอบกรมโยธาและกรมการคลังให้เขา เขาก็ได้ทั้งสองกรมนี้อยู่ในมือแล้ว ต่อไปหากคิดจะทำสิ่งใดก็จะสะดวกมากขึ้น
องค์หญิงใหญ่มองซ่งอี้เฉินด้วยหางตาโดยรู้อยู่ในใจว่าซ่งอี้เฉินกลับมาจากเข้าเฝ้าไทเฮา นางคิดว่าพระอนุชาคนนี้ของนางต้องรีบบอกปัดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นอน
เหมือนว่าพระอนุชาคนนี้ของนางไม่ได้ลึกซึ้งอย่างที่ข่าวลือเขาพูดกัน เหมือนจะเอ้อระเหยลอยชายด้วยซ้ำ ทว่าไม่รู้ว่าไทเฮาจะเชื่อหรือไม่ และเชื่อมากเพียงใด สำหรับองค์หญิงใหญ่แล้วไทเฮาจะเชื่อหรือไม่นั้น อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้เริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นแล้ว
องค์หญิงทรงอารมณ์ดีมาก วันนี้นางชนะหนึ่งกระดานและยืนยันข่าวนี้ ขณะนี้บุรุษหนุ่มรูปงามอยู่ตรงหน้านาง ทุกเหมือนความจริงที่มากเกินความจริง ทว่าองค์หญิงใหญ่รู้ดีว่าทุกสิ่งอย่างนี้เป็ของนาง แต่ไหนแต่ไรก็เป็ของนาง
“อู๋เสีย ทักษะการเล่นพิณของเ้ายอดเยี่ยมมาก ทำให้เราประหลาดใจเหลือเกิน” องค์หญิงใหญ่ขยับโต๊ะเข้าไปใกล้พิณ นางหันหน้าไปมองนิ้วเรียวยาวเหมือนดั่งหยกสีขาวของเขาพลิ้วไหวไปตามสายพิณ รู้สึกหลงใหลได้ปลื้ม
“อยู่แคว้นเซวียนแปดปี หากกระหม่อมไม่หาสิ่งใดทำ ชีวิตกระหม่อมคงจะน่าเบื่อมากพ่ะย่ะค่ะ” จวินอู๋เสียพูดน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่มีปิดบัง
“เ้าใช้ชีวิตอยู่ที่แคว้นเซวียนเป็อย่างไรบ้าง?” องค์หญิงใหญ่พบบางอย่างผิดปกติในคำพูดของเขาและจงใจถาม
“ด้วยความเมตตาของฝ่าา กระหม่อมใช้ชีวิตในแคว้นเซียนสุขสบายดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาให้การรับรองเหมือนองค์ชาย ไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่กระหม่อมไม่้าใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและฝันร้าย นอกจากนี้สุขภาพของกระหม่อมไม่ดีมาโดยตลอด หมอหลวงบอกว่ากระหม่อมห้ามเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ก็เลยเลือกงานอดิเรกเหล่านี้ให้กระหม่อม เพื่อกล่อมเกลาสภาพจิตใจพ่ะย่ะค่ะ”
นิ้วจวินอู๋เสียยังคงไหลลื่นพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ เสียงเพลงอันไพเราะก็ดังอยู่รอบบริเวณ ครั้นเมื่อเทียบกับขี้เมาหลายคนในงามเลี้ยง เขาเปรียบเหมือนนกกระเรียน สง่างามหนักแน่น ไม่ออกนอกกรอบเลยสักนิด
องค์หญิงใหญ่เห็นแล้วรู้สึกคันไม้คันมือ แทบอยากจะฉีกเสื้อผ้าของเขาออก เพื่อจะดูว่าสภาพอาการคลุ้มคลั่งของเขาจะเป็เยี่ยงไรป ทว่านางก็กลัวที่จะทำลายผิวหน้าที่หล่อเหลาคมสันนี้ จึงยอมอ่อนโยนและสอบถามว่า “องค์ชายจวิน้ากลับไปราชวงศ์ใต้หรือไม่?”
จวินอู๋เสียไม่มีความลังเล ทว่าสีหน้าแสดงถึงอารมณ์ขัดแย้ง เขาพูดเสียงเบา “องค์หญิงถามคำถามเช่นนี้ กระหม่อมไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ยากอันใด พูดตามที่ใจ้า”
จวินอู๋เสียเหมือนจะได้รับแรงสนับสนุน ค่อยๆ พูดออกมา “ตำแหน่งของกระหม่อมในเวลานี้ทำให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ในฐานะตัวประกันต่างแคว้น กระหม่อมย่อมหวังจะกลับไปราชวงศ์ทางใต้ให้เร็วที่สุด ทว่าในฐานะองค์ชายรัชทายาท กระหม่อมกลับยังไม่อยากกลับไปพ่ะย่ะค่ะ สถานการณ์ราชวงศ์ใต้ในปัจจุบันเป็อย่างไร ไม่รู้ว่าเหตุใดเสด็จพ่อของกระหม่อมยังไม่ส่งข่าวมา ทั้งหมดนี้กระหม่อมไม่รู้เลยสักนิด หลังจากกระหม่อมกลับไปแล้วจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ไม่มีผู้ใดรู้เลย ในใจกระหม่อมรู้สึกหวาดกลัวพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อองค์หญิงใหญ่ได้ยินเขาพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางแย้มยิ้มสดใสและลึกซึ้งขึ้นมาก จวินอู๋เสียดูแล้วไร้เดียงสา เกรงว่าราชวงศ์ใต้จะไม่้าเขาแล้ว ทว่าเขากลับยังเพ้อฝัน ช่างน่าสงสารและน่าขบขันยิ่งนัก ครั้นเมื่อดูใบหน้านั้น สิ่งน่าขบขันกลายเป็ความสงสาร และพูดว่า “หากเราจะบอกว่าสามารถช่วยเ้ากลับไปได้เ้าจะคิดลังเลอยู่อีกหรือไม่?”
จวินอู๋เสียเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงด้วยความประหลาดใจ พูดโพล่งออกมา “จริงหรือ?”