ฉินอวี่ที่กำลังร่วงตกลงมา ััได้ถึงพลังการทำลายล้างที่น่ากลัวเป็อย่างยิ่ง ราวกับว่ากำลังจะฉีกตนเองทั้งเป็ออกเป็ชิ้นๆ
“นั่นคือวจนะเต๋า!” ฉินอวี่ใ นึกไม่ถึงว่าผู้าุโจะเคยใช้วจนะเต๋ามาก่อนเสียชีวิต เขาไม่ได้หลบเลี่ยง แต่กลับยกระดับเพลิงมรณะในร่างกายให้ถึงจุดสูงสุด ปกคลุมไปทั่วร่าง ตกลงมาอย่างสุดกำลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวจนะเต๋า ย่อมไม่อาจปกปิด หรือหลบเลี่ยงได้!
“ตูม ตูม ตูม!”
เสียงะเิดังขึ้นอย่างหนัก ฉินอวี่ตกลงมาราวกับดาวตกกระแทกเข้าใส่ม่านพลังอย่างจัง ร่างกายที่โชกไปด้วยเือยู่แต่เดิมเริ่มแตกออกทีละส่วน เืสาดกระเซ็นออกมา กระดูกแตกร้าว
าแในร่างกายมีความรุนแรงอย่างมาก แต่ล้วนเกิดเป็พลังบริสุทธิ์ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของวิชาปีศาจคลั่ง และพวยพุ่งเข้าสู่ร่างกายราวกับอสูรร้ายแห่งา ฉินอวี่ที่ตกกระแทกกับม่านพลังได้ระงับความเ็ปเอาไว้ และพลิกตัวะโขึ้นไปในอากาศ ขาทั้งสองข้างยืนอยู่กลางอากาศราวกับยืนอยู่บนพื้นราบ ร่างกายของเขาเปล่งประกายแสงสีแดงอ่อนที่ผสานไปด้วยสายฟ้าและเพลิงมรณะ เกิดเป็เปลวไฟลุกโชนเผาผลาญม่านพลังที่อยู่กลางอากาศ
สายตาของฉินอวี่มองไปยังชายชราที่อยู่บนศีรษะของเถาอู้ ความตกตะลึงในใจของฉินอวี่ก็ไม่อาจระงับลงได้เป็เวลานาน เขานึกไม่ถึงว่าเขาจะพบกับผู้แข็งแกร่งที่ฝึกฝนวจนะเต๋าในตำนานในที่แห่งนี้ และยิ่งนึกไม่ถึงเลยว่า นี่จะเป็เพียงพยนต์มรณะอีกหนึ่งตนด้วย
คนตายไปแล้วคนหนึ่ง จะสามารถใช้พลังของวจนะเต๋าได้อย่างไร? อีกอย่าง แค่คำว่า “มรณะ” ที่อยู่กับเขาก็เต็มไปด้วยพลังแห่งความตายมิใช่หรือ? หรือว่า ชายชราคนนี้จะเคยมีวิถีมรณะเมื่อตอนยังมีชีวิต?
วจนะเต๋า นี่คือความเข้าใจเต๋าในขั้นสูงสุด ซึ่งเป็การทำให้พลังแห่งเต๋าแทรกรวมเข้าไปในเสียงพูด จนพัฒนาไปเป็การโจมตีรูปแบบหนึ่ง
ด้วยในคำว่า “มรณะ” หนึ่งคำของชายชราผู้นี้มีอานุภาพพลังมรณะ ซึ่งจะเห็นได้จากเขามีความเข้าใจวิถีแห่งเต๋าได้ในระดับสูงสุด หากไม่ใช่เพราะมีเพลิงมรณะติดตัว ฉินอวี่คงต้องถูกสังหารเพราะการโจมตีในครั้งนี้เป็แน่!
เมื่อมองดูอาการาเ็ภายในร่างกาย ฉินอวี่ก็รู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในร่างกายของตนเอง ฉินอวี่สงบจิตใจนิ่งไว้เหมือนน้ำ มีความคิดผุดขึ้นมากมาย เขาสังเกตเห็นความแตกต่างทางสายตาของสวี่กวนเซิงที่มองมายังตนเอง และสามารถคาดเดาได้ทันทีว่าสวี่กวนเซิงต้องวางแผนเอาไว้เช่นนี้ และสิ่งที่เขาปรารถนาคือหัวใจเพลิงมรณะ ดังนั้น ต่อให้ตนเองยอมแพ้ เช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องมีสักวันที่จะต้องต่อสู้กันอย่างเอาเป็เอาตาย
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ฉินอวี่กลับ้าทดสอบความแน่วแน่ของสวี่กวนเซิง เมื่อมีวิชาปีศาจคลั่งอยู่กับตัว ฉินอวี่จึงมีความตั้งใจให้สวี่กวนเซิงแสดงพลังทั้งหมดของตนเองออกมา!
ฉินอวี่ไม่รู้ว่าตอนนี้ในใจของสวี่กวนเซิงกำลังใอยู่ขนาดไหน เขามองฉินอวี่ที่กำลังลอยอยู่ตรงหน้า ด้วยดวงตาทั้งสองที่เบิกโพลง
ยังไม่ตาย?
เป็ไปได้อย่างไรกัน?
หัวใจของสวี่กวนเซิงเกิดปั่นป่วนไปด้วยความใ ขณะที่ทำการสร้างพยนต์มรณะ เขาเคยได้รับจิตเทวะที่แตกสลายของ่เวลาก่อนเสียชีวิตจากชายชราคนนี้มาแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เริ่มเห็นการกระทำก่อนตายของผู้าุโก่อนตายเป็อย่างดี ซึ่งรวมถึงการโจมตีที่ภูมิใจของชายชราคนนี้ด้วย
วิธีการเช่นนี้ ถูกเรียกว่าวจนะเต๋า
ครั้งนี้ สวี่กวนเซิงยังคงอยู่ในสภาวะของความหวาดกลัว และเขากลับเลือกใช้วจนะเต๋า หลายปีมานี้ ในระดับเดียวกันไม่มีผู้ใดที่สามารถบีบบังคับให้ตนเองต้องใช้งานวจนะเต๋าของพยนต์มรณะได้เลย แต่สวี่กวนเซิงก็เคยใช้มันกับผู้ฝึกตนขั้นเทพ์คนหนึ่ง จนร่างกายะเิและเสียชีวิตไปทันที
ขณะที่พยนต์มรณะตนนี้กำลังจะอ้าปาก สวี่กวนเซิงเองก็มีความกังวลอยู่ว่าฉินอวี่จะตายหรือไม่ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่ไม่เพียงมีชีวิตรอด แต่กลับ... มีพลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากลัว และเป็ความน่ากลัวที่ทำให้ตนเองถึงกับใจสั่น
ก่อนที่สวี่กวนเซิงจะตื่นขึ้นจากความคิดของตนเอง ก็ต้องใเพราะฉินอวี่อีกครรั้ง เพราะเขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า ่เวลาเพียงสั้นๆ ที่เขากำลังครุ่นคิด พลังปราณของฉินอวี่จะเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้ และไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าเขาจะรับการโจมตีจากวจนะเต๋าของพยนต์มรณะได้ ฉินอวี่ไม่ตายแต่กลับแข็งแกร่งมากขึ้น
“นี่มันเื่อะไรกัน? ยิ่งาเ็สาหัส พลังปราณของเขายิ่งแข็งแกร่งหรือ?”
สวี่กวนเซิงมองฉินอวี่อย่างหวาดกลัว ในใจของเขาว้าวุ่นอยู่เป็เวลานาน เดิมทีเขาคิดว่าตนเองคงจะสังหารหลี่โหย่วฉายได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อหันกลับมองอีกครั้ง สวี่กวนเซิงจึงรู้สึกว่าตนเองดูแคลนหลี่โหย่วฉายคนนี้มากเกินไป หากไม่ใช่เพราะมีพยนต์มรณะที่แข็งแกร่ง สวี่กวนเซิงก็คงไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก
“แย่แล้ว!” สวี่กวนเซิงที่กำลังใเริ่มรู้สึกตื่นกลัวมากขึ้นเมื่อรู้สึกถึงการหายตัวไปของฉินอวี่ ความรู้สึกอันตรายได้ปกคลุมไปทั่วร่างกาย สีหน้าของสวี่กวนเซิงเริ่มดุร้ายขึ้น สายตาเริ่มเต็มไปด้วยความดิ้นรน หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ของเขากำลังยากลำบากมากขึ้น สวี่กวนเซิงคงคิดจะสังหารฉินอวี่จริงๆ!
“ป้องกัน!”
ภายใต้การอุทานของสวี่กวนเซิง ชายชราระดับเขตแดนเต๋าก็เริ่มเอ่ยปากอีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะเอ่ยวาจาที่ติดตามออกมา และก่อนที่เสียงจะตกลงมายังพื้นดิน ก็รวมตัวเป็เกราะป้องกันสวี่กวนเซิงและปกคลุมไปทั่วทั้งตัวของเถาอู้ที่อยู่ใต้เท้าของเขา
“เปรี้ยง ตูม ตูม!”
ในขณะที่ม่านแสงปรากฏขึ้นมา ลำแสงหมัดแต่ละสายก็เป็ดั่งก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตกลงในทะเลสาบอันเงียบสงบ กระแทกใส่ม่านแสงอย่างต่อเนื่อง จนม่านแสงเกิดปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
สวี่กวนเซิงจ้องไปยังม่านแสงที่เหมือนดั่งคลื่นทะเลยามผจญพายุใหญ่ด้วยความหวาดผวา แรงสั่นะเือย่างหนักหน่วงก่อให้เกิดเสียงดังก้องในหูทั้งสองข้างของสวี่กวนเซิง นี่ทำให้จินตนาการได้เลยว่าพลังที่เกิดขึ้นนี้มีความรุนแรงมากแค่ไหน หากใช้กายเนื้อเข้าสกัดกั้น สวี่กวนเซิงไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อยว่าจะสามารถต้านทานการโจมตีของฉินอวี่ได้
ผมสีขาวถูกย้อมด้วยสีแดงดั่งโลหิต ฉินอวี่เป็ดั่งเทพสังหารที่โจมตีม่านแสงนี้อย่างบ้าคลั่ง พยายามจะทุบทำลายม่านแสงให้แตกออก หมายจะสังหารสวี่กวนเซิง
เขาในตอนนี้เหลืออีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะเข้าสู่สภาวะของปีศาจคลั่ง!
“หลี่โหย่วฉาย เ้าอยากตายนักหรือ?” สวี่กวนเซิงใอย่างหนัก หากเป็เช่นนี้ต่อไป ม่านแสงนี้คงจะต้านทานได้ไม่นานนัก เมื่อมองไปยังฉินอวี่ที่กำลังโจมตีอยู่อย่างบ้าคลั่ง ในใจของสวี่กวนเซิงก็เปี่ยมไปด้วยพลังการสังหารที่เต็มอัตรา แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยคิดเช่นนั้น แต่ทั้งสองคนมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งมีความโกรธและริษยา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสั่นไหว!
หลายปีมานี้ ไม่มีผู้ใดในระดับเดียวกันที่สามารถทำให้สวี่กวนเซิงใกลัวได้ถึงเพียงนี้
สวี่กวนเซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ภายในความคิดของเขา พยนต์มรณะระดับเขตแดนเต๋าได้ลืมตาที่ไร้ความรู้สึกนั่นอีกครั้ง ปากอันแก่ชราและเหี่ยวแห้งถูกยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะเอ่ยคำอะไรออกมา
สวี่กวนเซิงที่กำลังจ้องเขม็งไปทางฉินอวี่ด้วยสีหน้าที่ดิ้นรนเป็อย่างยิ่ง เขาไม่กล้า ไม่กล้าที่จะสังหารฉินอวี่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวผู้เฒ่าร้องไห้ แต่เป็เพราะกลัวว่าหลังจากฉินอวี่ตายไป ตนเองจะไม่มีวันได้หัวใจเพลิงธรณี แต่หากไม่สังหารฉินอวี่ในตอนนี้ ก็มีลางสังหรณ์ว่าในอนาคต การสังหารฉินอวี่คงเป็เื่ยากยิ่งนัก หรืออาจจะ... ได้เห็นฉินอวี่กลายเป็ผู้เป็ใหญ่
“ข้า... ข้ายอมแพ้!” หลังจากคิดจะขัดขืนอยู่นาน สวี่กวนเซิงก็เอ่ยคำพูดไม่มีคำนี้ออกมาพร้อมใบหน้าที่แข็งทื่อ!
และในวินาทีสุดท้าย สวี่กวนเซิงจึงเลือกจะประนีประนอม เลือกที่จะอดทนไว้ก่อน เพื่อหัวใจเพลิงธรณี เขาจะไม่อดทนไม่ได้เลย หากไม่อดทนเอาไว้ก็อาจเกิดเื่วุ่นวายใหญ่โต หากสามารถหัวใจเพลิงธรณีได้ เื่แค่นี้จะเป็อะไรไป?
“หนึ่งปีจากนี้ไป ในหอคอยเทียนกัง ข้า... ต้องสังหารเ้าให้ได้!” สวี่กวนเซิงพูดอย่างดุเดือดอยู่ในใจ ไม่ว่านี่จะเป็ความอดทนหรืออะไรก็ตาม นี่ก็นับว่าเป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขายอมแพ้!
แต่ฉินอวี่ที่กำลังจะเข้าสู่สภาวะของปีศาจคลั่งจะได้ยินหรือ? เขายังคงโจมตีอย่างต่อเนื่อง ยังโชคดีที่สวี่กวนเซิงยังไม่ได้ปลดม่านแสงออก ไม่เช่นนั้น... การโจมตีครั้งนี้ก็มากเกินพอที่เขาจะทนไหว
ฉินอวี่ไม่ได้ยินอะไร แต่ผู้แข็งแกร่งผู้เฝ้าลานประลองกลับได้ยิน หลังจากม่านพลังถูกปลดออก มือขนาดใหญ่ที่ไร้รูปร่างก็ปรากฏขึ้นมาคว้าตัวฉินอวี่เอาไว้ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงที่ดูผันผวนตามกาลเวลา “เขายอมแพ้แล้ว การต่อสู้นี้... เป็อันสิ้นสุด!”
เมื่อฉินอวี่รู้สึกถึงพลังบีบคั้นอันยิ่งใหญ่ เขาจึงค่อยๆ สงบนิ่งลง เขาซึ่งมีแสงสีแดงอ่อนส่องประกายออกมาจากทั่วทั้งร่างได้มองดูสวี่กวนเซิงที่มีใบหน้าซีดขาวด้วยสายตาที่มืดมน ก่อนจะคว้าหยิบขวดโอสถสองสามขวดออกมาจากวงแหวนมิติ และเทมันตรงเข้าไปในปาก ก่อนจะนั่งลงขัดสมาธิ และเริ่มใช้วิชาเซียนมรรคา์ เพื่อเข้าสู่สภาวะการฟื้นฟู
ในตอนนี้เหล่าอสูรธรณีที่อยู่บนยอดเขา ต่างมีเสียงอู้อี้ดังอยู่ในจิตใจ ราวกับระฆังใบใหญ่ที่กำลังสั่นะเื
ในสมองของพวกเขาตอนนี้ ปรากฏภาพฉินอวี่ในรูปลักษณ์ของสัตว์ร้ายที่กำลังโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะความบ้าคลั่งของฉินอวี่เมื่อครู่นี้ทำให้อสูรธรณีแต่ละคนต่างเต็มไปด้วยความหวาดวิตก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกายที่โชกไปด้วยเืของฉินอวี่ได้เกิดแสงสีแดงอ่อนขึ้นสว่างไสวอย่างหาประมาณไม่ได้ ในจิตใจของพวกเขาได้เกิดเป็ภาพตราตรึงที่ไม่อาจทำลายได้
นี่... นี่คือหลี่โหย่วฉายหรือ?
ในตอนนี้ ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าพลังปราณอันน่ากลัวของฉินอวี่ ไม่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขาอีกแล้ว สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาใกลัวมากขึ้นไปอีก
นี่... นี่คือหลี่โหย่วฉายที่แท้จริงใช่หรือไม่?
หลี่โหย่วฉายที่น่ากลัวถึงเพียงนี้ คือคนที่ถูกกล่าวขานว่าเย่อหยิ่งและโง่เขลาจริงหรือ?
เดี๋ยวก่อน ยอมแพ้?
สวี่กวนเซิงยอมแพ้?
สวี่กวนเซิง อันดับที่สี่ของเจ็ดสิบสองอสูรธรณียอมแพ้หรือ?
ในตอนนี้ดูเหมือนบรรดาอสูรธรณีจะไม่สามารถมีสติกลับมาใดชั่วขณะหนึ่ง ด้วยความเข้าใจของพวกเขา แม้ว่าหลี่โหย่วฉายผู้นี้จะแข็งแกร่ง แต่พละกำลังของสวี่กวนเซิงยังไม่ถูกแสดงออกมาอย่างเต็มกำลัง หากยังต่อสู้กันต่อไป ใครจะแพ้หรือชนะก็ยังไม่เป็ที่แน่นัก!
“พี่สวี่ ทำไมถึงยอมแพ้เสียล่ะ? ก็เห็นกันอยู่ว่าเ้าสามารถสังหารเขาได้!” มีอสูรธรณีที่ร่วมการเดิมพันเอาไว้เริ่มพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ ความแข็งแกร่งของฉินอวี่ทำให้พวกเขารู้สึกนั่งไม่ติด หากปล่อยให้ฉินอวี่ได้เป็หนึ่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีจริง เช่นนั้นแล้วก็มีความเป็ไปได้อย่างยิ่งที่เขาจะได้เป็สามสิบหกขุนพล์ ถึงตอนนั้น...
“ใช่ ทำไมจึงยอมแพ้เสียล่ะ?”
“ครั้งนี้ไม่นับ ข้าสวี่กวนเซิงมีพละกำลังมากพอจะสังหารหลี่โหย่วฉายได้แน่นอน!”
หลังจากเหล่าอสูรธรณีต่างรู้สึกตัวกันขึ้นมา ต่างะโกันขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ แต่ก็รู้ดีเช่นกัน ว่าเื่น่าจะจบลงตรงนี้แน่แล้ว พวกเขาได้แต่ต้องยอมรับความจริง ว่าหลี่โหย่วฉายผู้นี้บีบให้สวี่กวนเซิงยอมแพ้ได้แล้ว!
แม้ว่าจะมีการวางกลอุบายบางอย่างกันเอาไว้แล้ว แต่ความจริงกลับกลายเป็เช่นนี้!
สวี่กวนเซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จ้องตรงไปทางฉินอวี่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขาจึงรู้สึกได้อย่างเลือนราง ว่าไม่เพียงแต่ตนเองจะยังไม่ใช้กำลังทั้งหมดที่มี แต่หลี่โหย่วฉาย... ก็เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างเอาไว้เช่นกัน!
ในเวลาเดียวกัน ผู้าุโที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงประตูใหญ่ของหอคอยเทียนกังด้านหลังของหมู่ยอดเขา ได้เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาทั้งสองจ้องตรงมาเบื้องหน้า ราวกับว่าสามารถมองทะลุผ่านกาลเวลา พื้นที่ว่าง มองเห็นฉินอวี่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานประลองได้ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเพียงเสียงของคนแก่ที่กำลังพึมพำกับตนเอง “เ้าศิษย์บ้านี่ มิน่าล่ะ... จึงเป็ที่เข้าตาของเขาได้”
