“เ้าว่างเกินไปหรือ?”
“เ้าหุบปากเสีย”
ทันทีที่สิ้นเสียงของจีอู๋ซวง คนทั้งสองก็พูดขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง
จีอู๋ซวง “...!”
“ได้ ได้ พวกเ้ารวมหัวกันรบกับคนภายนอก ข้าเองที่เป็คนนอก พอใจแล้วกระมัง”
เขากางมือออก แสดงท่าทีช่วยไม่ได้ออกมา ทว่าสุดท้ายเขาก็หยุดแล้วค่อยๆ ปิดปากลง
สภาพของฮวาเหยียนและตี้หลิงหานในยามนี้ มองอย่างไรก็คือคนสองคนที่เกลียดกันทั้งคู่ เ้าไม่มองข้า ข้าไม่มองเ้า
ฮวาเหยียนโมโหจนเจ็บหน้าอก ด่าว่านางเป็หมาเป็แมว ความอัปยศนี้นางจะไม่มีวันลืม ตี้หลิงหาน ไอ้คนสารเลว นางจะจงเกลียดจงชังเขาไปชั่วชีวิต
ตี้หลิงหานที่อยู่อีกด้านก็มิได้มีสีหน้าที่ดีเลยสักนิด เพียงเพราะเมื่อครู่ยามที่ฮวาเหยียนกล่าวออกมาว่า ‘อภิเษกสมรสนางเป็พระชายา’ เขาเผลอคิดไตร่ตรองโดยไม่รู้ตัว ในสายธารความคิดของเขาหวนนึกถึงคำพูดของจีอู๋ซวง แม้เขาจะรู้สึกว่าการที่มีมู่อันเหยียนเป็พระชายาจะขัดต่อความตั้งใจเดิมของเขา แต่หากได้หยวนเป่าเป็บุตรชาย เขาย่อมไม่ปฏิเสธ ทว่าผู้ใดจะทราบ สตรีผู้ขวัญกล้าเทียมฟ้าเช่นนางจะกล้าหยอกล้อเขาเล่น สุดท้ายก็ไม่ควรให้ความสนใจกับนางจริงๆ
“พวกเ้ามานั่งเถิด จะยืนอยู่ตรงนั้นเพื่ออันใด? มาลองชิมชาปี้หลัวชุน [1] ที่ข้าเพิ่งได้มาใหม่นี่สิ รสชาติกำลังพอดีเชียว”
จีอู๋ซวงกล่าว
วันนี้เขาสวมเสื้อสีแดงน่าดึงดูด ยามพูดจาปรากฏกลิ่นเหม็นสาบบางเบา เห็นเพียงท่าทางที่เอาแต่หาวแล้วหาวอีกของเขา ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเขาออกไปท่องราตรีที่ใดอีก
ยามได้ยินเขากล่าวถึงการดื่มชา สีหน้าของฮวาเหยียนยิ่งไม่น่ามอง ทันใดนั้นนางก็หวนนึกถึงฉากเมื่อครู่ นางหยิบถ้วยชาผิดเป็ถ้วยของตี้หลิงหาน ดวงตาคู่งามของนางพลันเหลือบมองอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นว่าตี้หลิงหานไม่ขยับ ดังนั้นนางก็ไม่ขยับเช่นกัน!
ศัตรูไม่เคลื่อนไหว นางย่อมไม่เคลื่อนไหว
หากศัตรูเคลื่อนไหว นางก็จะยังยืนสงบนิ่ง ไม่สั่นคลอน
จีอู๋ซวงรินชาสามถ้วย ชาถ้วยเดิมถูกเติมอีกครั้งแล้ว ทว่าคนทั้งสองที่ยังยืนอยู่ริมหน้าต่างกลับไม่มีผู้ใดขยับสักคน ทั้งสองต่างจ้องมองไปที่นอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่ากำลังทอดมองสิ่งใด
“ทั้งสองคนมาดื่มชากันเถิด?”
เขาะโเรียกอีกครา
ทว่าศีรษะของคนทั้งสองล้วนไม่หันกลับ เมินเฉยต่อเขาอย่างสิ้นเชิง
จีอู๋ซวง “...!”
ทั้งหมดนี้คือเื่ใดกัน?
ดังนั้นจีอู๋ซวงจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ในมือประคองชาสองถ้วยเดินไปทางหน้าต่าง “นี่มอบให้แก่องค์รัชทายาท คุณหนูใหญ่...”
น้ำเสียงจนใจยิ่ง
เขาไม่รู้ว่าระหว่างคนทั้งสองเกิดเื่ใดขึ้น ทว่าย่อมมิใช่เื่ดีเป็แน่ เฮ้อ... จีอู๋ซวงลอบถอนหายใจ ร้ายดีอย่างไรทั้งสองก็เคยเป็ถึงคู่หมั้นคู่หมายกันมาก่อน เหตุใดตอนนี้ถึงมองหน้ากันแล้วไม่เจริญหูเจริญตาเล่า?
“ขอบใจ”
ฮวาเหยียนรับถ้วยชาจากจีอู๋ซวง ก่อนจะจิบเข้าไปอึกหนึ่ง ชานี้มีรสชาติสดชื่นกลมกล่อม ยามเข้าปากปรากฏความหวาน ก่อนจะหลงเหลือความหอมสดชื่นเอาไว้ รสชาติบริสุทธิ์เป็อย่างยิ่ง
อีกด้านหนึ่ง ตี้หลิงหานเองก็รับถ้วยชามาเช่นกัน เขายกมันไว้ตรงกลางระหว่างนิ้ว นิ้วของเขาเรียวยาวดุจแท่งหยก หยิบจับถ้วยชาสีหยก ไม่ว่าจะมองอย่างไรล้วนดูดี ฮวาเหยียนเพียงมองก็พลันหลบสายตาออก
“ชาดี”
ฮวาเหยียนกล่าว
จีอู๋ซวงฉีกยิ้มสดใสราวฤดูใบไม้ผลิ “หากเ้าชอบ ยามกลับก็หยิบติดมือไปสองสามห่อ นำไปฝากท่านอ๋องมู่”
“ได้ เช่นนั้นก็ต้องขอบใจหลงจู้แล้ว” เป็เพราะของนี้ให้บิดาของนาง ดังนั้นน้ำเสียงของฮวาเหยียนจึงดีขึ้นมากทีเดียว
ทว่าจีอู๋ซวงที่อยู่อีกด้านกลับถอนหายใจ คิ้วตาขมวดพันกันยุ่ง “ข้าจะบอกให้นะคุณหนูใหญ่ พวกเราสนิทสนมกันถึงเพียงนี้แล้ว เ้าก็อย่าเรียกข้าว่าหลงจู้จีอีกเลยได้หรือไม่? ช่างห่างเหินเกินไปแล้ว เ้าดูสิ เ้ากับตี้หลิงหานเป็ดั่งน้ำกับไฟที่มิอาจอยู่ร่วมกัน ทว่ากลับเรียกขานนามกันตรงๆ เ้าเองก็ขานนามข้าออกมาตรงๆ เช่นกันเถิด”
ตี้หลิงหานผู้เป็ดั่งน้ำที่ไม่อาจอยู่ร่วมกับไฟอย่างฮวาเหยียน “...!”
ฮวาเหยียน “...!”
จีอู๋ซวงยึดติดกับปัญหานี้ มิใช่แค่ครั้งหรือสองครั้ง
เมื่อเห็นว่าคุณหนูใหญ่ไม่เอ่ยปาก เขาจึงพูดขึ้นอีกว่า “เื่ปัญหาการโอนส่วนแบ่งของหออู๋ิ ข้าได้จัดการเรียบร้อยแล้ว ให้ส่วนแบ่งแก่ท่านสามส่วน ยามนี้เ้าเองก็เป็เ้าของส่วนแบ่งของหออู๋ิแล้วเช่นกัน พวกเราได้กลายเป็สหายร่วมมือ ทว่าคุณหนูใหญ่กลับยังเรียกขานข้าว่าหลงจู้จี ช่างทำให้คนเ็ปหัวใจเหลือเกิน”
จีอู๋ซวงดูราวกับเป็สตรีตัวน้อยที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม ฮวาเหยียนเห็นแล้วรู้สึกอึดอัดใจยิ่ง
ฮวาเหยียน “...!”
“เช่นนั้นข้าจะเรียกเ้าว่าคุณชายอู๋ซวงแล้วกัน”
ฮวาเหยียนกล่าวอย่างช่วยมิได้
“คุณชายอู๋ซวง...อืม ย่อมได้ ย่อมได้ เช่นนั้นข้าจะเรียกขานเ้าว่าน้องหญิงอันเหยียน”
พอเถิด! นี่มันได้คืบจะเอาศอกชัดๆ
ตี้หลิงหานที่อยู่อีกด้านลอบพ่นลมหายใจเ็าออกมาอย่างหยามเหยียด สายตาที่มองคนทั้งสองนั้นเฉยเมยเป็อย่างยิ่ง สีหน้าเองก็มิได้น่ามองนัก ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าวันนี้มีแดดออกยามฤดูใบไม้ผลิ ทว่าจู่ๆ อุณหภูมิกลับเย็นลง จีอู๋ซวงตัวสั่น รู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
“ย่อมได้ เห็นแก่ที่เ้าให้ส่วนแบ่งของหออู๋ิแก่ข้าถึงสามส่วน เ้าสะดวกเรียกขานข้าว่าอันใดก็เรียกเถิด”
ในใจของฮวาเหยียนพอใจเป็อย่างยิ่ง ส่วนแบ่งถึงสามส่วนเชียวนะ ไม่รู้ว่าเป็เงินจำนวนเท่าใด ฮวาเหยียนรู้สึกราวกับเบื้องหน้านางมีเงินมากมายร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าจนตาลาย
“มิใช่ เป็ข้าให้เ้าสองส่วน อาหานให้เ้าอีกหนึ่งส่วน”
จู่ๆ จีอู๋ซวงก็ส่งเสียงออกมา พาให้ฮวาเหยียนใจนสะดุ้ง
ฮวาเหยียนเลิกคิ้ว ดวงตาคู่งามจับจ้องใบหน้าของตี้หลิงหาน ประกายตาราวกับสุนัขจิ้งจอกสงสัย “ตี้หลิงหาน พระองค์มอบส่วนแบ่งหนึ่งส่วนของหออู๋ิแก่หม่อมฉันจริงๆ หรือเพคะ?”
แม้ฮวาเหยียนจะทราบแล้วว่าคนที่อยู่เื้ัหออู๋ิและได้รับส่วนแบ่งมากที่สุดคือผู้ใด แต่ก่อนหน้านี้ที่จีอู๋ซวงเคยขอร้องนางไว้และรับปากว่าจะให้ส่วนแบ่งแก่นาง นั่นเป็การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่นับว่าถูกจังหวะเป็ขั้นเป็ตอน ทว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของตี้หลิงหาน ค่อนข้างมีความหมายลึกซึ้ง ควรค่าแก่การพิจารณา
นางถาม
ตี้หลิงหานไม่สนใจนาง ทว่าท่าทางของเขากลับเป็การยืนยันอย่างชัดเจน
ฮวาเหยียนหรี่ตาลงพลางลูบคางของตน ทำทีราวกับเป็เชอร์ล็อก โฮล์มส์ “ให้ส่วนแบ่งหนึ่งส่วนแก่หม่อมฉัน ทั้งยังมอบองครักษ์เงาใต้อาณัติของพระองค์ให้แก่หม่อมฉัน ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ล้วนรู้สึกว่าพระองค์กำลังวางแผนร้ายบางประการอยู่ พระองค์ตรัสออกมาเถิด ทรงกำลังวางแผนอันใดกับหม่อมฉันอยู่กันแน่เพคะ?”
ฮวาเหยียนเหลือบตามองเขา สายตาเต็มไปด้วยการสำรวจ
เมื่อนางพูดจบ กลับได้ยินเสียงพ่นลมหายใจเ็าจากตี้หลิงหาน ดวงตาหยิ่งยโสคู่นั้นมองเหยียดจากที่สูง ได้ยินเพียงเขาที่เปิดปากกล่าวว่า “วางแผน? มู่อันเหยียน เ้ามีอันใดคู่ควรให้ข้าต้องเสียเวลาวางแผนหรือ?”
น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความหยิ่งผยองไม่ไยดี
จีอู๋ซวง “...”
ในชั่วขณะที่จีอู๋ซวงััได้ว่าคนทั้งสองต้องเริ่มทะเลาะกันอีกคราเป็แน่ เขาในฐานะทูตสันติย่อมต้องรีบโผล่หัวออกมาไกล่เกลี่ย “น้องหญิงอันเหยียน เ้าเข้าใจผิดแล้ว เื่ราวเป็เช่นนี้ ความหมายของอาหานคือส่วนแบ่งหนึ่งส่วนมอบให้เ้า และอีกสองส่วนมอบให้ข้า ดังนี้แล้วหออู๋ิก็จะถูกควบคุมอยู่ในมือของพวกเราสามคน ส่วนแบ่งของอาหานสี่ส่วน พวกเราทั้งสองอีกคนละสามส่วน อาหานคือหัวหน้าใหญ่ผู้อยู่เื้ั ส่วนพวกเราทั้งสองที่มีส่วนแบ่งเท่ากันก็เป็รองหัวหน้า เมื่อเจอปัญหาใดก็มาปรึกษา ถกปัญหาร่วมกัน”
จีอู๋ซวงลูบจมูกไปพลางอธิบายไปพลาง
ฮวาเหยียนเป็คนฉลาด นางได้ฟังก็เข้าใจในทันที หากมองเผินๆ คือตี้หลิงหานมอบส่วนแบ่งให้นางหนึ่งส่วน ทว่าเขาเองก็มอบส่วนแบ่งให้จีอู๋ซวงเช่นกัน ดังนี้แล้วนางก็จะมีส่วนแบ่งเท่ากับจีอู๋ซวง ถึงแม้นางจะกลายเป็หนึ่งในผู้ถือส่วนแบ่งจากหออู๋ิ ทว่าก็ยังเป็เพียงผู้ที่ได้กำไรจากส่วนแบ่งเท่านั้น หากเกิดเื่สำคัญหรือเื่ใหญ่อันใดก็ยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ อย่างไรเสียก็ยังเป็สองคนนี้ที่กุมอำนาจสูงสุดของหออู๋ิอยู่ดี
ตี้หลิงหานผู้นี้เ้าเล่ห์ฉลาดแกมโกงจริงๆ
“นอกจากนี้ น้องหญิงอันเหยียน เ้าอย่ามองอาหานเป็ศัตรูเลย เ้าก็รู้สภาพร่างกายของเขา ถึงแม้จะมีการส่งองครักษ์เงาไป ก็เป็เพราะ้าป้องกันอันตรายให้กับคุณชายน้อยหยวนเป่า อย่างไรเสียตอนนี้ชีวิตของหยวนเป่ากับอาหานก็เชื่อมโยงถึงกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างแแ่ มิใช่หรือ?”
จีอู๋ซวงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากที่ฮวาเหยียนฟังคำอธิบายของเขา หน้าของนางก็แห้งกรอบ เป็นางที่คิดมากไปอีกแล้วหรือ? คิดเข้าข้างตนเองอีกแล้ว?
“พูดเสียน่าฟัง มิใช่แค่เพื่อให้ข้ากับเ้าสามารถควบคุมซึ่งกันและกันได้ก็เท่านั้น พูดให้ชัดเจนคือเขาไม่ไว้ใจข้า! ทั้งยังส่งองครักษ์เงาไปที่จวนตระกูลมู่ของข้า หากพูดให้น่าฟังก็คือการปกป้องหยวนเป่า หากพูดให้ไม่น่าฟัง ก็มิใช่เพื่อชีวิตของตนเองหรอกหรือ?”
เชิงอรรถ
[1] ชาปี้หลัวชุน 碧螺春 (bì luó chūn) ชื่อแปลตามตัวคือ หอยทากมรกตฤดูใบไม้ผลิ หรือ Spring Snail Tea ชาชนิดนี้มีกลิ่นหอมดุจดอกตูมของดอกไม้อ่อนจาง เบาบางแต่พิสุทธิ์สะอาด ได้กลิ่นแล้วชื่นใจ ยอดสีเขียวอ่อนปกคลุมไปด้วยขนสีขาวอ่อนเต็มทั่วใบ ใบชานั้นบางยาว หงิกงอเพราะการนวด ผ่านไฟเบามาก เป็ชาที่ใช้ความพิถีพิถันอย่างสูง มิเช่นนั้นแล้วก็จะกระทบต่อความสด รสชาติ กลิ่นและขนอ่อนของใบชาร่วงหลุดหมดได้
