ผ่านมาแล้วหลายวันกับการส่งบิดาและพี่ชาย ออกเดินทางไปทำากับแคว้นต้าเหลียน มีญาติพี่น้องของทหารไม่น้อยที่รู้สึกไม่สบายใจ พวกเขาจึงรวมตัวกันมาหาอวี้จิ่นถึงตำหนัก เพียงเพราะ้าความสบายใจ แล้วอวี้จิ่นจะทำให้พวกเขาผิดหวังได้อย่างไร นางไม่ได้ทำสิ่งใดมากมายเพียงแนะนำให้ทุกคน รู้จักสงบใจหมั่นนั่งสมาธิอุทิศบุญกุศล เพื่อผ่อนหนักให้กลายเป็เบา
ั้แ่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็เทพธิดาพยากรณ์ อวี้จิ่นทำหน้าที่ของตนได้ดีอย่างสม่ำเสมอ มิได้คิดจะก้าวก่ายเื่ภายในราชสำนัก แต่บางครั้งเมื่อการคำนวณทำนายเื่ที่สำคัญ อย่างไรเสียนางย่อมส่งสาสน์ถึงฮ่องเต้ เพื่อตักเตือนการกระทำของเหล่าขุนนางเช่นกัน
และในยามเช้าที่อวี้จิ่นต้องไปทำหน้าที่ของตนเช่นทุกวัน พ่อบ้านเจียงได้เข้ามารายงานกับนางว่า มีผู้ช่วยของนายช่างเซี่ยงมาขอพบ เนื่องจากมีเื่การสร้างตำหนักนอกเมืองมารายงาน
“คุณหนูขอรับ ที่หน้าจวนมีผู้ช่วยของนายช่างเซี่ยง แจ้งว่ามีเื่การก่อสร้างตำหนัก้ารายงานกับท่าน ไม่ทราบว่าจะให้บ่าวพาตัวเข้ามาพบตอนนี้ไหมขอรับ”
“หืม ผู้ช่วยของนายช่างเซี่ยงเช่นนั้นหรือเ้าคะ คงมารายงานความคืบหน้าเป็แน่ รบกวนพ่อบ้านเจียงพาไปรอที่ห้องรับแขกนะเ้าคะ”
“ได้ขอรับคุณหนู”
“ท่านแม่เ้าคะ ข้ารบกวนท่านช่วยสั่งการบ่าวไพร่ ช่วยกันทำแปลงผักยังลานเปล่าหลังจวนทีนะเ้าคะ ข้าอยากปลูกผักชนิดอื่นไว้ทำอาหารทานบ้างเ้าค่ะ” อวี้จิ่นเพิ่งนึกเื่นี้ขึ้นได้จึงต้องให้มารดาช่วยจัดการแทน
“ได้สิลูก ครั้งก่อนแม่เห็นผักรูปร่างแปลกตาในมิติของเ้า หากนำมาทำอาหารคงจะอร่อยมากเป็แน่ เอาเป็ว่าแม่จะช่วยจัดการเื่แปลงผักให้ ถึงอย่างไรแม่ก็อยู่แต่ในเรือนมิได้ออกไปงานเลี้ยงที่ใด” จางฮูหยินพูดจากใจของตนเื่ผักในมิติ เพราะมันมีมากกว่าที่แม่ครัวเคยทำให้ทานเสียอีก
“ขอบคุณท่านแม่เ้าค่ะ ไม่นานเกินรอท่านแม่จะได้ทานผักที่ปลูกเอง และยังนำมาจัดเป็ของฝากให้สหาย จะเรียกว่าเป็ตะกร้าผักเพื่อสุขภาพก็ได้นะเ้าคะ”
“อืม ความคิดของจิ่นเอ๋อร์ไม่เลว ลูกสาวแม่ช่างคิดเสียจริงเ้าว่าเช่นนั้นไหมมู่เสีย”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ก็คุณหนูของบ่าวฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ ทุกสิ่งที่ทำออกมาล้วนดีต่อทุกคนนะเ้าคะฮูหยิน” มู่เสียย่อมชื่นชมคุณหนูของนาง นอกจากคนในครอบครัวที่คุณหนูห่วงใย แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนทุกคนก็ได้รับความใส่ใจด้วยเช่นกัน
“ไอหยา พวกท่านรีบจับข้าไว้เร็วเข้า เท้าของข้าเริ่มจะไม่ติดพื้นแล้วเ้าค่ะ คิ คิ คิ”
“ยังจะมาหยอกเล่นอีก รีบไปพบคนของนายช่างเซี่ยงเถิดลูก เผื่อจะมีเื่ด่วนเกี่ยวกับการก่อสร้างมารายงานกับเ้า” จางฮูหยินเอ่ยเตือนบุตรสาวเื่แขกที่มาขอพบ
“เ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
จางฮูหยินพยักหน้าและยิ้มอย่างอ่อนโยนให้บุตรสาว นางมองตามหลังด้วยสายตาภาคภูมิใจ
อวี้จิ่นเดินมาถึงห้องรับแขก ก็พบว่าผู้ช่วยของนายช่างเซี่ยง มีสีหน้าท่าทางตื่นเต้นคล้ายมีเื่ให้น่ายินดี โย่งเจาได้รับคำสั่งจากหัวหน้าอย่างนายช่างเซี่ยง ให้นำความมาแจ้งต่ออวี้จิ่นว่า ยามนี้ตำหนักทำนายดวงชะตาของนาง ได้สร้างเสร็จตามแบบที่ให้ไว้เรียบร้อยแล้ว
“ข้าน้อยโย่งเจา คารวะคุณหนูเจียงขอรับ”
“ท่านน้าตามสบายเถิดเ้าค่ะ เชิญท่านน้านั่งลงแล้วค่อยพูดคุยดีกว่านะเ้าคะ” อวี้จิ่นมักจะให้เกียรติผู้ที่าุโกว่าเสมอ
“ขอบคุณคุณหนูเจียงขอรับ”
“ว่าแต่ที่ท่านน้ามาพบข้าแต่เช้า มีเื่อันใดเกิดขึ้นหรือไม่เ้าคะ”
“เรียนคุณหนูเจียง ที่นั่นมิได้มีปัญหาอันใดเกิดขึ้นหรอกขอรับ เพียงแต่ข้าน้อยรับคำสั่งจากหัวหน้าเซี่ยง นำความมาบอกกับท่านว่า ยามนี้ตำหนักทำนายดวงชะตาของท่านนั้น ได้สร้างเสร็จตามแบบที่ท่าน้าเป็ที่เรียบร้อยแล้วขอรับ” โย่งเจาพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ยังตื่นเต้นอยู่ไม่หาย
“จริงหรือเ้าคะ! ไม่คิดว่านายช่างเซี่ยงจะมีฝีมือถึงเพียงนี้ งานก่อสร้างเสร็จเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มากจริง ๆ”
“ตอนนี้ไม่ว่าใครที่เดินทางผ่านไปมา ต่างมีคำถามและคำชื่นชมไม่หยุด ว่าผู้ใดเป็เ้าของและสร้างไว้ทำอันใดขอรับ”
“ข้าเชื่อว่าด้วยฝีมือของนายช่างเซี่ยงแล้ว ความงดงามย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ขอบคุณท่านน้าที่นำความมาบอกนะเ้าคะ ท่านกลับไปบอกกับนายช่างเซี่ยงให้ทีว่า ข้าจะรีบตามไปพบที่ตำหนักเ้าค่ะ” หากไม่มีใครเอ่ยชมสิถึงจะแปลก คนที่รับงานสร้างตำหนักทำนายดวงชะตาให้นาง มีฝีมือเป็อันหนึ่งของแคว้นเชียวนะ
“ขอรับคุณหนู เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ”
“พ่อบ้านเจียงรบกวนส่งท่านน้าให้ข้าด้วยเ้าค่ะ”
“ทราบแล้วขอรับคุณหนู” พ่อบ้านเจียงย่อมเข้าใจคำสั่งของอวี้จิ่น นอกจากเดินมาส่งโย่งเจาแล้ว ยังมีเงินค่าเหนื่อยให้อีกเล็กน้อย สำหรับการมารอส่งข่าวเื่นี้ให้กับอวี้จิ่น
“เอาล่ะ วันนี้พวกเราจะไปทำงานช้ากันสักหน่อย น้าตงลู่ให้บ่าวสักคนไปบอกชาวบ้าน ที่มารอหน้าตำหนักชั่วคราวด้วยนะเ้าคะ พวกเขาจะได้ทำธุระอย่างอื่นไปก่อนระหว่างรอเ้าค่ะ” กว่านางจะไปถึงอาจใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม
“ขอรับคุณหนู”
หลังจากสั่งงานกับตงลู่เรียบร้อย อวี้จิ่นจึงออกไปรอด้านหน้าจวนกับเฟยอิน หลังจากตงลู่กลับมาสมทบรถม้าคันใหญ่ ถึงได้เคลื่อนตัวออกนอกเมืองเพื่อไปพบนายช่างเซี่ยง
เมื่อผ่านประตูกำแพงที่สร้างล้อมรอบตำหนักเข้าไป อวี้จิ่นที่เป็ผู้มอบแบบการก่อสร้างให้กับมือ ยังต้องตกตะลึงให้กับฝีมือของนายช่างเซี่ยง นางไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดโย่งเจาที่ไปพบนาง ถึงได้มีอาการตื่นเต้นดีใจมากเช่นนั้น
“นางช่างเซี่ยง” อวี้จิ่นทักทายนายช่างเซี่ยง ที่ยืนสั่งการลูกน้องให้ช่วยกันทำความสะอาด เก็บกวาดพวกเศษไม้ที่อยู่บนพื้น
“อ้าว คุณหนูเจียงท่านมาแล้วหรือขอรับ เป็อย่างไรขอรับตำหนักทำนายดวงชะตาของท่าน ถูกใจหรือไม่” นายช่างเซี่ยงเอ่ยถามกับอวี้จิ่น แม้จะรู้อยู่แล้วว่านางย่อมถูกใจ
“แน่นอนว่าถูกใจข้าอย่างยิ่งเ้าค่ะ ฝีมือของนายช่างเซี่ยง สมกับเป็นายช่างอันดับหนึ่งจริง ๆ”
“คุณหนูเจียงกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ เพราะได้แบบที่ละเอียดและไม่ซับซ้อน จึงสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่เท่านั้นขอรับ เชิญคุณหนูเข้าไปดูด้านในด้วยกันเถิด” นายช่างเซี่ยงแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนจะเอ่ยชวนอวี้จิ่นเข้าไปภายในของตำหนักแห่งนี้
“เชิญนายช่างเซี่ยงเ้าค่ะ”
เมื่อเข้ามาด้านในตำหนักนายช่างเซี่ยง ได้ชี้ตามจุดที่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ให้เข้ากับวัสดุอุปกรณ์ที่ตนสามารถหามาได้ ซึ่งเื่นี้อวี้จิ่นมิได้กล่าวตำหนิแต่อย่างใด เพราะนางย่อมรู้ดีว่าวัสดุในยุคโบราณ ย่อมมีจำกัดจะให้ทำออกมาเหมือนยุคของตนได้อย่างไร
ภายหลังจากเดินตรวจดูทุกอย่างแล้ว ก็ถึงเวลาต้องจ่ายเงิน แต่กลายเป็ว่านางไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะ เนื่องจากนายช่างเซี่ยงบอกกันนางว่า ฟู่หลงเหยียนได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างตำหนักนี้ ให้กับเขามาล่วงหน้าทั้งหมดแล้ว
“ท่านบอกว่าพี่ชายฟู่จ่ายเงินค่าก่อสร้าง ซึ่งมันเป็ตำหนักทำนายดวงชะตาของข้าหรือเ้าคะ?”
“ใช่ขอรับคุณหนูเจียง ท่านไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้ข้าแล้วขอรับ”
“อะ อ่อ ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอเชิญนายช่างเซี่ยงไว้ล่วงหน้า เพื่อมาเป็แขกในวันเปิดตำหนักด้วยนะเ้าคะ วันนั้นจะมีเครื่องรางมงคลแจกให้ทุกคนที่มาร่วมงานด้วยเ้าค่ะ”
“โอ้ ข้าน้อยย่อมยินดีมาร่วมงานของท่านอยู่แล้วขอรับ ขอบคุณ์ที่ได้ส่งท่านมาเกิดที่แคว้นจ้าวของเรา พวกหมอดูตัวปลอมจะได้เลิกหลอกลวงผู้คนเสียที” ที่นายช่างเซี่ยงพูดเช่นนี้ เพราะเคยถูกหลอกจากหมอดูตัวปลอมมาก่อน
“ข้าเองก็ดีใจที่ได้มาช่วยเหลือชาวบ้านของแคว้นจ้าว นี่ก็กลางยามเฉินแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อนนะเ้าคะ ป่านนี้ชาวบ้านคงไปรอที่ตำหนักชั่วคราวกันแล้ว หวังว่าจะได้พบนายช่างเซี่ยงในวันงานนะเ้าคะ” อวี้จิ่นสังเกตท้องฟ้าด้านนอก เห็นว่าเริ่มสายแล้วจึงต้องกลับเข้าเมืองเพื่อทำหน้าที่ของตนแล้ว
“ขอรับ คุณหนูเจียงค่อย ๆ เดินนะขอรับ” นายช่างเซี่ยงเข้าใจสิ่งที่อวี้จิ่นบอกกับตน จึงมิได้รั้งนางไว้ที่ตำหนักแห่งนี้อีก
หลังจากอวี้จิ่นกลับมาถึงตำหนักชั่วคราว นางไม่ลืมฝากตงลู่สั่งงานลูกจ้าง ให้ทำป้ายมาวางไว้ด้านหน้า เพื่อแจ้งให้กับทุกคนที่มาทำนายดวงชะตา ว่าจะมีการย้ายตำหนักไปนอกเมืองเร็ว ๆ นี้ พอชาวบ้านได้รู้ว่าอาคารที่งดงามนอกเมือง คือตำหนักทำนายดวงชะตาของเทพธิดาพยากรณ์ ก็อดชื่นชมกับความงดงามไม่ได้ และคิดว่าที่นั่นเหมาะสมมากสำหรับตำแหน่งที่นางได้รับ
“ข้าคิดไว้แล้วเชียวว่าอาคารที่งดงามนั่น ต้องเป็ตำหนักของเทพธิดาพยากรณ์”
“ใช่ ๆ ๆ นี่ข้าไม่ได้จะเปรียบเทียบหรอกนะ แต่มันงดงามดั่งแดน์จริง ๆ”
“ยามกลางวันพวกเราได้เห็นยังงดงามเช่นนี้ หากเป็ยามวิกาลที่ต้องจุดโคมไฟเล่า ข้านึกภาพไม่ออกเลยว่าจะงดงามสักเพียงใด”
“เมื่อใดที่เทพธิดาพยากรณ์เปิดตำหนัก พวกเราไปจับจองโรงน้ำชาที่มีสองชั้นกันเป็อย่างไร ถึงตอนนั้นจะได้รู้ว่ามันงดงามจริงหรือไม่”
“ตกลง! ข้าเห็นด้วย”
“ข้าด้วย ๆ ๆ”
แค่เพียงการจับกลุ่มพูดคุยกันเล็ก ๆ ไม่นานจึงขยายเป็วงกว้าง และเื่มงคลเช่นนี้ จะไม่ถึงพระเนตรพระกรรณได้อย่างไร ฮ่องเต้ทรงเห็นว่าปัญหาเื่ฝนทางด้านทิศประจิม ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากกรมการเกษตร ที่ทำงานได้ล่าช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน จึงมีรับสั่งให้อวี้จิ่นเข้าเฝ้าในเย็นวันนี้ทันที
เมื่อมีขันทีจากวังหลวงมาถ่ายทอดรับสั่ง อวี้จิ่นจำต้องกลับจวนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ด้วยความเป็ห่วงบุตรสาว จางฮูหยินจึงกำชับอวี้จิ่นมากกว่าทุกครั้ง และยามที่นางก้าวเท้าผ่านประวังหลวง ทุกคนล้วนให้ความเคารพยำเกรงกับตำแหน่งของนาง ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะยึดถือความคิดของตน ไม่เชื่ออย่างที่คนอื่น ๆ ได้พูดกันปากต่อปาก
ภายในตำหนักติงเฉวียน เทพธิดาพยากรณ์เผชิญหน้ากับโอรส์ หลังจากทำความเคารพตามกฎ ฮ่องเต้จึงเป็ฝ่ายตรัสกับอวี้จิ่น เพื่อให้นางจัดทำพิธีขอฝนขึ้นใหม่อีกครั้ง หลังจากเคยทำพิธีนี้ไปแล้วจากฝีมือของไช่จิงซือ
“คุณหนูเจียงพอจะทราบหรือไม่ ว่าเจิ้นเรียกเ้ามาพบในยามนี้ด้วยเหตุใด”
“หม่อมฉันมิกล้าคาดเดาเพคะ” อวี้จิ่นจะกล้าตอบได้อย่างไร ไม่ว่าจะตอบออกไปเช่นไรนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีแน่
“หึ ๆ ๆ รู้จักหลบหลีกเสียด้วยสิ เอาล่ะที่เจิ้นเรียกเ้ามาพบเร่งด่วนเช่นนี้ เพราะได้ยินว่าเ้าจะเปิดตำหนักทำนายดวงชะตา ในเมื่อวันที่เ้าเลือกนั้นเป็ฤกษ์มงคล หากเจิ้นจะให้เ้าทำพิธีขอฝนด้วยจะได้หรือไม่?”
“หม่อมฉันยินดีทำตามพระประสงค์เพคะ ถึงกระนั้นผู้ที่จะทำการถวายเครื่องสักการะ ยังต้องเป็ฝ่าาเพียงผู้เดียวเท่านั้น มิอาจส่งผู้ใดเป็ตัวแทนได้เพคะ” แน่นอนเื่สำคัญเช่นนี้ ควรเป็โอรส์ที่ต้องร้องขอต่อ์
“อืม เื่นั้นเจิ้นทราบดี เช่นนั้นรบกวนคุณหนูเจียงเป็ผู้เตรียมงาน ทางด้านขุนนางเจิ้นจะมอบให้ฉีกงกงจัดการเอง” ครั้งนี้จะเป็การพิสูจน์ว่า ความสามารถของอวี้จิ่นนั้นจะทำได้สำเร็จหรือไม่
“รับพระบัญชาเพคะ เพียงแต่ว่ามีอีกเื่ที่เกี่ยวเนื่องกับการขอฝน มิทราบว่าหม่อมฉันสามารถกราบทูลได้หรือไม่เพคะ” อวี้จิ่นใช่ว่าจะไม่เชื่อเื่เทพบรรดาลพร แต่อย่างไรเสียจะทิ้งข้อสงสัยของคนไปไม่ได้
“หืม เกี่ยวเนื่องอย่างไรเชิญคุณหนูเจียงว่ามาเถิด”
“เพคะ ที่หม่อมฉันทูลว่าเป็เื่เกี่ยวกับฝน นั่นคือฝีมือของมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวเพคะ ฝ่าาอย่าได้มองข้ามตรงจุดนี้เด็ดขาด ฉะนั้นหม่อมฉันจึงอยากให้ส่งเ้าหน้าที่ เดินทางไปตรวจสอบยังเมืองสุยโจวขึ้นไปให้ถึงต้นน้ำ ถ้าตาน้ำแห้งถือว่าเป็เื่ของธรรมชาติ แต่หากตาน้ำถูกคนสร้างทางน้ำให้ไหลไปทางอื่น นั่นหมายความว่ามีขุนนางร่วมมือกับคนเห็นแก่ตัว ทำให้ราษฎรหลายพันหลายหมื่นคน ต้องลำบากมานานอย่างแน่นอนเพคะ”
“อืม ความคิดเห็นนี้ของคุณหนูเจียง ทำให้เจิ้นนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองนั้นมองข้ามจุดนี้ไปจริง ๆ แต่คนที่จะส่งไปยามนี้ผู้ตรวจการฟู่ไม่อยู่ คุณหนูเจียงพอจะชี้แนะเจิ้นได้หรือไม่ ว่าควรส่งผู้ใดในภารกิจนี้” ฮ่องเต้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ลืมถามความคิดเห็นของอวี้จิ่นอีกครั้ง
“ทูลฝ่าา หาก้าได้ใจราษฎร ปัญหาของเมืองสุยโจวนี้ต้องเป็หน้าที่ของรัชทายาทแล้วเพคะ เพื่อวางรากฐานในการเป็ฮ่องเต้ที่ดีในภายหน้า และให้ราษฎรได้เห็นว่ารัชทายาท มีพระบิดาเป็ต้นแบบของการช่วยเหลือความเดือดร้อนของราษฎรเพคะ”
“ได้ เจิ้นยินดีทำตามคำชี้แนะจากเ้า แล้วเจิ้นจะมีราชโองการให้รัชทายาทออกเดินทางโดยเร็ว ขอบใจเ้ามากนะคุณหนูเจียง”
“หามิได้เพคะ สิ่งที่ทำแล้วสามารถช่วยราษฎรได้ หม่อมฉันย่อมยินดีช่วยเหลือเพคะ” ส่งรัชทายาทไปผลตอบกลับมาเป็สองเท่า จะไม่เป็ผลดีได้อย่างไร
“เอาล่ะ นี่ก็ล่วงเข้ายามค่ำคืนแล้ว ฉีกงกงเ้าไปส่งคุณหนูเจียงที่รถม้าด้วยก็แล้วกัน” ฮ่องเต้ทรงรู้ดีเื่ที่เรียกอวี้จิ่นเข้าเฝ้า ย่อมไปถึงหูเหล่านางสนมทั้งหลาย และคิดกันไปต่าง ๆ นานาแล้วกระมัง
“ขอบพระทัยฝ่าา หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
หลังจากฉีกงกงตามออกไปส่งอวี้จิ่นขึ้นรถม้า ฮ่องเต้ทรงเตรียมราชโองการสำหรับรัชทายาท รอฉีกงกงกลับมาจึงนำไปประกาศยังตำหนักบูรพา ยามได้รับราชโองการรัชทายาทแอบถามฉีกงกง ว่าผู้ใดที่เสนอให้พระองค์รับภารกิจนี้ เมื่อฉีกงกงถ่ายทอดคำพูดของอวี้จิ่น รัชทายาทถึงกับตะลึงตาค้าง กับความหมายในคำพูดของเทพธิดาพยากรณ์ ที่นางได้พูดออกมานั้นย่อมช่วยให้รัชทายาท ทรงมีแรงใจมากขึ้นอีกหลายเท่า และสาบานว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
การออกเดินทางของรัชทายาทถูกเก็บเป็ความลับ มิมีผู้ใดรู้ว่าเสด็จไปที่แห่งใดกันแน่ และพวกขุนนางจะรู้อีกทีคงเป็่เวลา ที่นำตัวขุนนางกังฉินออกมาลงโทษตามกฎหมายของแคว้นแล้ว
ด้านจวนตระกูลเจียงอวี้จิ่นเมื่อกลับมาถึง ได้อธิบายเหตุผลที่ถูกฮ่องเต้เรียกให้เข้าเฝ้า ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและจางฮูหยินถึงกับถอนหายใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้รู้สึกกังวลยิ่งนัก พอได้ฟังจากปากของอวี้จิ่นจึงโล่งอก หลังทานสำรับเย็นแล้วจึงแยกย้ายกลับเรือนอย่างสบายใจ
อวี้จิ่นกลับถึงเรือนของตนแต่ยังไม่พักผ่อนในทันที นางได้เขียนหนังสือถึงกรมพิธีการ เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเป็ธุระจัดการ เครื่องสักการะสำหรับทำพิธีขอฝนไว้ให้นาง พร้อมกับวันที่นางคำนวณได้ฤกษ์มงคล ซึ่งจะถึงในอีกสามวันข้างหน้านี้
ยามเช้าของวันที่สามซึ่งเป็ฤกษ์มงคล ตามที่อวี้จิ่นได้แจ้งกับทุกฝ่ายไปแล้ว ทั่วเมืองหลวงถูกประดับด้วยผ้าแพรสีฟ้าและสีขาว ซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งฟ้าฝนและสายน้ำ บนแท่นพิธีด้านหน้าตำหนักของอวี้จิ่น เต็มไปด้วยเครื่องสักการะต่อสรวง์ ถือว่ากรมพิธีการจัดเตรียมให้นางเป็อย่างดี
นอกจากนี้ยังมีนางรำจากคณะสังคีต พวกนางสวมชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ พร้อมเครื่องประดับที่เป็สัญลักษณ์ของน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และที่ขาดไม่ได้คือคนที่มาร่วมทำพิธีในวันนี้ มีผู้คนทุกชนชั้นที่ยืนต่อแถวอย่างเป็ระเบียบ เพื่ออยากมีส่วนร่วมกับพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ สำหรับครอบครัวของอวี้จิ่นนั้น มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าและผู้เป็มารดาที่มาร่วมทำพิธี
เมื่อถึงเวลาอันเป็ฤกษ์มงคล ฮ่องเต้เ้าอิ๋นเยี่ยนทรงฉลองพระองค์ด้วยเสื้อคลุมัสีทอง ลวดลายเมฆหมอกปักด้วยด้ายเงินและแพรสีคราม สะท้อนถึงการเชื่อมต่อระหว่างจักรพรรดิและ์ ยามฮ่องเต้เสด็จมายังแท่นบูชา เสียงกลองศักดิ์สิทธิ์ก็ดังกระหึ่มขึ้น ขุนนางชั้นสูงและราษฎรทุกคนพากันคุกเข่าลง
อวี้จิ่นเริ่มต้นกล่าวคำถวายบูชา การสรรเสริญความเมตตาของ์ และวิงวอนให้ฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงแผ่นดินแคว้นจ้าว เสียงของเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังคำบูชาทุกคำ กล่าวออกมาจากใจสอดคล้องกับความหวังของราษฎร ที่รอคอยฝนอย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากนั้น ฮ่องเต้ทรงนำธูปเครื่องหอม ไปถวายต่อฟ้าดินด้วยพระองค์เอง ทรงจุดเทียนที่แท่นบูชาพร้อมบูชาน้ำศักดิ์สิทธิ์ จากแม่น้ำใหญ่ ซึ่งได้มาโดยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิในอดีต ทุกคนในที่นี้ต่างวิงวอนต่อ์เพื่อขอให้ประทานหยาดน้ำฝน สำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตต่อไป
“วิ้ววว! วิ้ววว! ครืน ครืน เปรี้ยง แหมะ แหมะ ซู่!!”
ครานี้ทุกคนที่อยู่ในพิธีต่างกู่ร้องด้วยความดีใจ เนื่องจากการขอฝนครั้งนี้ทำได้สำเร็จ พวกเขากล่าวสรรเสริญเทพบน์ ยกย่องบารมีขององค์ฮ่องเต้ และคนสุดท้ายที่ได้รับการเคารพ คงหนีไม่พ้นเทพธิดาพยากรณ์ ผู้ทำพิธีขอฝนครั้งแรกก็สร้างความฮือฮาไปทั่วแคว้น
ด้วยกลัวว่าผู้คนที่มาร่วมงานจะเจ็บป่วย จากอาการดีใจที่ฝนตกลงมา อวี้จิ่นจึงแอบอ้างบารมีั ให้คนของตนป่าวประกาศให้คนหลบเข้าไปในตำหนัก เมื่อฝนซาแล้วค่อยแยกย้ายกลับบ้าน เช่นเดียวกับฮ่องเต้ที่อวี้จิ่นเชิญเสด็จไปประทับบนชั้นสาม โดยมีองครักษ์คอยอารักขาอย่างเข้มงวด
ด้านชั้นหนึ่งอวี้จิ่นแยกออกมาตั้งโต๊ะ เพื่อนำยันต์แปดทิศที่เตรียมไว้เป็ของที่ระลึก แจกให้กับคนที่มาร่วมงานอย่างที่พูดเอาไว้
“พ่อแม่พี่น้องทุกท่านโปรดเงียบและฟังทางนี้ เนื่องจากพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คุณหนูของข้าจึงมีเครื่องรางมงคล มาแจกให้กับทุกท่านได้พกติดตัว หรือจะนำกลับไปมอบให้บุตรหลาน หากใคร้ารับเครื่องรางมงคลจงต่อแถวอย่างเป็ระเบียบ อย่าได้เบียดเสียดเอาเปรียบผู้อื่นเด็ดขาด” ตงลู่อาศัยยืนบนเก้าอี้และพูดด้วยเสียงที่ดัง จนมันสะท้อนไปทั่วทั้งชั้น
“โอ้ พวกเราต่อแถวเร็วเข้า อย่าสร้างวุ่นวายให้เทพธิดาพยากรณ์ พวกเราต้องเคารพสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ด้วยเล่า”
“ใช่ ๆ ๆ และอย่างส่งเสียงดัง พวกเราพูดคุยกันก็เบาเสียงตนเองลงบ้างนะ”
“เทพธิดาพยากรณ์ช่างใส่ใจผู้คนเสียจริง เครื่องรางมงคลนี้ข้าจะนำไปคล้องคอให้หลานชายล่ะ”
“ข้าเองก็คิดเหมือนเ้า หลานสาวของข้าเพิ่งจะคลอดได้ไม่กี่วันเช่นกัน”
“ขอบคุณเทพธิดาอวี้จิ่น ที่เมตตาต่อชาวบ้านทุกคนขอรับ”
“ขอคุณความดีที่เทพธิดาอวี้จิ่นได้ทำ ส่งผลให้ท่านและครอบครัวเจริญรุ่งเรืองเ้าค่ะ”
“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานเ้าค่ะ กลับถึงเรือนแล้วอย่าลืมเช็ดตัวให้แห้ง และทำให้ร่างกายอบอุ่นด้วยนะเ้าคะ เป็การป้องกันมิให้เกิดอาการเจ็บป่วยเ้าค่ะ” อวี้จิ่นที่ยืนแจกเครื่องราง มีรอยยิ้มอบอุ่นให้กับทุกคน และยังย้ำเตือนพวกเขาด้วยความเป็ห่วง
ด้านฮ่องเต้ที่ได้ยินเื่เครื่องรางมงคล ก็ทรงอยากได้เช่นกันแต่ยังนิ่งสงบรักษาภาพลักษณ์ ฉีกงกงผู้ปรนนิบัติมาั้แ่ฝ่าายังเล็ก มีหรือจะมองไม่ออกว่าทรง้าสิ่งใด เขาจึงอาสาลงไปรับเครื่องรางนี้กับอวี้จิ่น ซึ่งนางมิได้ขี้เหนียวเมื่อฉีกงกงเอ่ยปาก เครื่องรางมงคลจำนวนยี่สิบชิ้นในกล่องไม้ จึงถูกยื่นให้กับฉีกงกงอย่างรู้งาน
ดังนั้นฮ่องเต้จึงเสด็จกลับวังหลวงด้วยท่าทางดีพระทัย แต่ผู้ติดตามคิดเพียงว่าฮ่องเต้ทรงดีพระทัย ที่สามารถทำพิธีขอฝนได้สำเร็จ และสายฝนที่โปรยลงมายังครอบคลุมไปทุกพื้นที่ของแคว้น สายฝนยังตกต่อเนื่องหลายวัน ถึงจะไม่หนักมากก็เพียงพอสำหรับชาวนา เมื่อมีความหวังว่าต้นข้าวที่ปลูก จะไม่ยืนต้นตายเนื่องจากขาดน้ำอีก
และแน่นอนว่าทุกคนย่อมยินดีกับเื่ฝนตก ไม่เว้นแม้แต่ฟู่หลงเหยียนที่เดินทางใกล้จะถึงเมืองซุยโจว การมาครั้งนี้เขาต้องวางแผนปลอมตัวเข้าเมือง แต่ทุกคนย่อมตกเป็เป้าสายตาของเ้าเมืองตัวปลอม ซึ่งครั้งนี้การขยับตัวทำสิ่งใดแต่ละครั้ง ฟู่หลงเหยียนต้องใช้ความคิดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อป้องกันมิให้ถูกจับได้ก่อนภารกิจจะสำเร็จ แต่กระนั้นเขาก็ยังได้รับาเ็แม้จะทำภารกิจได้สำเร็จก็ตาม ฟู่หลงเหยียนนึกขอบคุณตนเองอยู่ซ้ำ ๆ ที่ก่อนจะออกเดินทาง เขาตัดสินใจไปพบอวี้จิ่น มิเช่นนั้นทั้งชีวิตของตนและผู้ใต้บังคับบัญชา คงไม่มีผู้ใดรอดตายกลับเมืองหลวงได้เป็แน่
