ขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยถึงหญิงสาวลึกลับผู้นี้ นางก็เดินตรงไปหาลู่เต้าและหงฝูพร้อมรอยยิ้มสดใส “ผู้มีพระคุณ! พี่ชาย!”
หงฝูชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของน้องสาวอย่างประหลาดใจ “อาฮวา? รอยแผลเป็บนใบหน้าของเ้า...”
ขณะที่เขากำลังพูด มุมปากก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเขาก็ปรบมือด้วยความยินดี “หายไปแล้ว!”
หงฮวามาถึงเบื้องหน้าลู่เต้า นางปัดผมที่ปรกหน้าไปไว้หลังใบหู แล้วถามอย่างเขินอาย “ขะ...ข้าดูดีหรือไม่”
ใบหน้าของนางในตอนนี้ไม่มีรอยแผลเป็ที่น่าเกลียดอีกต่อไป เพียงแค่แต่งแต้มสีสันเล็กน้อยก็งดงามสะดุดตา ด้วยความช่วยเหลือของลูกกวาดบำรุงผิวพรรณ ในที่สุดหงฮวาก็กล้าที่จะเผยโฉมงดงามที่ได้มาจากมารดาต่อสายตาผู้คน
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ สายตาจับจ้องไปที่ลู่เต้า
ลู่เต้ากลืนน้ำลาย ริมฝีปากสั่นระริก และยิ่งสั่นะเืมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเสียงก็ดังออกมาจากลำคอ “เ้า...”
ดวงตาใสซื่อของหงฮวาเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรง นางคิดในใจ ‘มาแล้ว!!’
“เ้าเอาลูกกวาดบำรุงผิวพรรณไปกินได้อย่างไร” ลู่เต้าบ่น “ข้าไม่ได้บอกเ้าหรือว่ามีแค่สามเม็ด ต้องประหยัดไว้!”
เมื่อไม่ได้รับคำตอบตามที่คาดไว้ หงฮวาก็เบิกตากว้าง ดวงตาหดเล็กลงด้วยความตกตะลึง “ฮะ?”
ลู่เต้ายังคงบ่นพึมพำต่อไปไม่หยุด “เ้าควรรอให้ถึงเวลาที่ได้พบกับคนสำคัญแล้วค่อยกินสิ!”
ขณะที่เขากำลังพูด ลู่เต้าก็พบว่าทุกคนรอบข้างมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม เขาจึงถามอย่างงุนงง “เกิดอะไรขึ้น ข้าพูดผิดรึไง”
ในที่สุดหงฮวาก็อดทนไม่ไหว นางะโด่าด้วยความพิโรธ “เ้าโง่เอ๊ย!”
นางสะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยความโมโห ลู่เต้าถามไป๋เสียด้วยสีหน้าใสซื่อ “ข้าพูดผิดตรงไหนกัน”
“เ้าไม่ได้ผิด ทำได้ดีมาก จงทำต่อไป” ไป๋เสียให้กำลังใจ
หงฮวาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าลูกกวาดบำรุงผิวพรรณนั้นหายากและมีค่าเพียงใด นางเลือกที่จะใช้โอกาสอันมีค่านี้ เพราะหวังว่าจะสร้างความประทับใจให้กับลู่เต้าก่อนที่เขาจะจากไป ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับไม่รับรู้ถึงความตั้งใจของนางเลย
ดวงตาของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ขณะที่นางกำลังเดินคอตกกลับไป ก็ได้ยินเสียงของลู่เต้าดังขึ้นอีกครั้ง
"นี่! ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ!" ลู่เต้าะโเอามือป้องปาก "วัน...นี้...เ้า...งาม...ยิ่ง...นัก!"
ฝีเท้าของหงฮวาหยุดลงกะทันหัน เดิมทีนางโกรธเกรี้ยวนัก แต่พอฟังจบแล้วกลับอดหัวเราะไม่ได้ นางหันกลับมาแลบลิ้นใส่ลู่เต้า ก่อนจะเดินไปทางจวนสกุลหง
"อาฮวา! รีบกลับมา!" ถึงแม้หงฝูจะะโเรียก แต่นางหาได้หยุดฝีเท้าไม่
หงฝูได้แต่ทอดถอนใจ "เฮ้อ นี่มันความผิดข้าที่สั่งสอนน้องสาวไม่ดี! ข้าจะกลับไปสั่งสอนนางให้ดี ผู้มีพระคุณอย่าได้ถือสาเลย"
ลู่เต้าส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ไม่เป็ไร เช่นนั้นก็ขอลาตรงนี้เถอะ"
ดูเหมือนหงฝูตั้งใจจะไปส่ง แต่ถูกลู่เต้าปฏิเสธ "จากลาตรงนี้กับจากลาอีกสิบลี้ก็ไม่ต่างกัน กลับไปเถอะ"
เมื่อหงฝูเห็นว่าลู่เต้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จึงหลับตา กางแขนออก ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อสวมกอดอำลา
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายพลันแวบเข้ามาในหัวลู่เต้าโดยไม่รู้ตัว ร่างกายจึงถอยหลังโดยสัญชาตญาณเพื่อรักษาระยะห่างกับเขา
เมื่อเห็นว่าลู่เต้าไม่ยอมให้ตนสวมกอด หงฝูก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้บังคับ เขาหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วะโบอก "ผู้มีพระคุณ อย่างน้อยก็รับเงินค่าเดินทางที่ข้าเตรียมไว้ให้ด้วยเถอะ!"
ดวงตาของลู่เต้าเบิกกว้าง เขาก้าวไปรับถุงเงินมา เมื่อเปิดถุงเงินตามคำแนะนำของหงฝู ก็พบเศษทอง เศษเงิน และอัญมณีเล็กๆ น้อยๆ กอปรกับมีกระดาษหลายแผ่นซ้อนกันอยู่ด้วย
"นี่คืออะไร" ลู่เต้าหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาถาม
"ผู้มีพระคุณตั้งใจจะไปเมืองประดาัไม่ใช่หรือ นี่เป็โฉนดที่ดินในเมืองประดาั ข้าตั้งใจเตรียมบ้านหลังหนึ่งไว้ให้ท่านพักอาศัย ส่วนที่เหลือเป็ตั๋วเงินของหอเงินสกุลหง สามารถนำไปแลกเป็เงินได้"
ลู่เต้าเปิดตั๋วเงินแผ่นหนึ่งดู พบว่ามีตัวเลขเขียนไว้ว่าเงินหนึ่งแสนตำลึง เขาขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด จากนั้นก็เปิดตั๋วเงินใบอื่นดู ก็พบว่าตัวเลขยิ่งน่าใกว่าเดิม สามแสนตำลึง หกแสนตำลึง ตั๋วเงินที่มีมูลค่ามากที่สุดถึงหนึ่งล้านตำลึง!
"เ้าหมายความว่า...กระดาษพวกนี้สามารถแลกเป็...เงินได้เช่นนั้นหรือ" ถึงแม้ลู่เต้าจะพยายามสงบสติอารมณ์ แต่สุดท้ายพอพูดถึงเื่เงินก็ยังติดอ่างอยู่ดี
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อก่อนนี้ เงินเพียงไม่กี่สิบตำลึงเขาก็ยังทุกข์ร้อนใจแทบตาย ตอนนี้จู่ๆ ก็เงินเพิ่มมามากมายขนาดนี้ สมองของลู่เต้าจึงประมวลผลไม่ทัน
"ใช่" หงฝูกล่าวด้วยความรู้สึกผิด "อิทธิพลของข้าในเมืองประดาันั้นไม่มากนัก เงินทุนที่สามารถจัดหาให้ผู้มีพระคุณได้จึงมีไม่มากเช่นกัน ขอผู้มีพระคุณโปรดรับเงินนิดๆ หน่อยๆ นี้ไว้ด้วย"
ลู่เต้าที่น้ำตาไหลอาบแก้มสวมกอดหงฝูแน่น "สหาย! รู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่้าสิ่งใด นอกจากเงิน!"
ความสุขมาเยือนอย่างกะทันหัน หงฝูถึงกับอึ้งไป ก่อนจะเม้มปากด้วยความอาลัย "ดูแลตัวเองด้วย หวังว่าโชคของข้าจะแบ่งให้ท่านได้บ้าง"
"กลับไปเถอะ! ฝากความคิดถึงถึงอาฮวาด้วย" ลู่เต้าสะพายกระบี่อสูรที่ห่อด้วยผ้าแล้วหันหลังเดินจากไป
หงฝูนำเหล่าบ่าวไพร่มาส่งผู้มีพระคุณพร้อมกัน "แล้วพบกันใหม่! ผู้มีพระคุณ!"
"แล้วพบกันใหม่" ลู่เต้าทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองvud
หงฝูและเหล่าบ่าวไพร่ยืนมองส่งลู่เต้าจากไป ถึงแม้เขาจะลับสายตาไปแล้ว พวกเขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอีกนานครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกลับจวนไปในที่สุด
ลู่เต้าที่เดินจากไปไกลแล้ว หันกลับมามองทะเลสาบัทมิฬเป็ครั้งสุดท้าย
"ผีพราย คำสาป พญาอสรพิษ..." ลู่เต้าครุ่นคิด "นึกไม่ถึงว่ามาอยู่ที่นี่ไม่กี่วัน จะเกิดเื่มากมายขนาดนี้"
ไป๋เสียก็ปรากฏกายยืนอยู่ริมทะเลสาบ และเมียงมองดูเป็คราสุดท้ายเคียงข้างเขา "ที่นี่ไม่มีประโยชน์ต่อเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเ้าแล้ว ไปกันเถอะ"
ลู่เต้าพยักหน้า แล้วทั้งคนทั้งิญญาก็ออกเดินทางต่อ
ทว่าในขณะที่ทุกคนไม่ทันระวังภัย อันตรายกลับกำลังคืบคลานเข้ามา
******
เขตต้องห้ามบนเขายักษามีหิมะโปรยปรายตลอดทั้งปี ภายในถ้ำน้ำแข็งที่เคยผนึกไป๋เสียเอาไว้มีแสงสีเขียวส่องออกมาเป็ระยะ
หินผนึกที่กำลังเปล่งประกายแสงอยู่บนผนังน้ำแข็งเป็ต้นเหตุ ยิ่งกะพริบถี่เท่าไร แสงก็ยิ่งริบหรี่ลงเท่านั้น
ในที่สุดมันก็เหมือนคนป่วยที่กำลังหายใจรวยริน จากนั้นก็ดับลง กลายเป็หินธรรมดาๆ ก้อนหนึ่ง
ไม่นานหลังจากที่หินผนึกหมดพลังลง บนผนังน้ำแข็งก็มีรอยร้าวปรากฏขึ้น มีหนึ่งก็มีสอง มีสองก็มีสาม รอยร้าวมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผนังน้ำแข็งที่รองรับไม่ไหวก็แตกกระจาย ก้อนน้ำแข็งร่วงลงพื้นดังโครมคราม
ภายในถ้ำน้ำแข็งเต็มไปด้วยหมอกสีขาวจนมองไม่เห็นสภาพภายใน ไม่นานก็มีเสียงดังมาจากหมอกสีขาว เห็นเพียงมือซีดขาวผอมแห้งโผล่ออกมาจากก้อนน้ำแข็ง จากนั้นก็มีชายคนหนึ่งพยายามปีนออกมาจากผนังน้ำแข็ง!
“ข้า..คือใครกัน”
