เมื่อเห็นเคราสีทองของตัวเองกำลังพลิ้วไหวอยู่ในมือของอีกฝ่าย สีหน้าของาาแบล็กสโตนก็เปลี่ยนไปทันที นี่คือความอัปยศ มันแทบไม่ต่างอะไรกับการโดนตบหน้าในที่สาธารณะ ความโกรธเกรี้ยวยิ่งลุกโชนขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอของตัวเอง สิ่งนี้มันเตือนสติให้เขาต้องควบคุมความโกรธของตัวเอง
เห็นได้ชัดว่า ความแข็งแกร่งของาาเมืองแซมบอร์ดมันยิ่งกว่าในข่าวลือเสียอีก แน่นอนว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายสามารถตัดคอเขาได้ในชั่วพริบตา...นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
าาแบล็กสโตนหันหน้าไปมองชายในชุดเกราะสีเงินที่อยู่ข้างๆ
เขาเห็นอีกฝ่ายกะพริบตาให้แล้วส่ายหัว
าาแบล็กสโตนถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเข้าใจความนัยที่อีกฝ่ายจะสื่อได้ทันที เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของาาเมืองแซมบอร์ดสูงล้ำมาก และเหนือกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ดูเหมือนว่าแผนการที่เคยวางไว้ก่อนหน้านี้อาจจะไม่สำเร็จก็ได้...แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะคัดค้านอีกฝ่ายได้ สำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่อยู่ด้วยกฎแห่งป่าแล้ว าาเมืองแบล็กสโตนมีพร์ระดับปานกลาง ตอนนี้อายุเขาปาไปห้าสิบกว่าปีแล้ว ยังเป็ได้แค่นักรบคลื่นพลังธาตุไฟระดับสองดาว แต่ก็ยังถือได้ว่าเป็าาของอาณาจักรที่มีอำนาจในทางการทหารคนหนึ่ง สำหรับผู้ที่เกิดมาในราชวงศ์แล้ว ความคิดและความอดทนเป็สิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา ดังนั้นเขาจึงรู้ว่ากลยุทธ์แบบไหนเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
“หนึ่ง...สอง...สาม...”
ซุนเฟยไม่สนใจว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาเพียงนั่งนับถอยหลังอยู่บนหลัง 'ลมกรดทมิฬ' ด้วยน้ำเสียงเ็า ตัวเลขทีละตัวที่หลุดออกจากปากของซุนเฟย เหมือนกับค้อนั์ที่กำลังกระหน่ำทุบลงมาในหัวใจของาาและทหารม้าเมืองแบล็กสโตน น้ำเสียงที่เ็านั่นทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัว พวกเขาต่างกำอาวุธในมือแน่นตามสัญชาตญาณ
“สี่...ห้า...หก...”
ซุนเฟยยังคงนับต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ช้าไม่เร็ว
สายลมของปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านร่างพวกเขาไป ไม่รู้ว่าทำไม เหล่าทหารของกองทัพเมืองแบล็กสโตนถึงรู้สึกว่าอากาศในเช้านี้มันหนาวกว่าทุกวัน
“...เจ็ด...แปด...”
ทั้งๆ ที่เป็เพียงการนับเลขธรรมดาๆ ที่ออกมาจากปากของาาในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว กลับทำให้ทหารเมืองแซมบอร์ดทุกคนรู้สึกเืร้อนขึ้นมา ราวกับว่าในอกของพวกเขามีบางสิ่งบางอย่างกำลังพวยพุ่งออกมา ที่ผ่านมาเมืองแบล็กสโตนมักจะข่มเหงรังแกเมืองแซมบอร์ดอยู่เสมอ พวกมันชอบหาข้ออ้างมาปล้นสะดมในอาณาเขตของเมืองแซมบอร์ด ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีวันนี้ วันที่าาของพวกเขาพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถข่มพวกทหารม้าเมืองแบล็กสโตนจนหงอขนาดนี้ และยังทำให้าาแบล็กสโตนที่แสนเย่อหยิ่งคนนั้นไม่กล้าแสดงอารมณ์โกรธของตัวเองออกมา ทันใดนั้น เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดก็คำรามในลำคอด้วยความโกรธขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ และการนับเลขของซุนเฟย มันเหมือนกับช่วยให้พวกเขาได้ระบายความอัปยศอดสูในอดีตออกมา
เสียงคำรามในลำคอของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดนับร้อยคนดังกระหึ่ม บรรยากาศที่น่าเกรงขามพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างช้าๆ ในน้ำเสียงของพวกเขาแฝงไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ เหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาสังหารพวกเขาเต็มแก่
ทันใดนั้น กระแสาก็ได้พลิกกลับ
ผู้ที่ถือครองความได้เปรียบกลับกลายเป็กองทัพเมืองแซมบอร์ดที่มีจำนวนคนน้อยกว่า
เสียงขู่คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของคนที่มีไม่ถึงสองร้อยคนได้สร้างแรงกดดันในาขึ้นมา
และแรงกดดันในาของพวกเขาก็เหนือชั้นยิ่งกว่าการควบม้าวิ่งวน แล้วใช้หอกเคาะโล่ของเหล่าทหารเมืองแบล็กสโตนเสียอีก
นี่คือการข่มขู่!
ไม่มีใครกล้าสบตาพวกเขา!
“เก้า...”
ทันทีที่คำว่า ‘เก้า’ หลุดออกมา ซุนเฟยก็ยื่นมือไปด้านหน้า ประกายแสงสีม่วงก็สว่างขึ้นมาพร้อมกับขวานสีม่วงที่ปรากฏในมือ เมื่อได้เห็นการกระทำของาา วินาทีต่อมา ‘ชิ้งๆๆ’ เสียงแหลมคมของอาวุธก็ดังขึ้น...ทหารเมืองแซมบอร์ดต่างเล็งปลายคมหอกดาบไปทางข้าศึก ปลายหอกดาบสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกายวาววับ
เสียงขยับดาบที่ดังก้องไปทั่วสนามรบเสมือนเป็ฟางเส้นสุดท้าย หัวใจขององค์าาคานต์เต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าเขาได้มองเห็นเงาร่างที่จับต้องไม่ได้ก่อนหน้านี้กำลังจะพุ่งเข้ามาหาเขา าาแบล็กสโตนก็พลันะโออกมาเสียงดังว่า “ถอย...”
ครึ่กๆ!!!
ราวกับแม่น้ำสีดำได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ทหารม้ากว่าสองพันนายก็ถอยกลับไปจนหมด ฝุ่นลอยตลบอบอวลไล่หลังพวกเขา คลื่นแม่น้ำสีดำได้หายเข้าไปในป้อมปราการที่ตั้งอยู่ห่างออกไป
“ถุย!” ดร็อกบาถุยน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยาม
“หนีเร็วจริงๆ” เพียร์ซมองตามหลังพวกเขาด้วยสายผิดหวังเล็กน้อย
……
สิบนาทีต่อมา กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็มาถึงประตูป้อมปราการสีดำ
ทีแรกพวกเขาต่างก็คิดว่าาาเมืองแบล็กสโตนจะต้องผูกใจอาฆาตและคงถือโอกาสกลั่นแกล้งพวกเขาด้วยการไม่เปิดประตูรับ แน่นอนว่าซุนเฟยคิดจะให้องค์หญิงนาตาชาไป ‘เคาะประตู’ แต่พวกเขาก็ต้องแปลกใจ เมื่อจู่ๆ ประตูป้อมปราการก็ถูกเปิดออก ราวกับว่าทหารได้รับคำสั่งอยู่ก่อนแล้วว่า ไม่ต้องขัดขวางการเดินทัพของเมืองแซมบอร์ด พวกเขาปล่อยให้ซุนเฟยเข้ามาในเมืองอย่างง่ายดาย
“หรือว่าาาแบล็กสโตนคิดจะปิดประตูตีแมว...โอ้ ฮึๆ บอกไว้ก่อนว่าบิดาไม่ใช่แมว...คิดว่าจะขังบิดาไว้ในป้อมนี้ได้หรือ?” ในใจซุนเฟยพลันแสยะยิ้มออกมา ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวอยู่ในใจสักนิด ซุนเฟยตบสะโพกของ 'ลมกรดทมิฬ' ให้เป็ฝ่ายเดินเข้าไปในป้อมเป็ตัวแรก
เห็นได้ชัดว่าแช็คและแลมพาร์ด รวมทั้งคนอื่นๆ ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ภายใต้การสั่งการของแช็ค รูปขบวนทัพที่อยู่ห่างออกไปก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น หน่วยเทศกิจขยับเข้าไปอารักขารถม้าเวทมนตร์ที่องค์หญิงนาตาชาและแองเจล่านั่ง ทุกคนต่างระมัดระวังในทุกฝีก้าว
แต่จนถึงตอนนี้ การโจมตีที่ใครหลายๆ คนคิดไว้ก็ไม่เกิดขึ้นสักที
ในป้อมปราการสีดำดูปกติมาก ทหารแต่ละคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็ระบบ
ซุนเฟยกวาดสายตามองป้อมปรากการของศัตรูหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรอย่างละเอียด
เนื่องจากที่ตั้งและจุดยุทธศาสตร์ที่แสนพิเศษนี้ ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็ป้อมที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน สิ่งก่อสร้างภายในป้อมสร้างขึ้นด้วยก้อนหินสีดำ ไม่มีสิ่งก่อสร้างไม้ที่เป็วัตถุไวไฟแม้แต่น้อย อีกทั้ง เห็นได้ชัดว่าโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างและระดับความสูงต่างผ่านการออกแบบมาได้อย่างรอบคอบและสมเหตุสมผล มีป้อมปราการหินขนาดเล็กกระจัดกระจายไปทั่ว มีการคุ้มกันที่แ่า และเนื่องจากป้อมปราการถูกสร้างขึ้นบนูเา ดังนั้นบนผนังูเาทั้งสองด้านจึงถูกขุดเจาะเป็ด่านและห้องหินอย่างเนื่องแน่น ที่สำคัญคือมีพลธนูและทหารบางส่วนซ่อนตัวอยู่ในนั้น
ถนนภายในป้อมแคบมาก ลักษณะภูมิประเทศเป็เหมือนเขาวงกต แม้พวกข้าศึกจะสามารถทำลายประตูเมืองแล้วเข้ามาได้ แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรูปขบวนทัพขนาดใหญ่ได้ กลับกันยังต้องแบ่งกลุ่มกระจายกันออกไป สูญเสียความได้เปรียบในด้านจำนวนคน ได้ภูมิประเทศที่โดดเด่นขนาดนี้ กองทัพเมืองแบล็กสโตนไม่ถูกทำลายลงได้อย่างง่ายดายแน่
ป้อมปราการที่สมบูรณ์ขนาดแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการออกแบบป้อมปราการของทหารในยุคอาวุธเย็น1 ที่นี่ดูเหมือนกับเครื่องจักรสังหารที่อยู่ติดกันในูเา
าาเมืองแบล็กสโตนให้ความสำคัญกับที่นี่มาก ก่อนที่ซุนเฟยและคนอื่นๆ จะเข้ามา พวกเขาเองก็เตรียมการเป็อย่างดี อาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารจำนวนมากต่างถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดี เพื่อไม่ให้พวกข้าศึกอย่างเมืองแซมบอร์ดได้พบเห็น ดังนั้นสิ่งที่ซุนเฟยพบเห็นในตอนนี้จึงเป็เพียงหนึ่งในสิบของความแข็งแกร่งของป้อมปราการเท่านั้น
ถนนที่นี่กว้างสุดแค่สองเมตร เพียงพอให้รถม้าผ่านไปได้แค่คันเดียวเท่านั้น มีคนเดินบนถนนน้อยมาก แทบจะไม่เห็นประชาชนและพ่อค้าเลย นอกจากเหล่าทหารแล้วยังมีขบวนคาราวานของพ่อค้าขนาดกลางบางส่วน เนื่องจากเมืองแบล็กสโตนอยู่ติดกับเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้มีกองคาราวานพ่อค้าเดินทางผ่านมาเสมอ และสำหรับใครที่้าที่จะผ่านเส้นทางนี้ไปยังเมืองหลวง จะต้องจ่ายค่าภาษีผ่านทางอย่างหนัก ดังนั้นกองคาราวานที่จะผ่านเส้นทางนี้ได้จะต้องมีเงินทุนหนาพอสมควร
นอกจากทหารและพวกพ่อค้าที่มีอยู่น้อยนิดแล้ว จำนวนคนที่มีมากที่สุดก็คือทาส
ทาส!
เนื่องจากบนเทือกเขาอาทิตย์ของเมืองแบล็กสโตนมีเหมืองแร่อยู่มากมาย พวกเขาจึงสามารถสกัดแร่ออกมาเป็จำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง และที่นี่ก็ยังเป็หนึ่งในเสาหลักทางการเงินของอาณาจักรอีกด้วย ตราบใดที่เขามีประชาชนเพียงพอ พวกเขาก็สามารถจัดตั้งกองทัพติดอาวุธขึ้นมาได้เรื่อยๆ หากการจัดหาอาวุธเหล็กเป็หนึ่งในปัญหาระดับอาณาจักรของเมืองแซมบอร์ดแล้ว สำหรับเมืองแบล็กสโตนก็คงเป็จำนวนทาสไม่เพียงพอต่อการสกัดเหมืองแร่ และนี่ก็เป็เหตุผลที่ว่าทำไมอาณาจักรนี้ถึงได้ชอบทำานัก เพราะการทำาจะทำให้พวกเขาได้รับสินาจำนวนมากกลับมาด้วย และทาสก็คือหนึ่งในสินา
ใน่สามสิบปีที่ผ่านมา ั้แ่าาแบล็กสโตนคนปัจจุบันที่มีความทะเยอทะยานสูงขึ้นครองราชย์ เพื่อตอบสนองต่อความ้าแรงงานในการทำเหมืองแร่ เมืองแบล็กสโตนจึงมักจะหาเื่อาณาจักรเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งขึ้น แม้กระทั่งแอบสนับสนุนพวกกองกำลังโจรติดอาวุธบางส่วนและทหารรับจ้างให้ลักพาตัวประชาชนของอาณาจักรอื่นๆ มาเป็ทาส แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือเมืองแซมบอร์ด สามปีก่อนหน้านี้ ความแข็งแกร่งของอาณาจักรแซมบอร์ดอ่อนแอมาก บวกกับมีาายังปัญญาอ่อนกับขุนนางชั่วบาร์เซิลที่บริหารปกครองแบบมั่วๆ ทำให้มีประชาชนถึงหนึ่งในหกส่วนของอาณาจักรถูกลักพาตัวมาเป็ทาสในเหมืองแร่ที่เทือกเขาแห่งนี้ มีจำนวนมากที่ต้องตายไปเพื่อเป็ฐานบันไดให้เมืองแบล็กสโตนก้าวไปสู่รุ่งโรจน์
ความแค้นระหว่างสองอาณาจักรไม่มีทางจบลงได้ง่ายๆ
นี่เป็เหตุผลที่ว่าทำไมซุนเฟยถึงได้สังหารทหารม้าทั้งสองร้อยคนของเมืองแบล็กสโตนเมื่อคืนวาน และอธิบายได้ว่าทำไมทั้งเพียร์ซ ดร็อกบาหรือแม้กระทั่งพัศดีโอเลเกร์ถึงได้สังหารพวกมันอย่างเหี้ยมโหดที่สุด เพราะเมืองแซมบอร์ดต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการกระทำของเมืองแบล็กสโตนมาเป็ระยะเวลานานแล้ว ในเมืองแซมบอร์ดมีสาวแก่แม่ม่ายหลายคนที่ต้องสูญเสียสามีและบุตรหลาน แม้กระทั่งคนแก่คนชรา พวกมันก็ยังลักพาตัวไป...ความเ็ปนี้ พวกแบล็กสโตนจะต้องชดใช้!
กองทัพเมืองแซมบอร์ดค่อยๆ เคลื่อนพลอย่างช้าๆ
เมื่อเข้าสู่ใจกลางของป้อมปราการแบล็กสโตน ซุนเฟยก็ต้องขมวดคิ้ว
เพราะเขามองเห็นว่า ตรงกลางลานจัตุรัสเล็กๆ มีเสาหินที่มีระดับความสูงไม่เท่ากันประมาณสามสี่ร้อยต้นมีคาบเืเกาะติดอยู่ เนื่องจากเสาหินเป็สีขาวเมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างสีดำแบบนี้ยิ่งทำให้มันดูสะดุดตาขึ้นมา เสาหินเ่าั้มีรอยเปื้อนเืจำนวนมากจนดูน่ากลัว แม้ว่าจะเป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่ก็ยังคงมีแมลงวันอยู่มากมาย แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ซุนเฟยขมวดคิ้ว แต่เป็เพราะร่างสกปรกซอมซ่อที่ถูกมัดอยู่บนเสาหินพวกนั้นต่างหาก ร่างกายของพวกเขาผอมแห้งจนน่าใจหาย
ตามร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยาแน่ากลัว
ซุนเฟยกวาดสายตามองเพียงชั่วครู่ก็พบว่า คนที่ถูกมัดเ่าั้ บางส่วนได้หมดลมหายใจแล้ว อีกส่วนก็อยู่ในสภาพเป็ตายเท่ากัน และบางส่วนยังคงประคองสติเอาไว้ได้ พวกเขาอ้าปากเหมือนจะร้องครางออกมาอย่างเ็ป ทว่าเสียงที่เล็ดดรอดออกมากลับไม่ใช่เสียงร้องของคน แต่เหมือนเสียงร้องของสัตว์เดรัจฉานที่ได้รับาเ็หนักต่างหาก อยู่ไม่สู้ตายจริงๆ
“ฝ่าา คนพวกนี้น่าจะเป็ทาสที่ทำผิดแล้วถูกลงโทษ จากนั้นก็นำมาแขวนประจานที่เสา เพื่อเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู!” แช็คอธิบายออกมา
ซุนเฟยพยักหน้าไม่พูดอะไร
ในยุคอาวุธเย็นเช่นนี้ ฉากที่โหดร้ายป่าเถื่อนแบบนี้ก็อยู่ในการคาดการณ์ของซุนเฟยก่อนหน้านี้ด้วย ตัวเขาเองก็ไม่มีความสามารถมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเื่พวกนี้ได้ แม้ว่าซุนเฟยจะทำใจยอมรับมันบ้างแล้ว...แต่พอได้มาเห็นจริงๆ ในใจของเขาก็รู้สึกแย่มาก มันส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาอย่างรุนแรง
ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งของจัตุรัส
----------
1 [冷兵器时代] ยุคอาวุธเย็น หมายถึงยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่มีปืน ใช้เพียงอาวุธประเภทดาบ กระบี่ หอก ขวานในการสู้รบ
