เล่มที่ 4 บทที่ 91 ขึ้นเขา
“หลินเฟย ไอ้คนถ่อย” ยิ่งคิดหลี่ฉุนก็ยิ่งทุกข์ใจ จนลืมไปว่าอีกฝ่ายมีฐานะอะไร ก่อนจะเดินฝ่าฝูงคนออกมาพร้อมกับดวงตาแดงก่ำ เสียงที่พูดก็สั่นเครือไปด้วยโทสะ
“เ้าใช้แผนการหลอกล่อจนอาจารย์ข้าหลงกล ทำให้ข้าถูกไล่มาที่หุบเขากระบี่แห่งนี้ บัดนี้ยังมาเยาะเย้ยกันถึงที่อีก จะเป็อย่างไรกันล่ะ ถ้าข้าขอแลกชีวิตกับเ้า…”
‘บ้าไปแล้ว…’
ไป๋ซินมองใบหน้าที่ดำคล้ำลงของคนที่อยู่เบื้องหน้า…
‘หลี่ฉุนบ้าไปแล้วหรือ?’
ถ้าอยากตายก็ตายไปคนเดียวสิ อย่าลากคนอื่นเขาจมดิ่งลงไปด้วย บัดซบเสียจริง ตกอับถึงขนาดนี้แล้ว ยังกล้าะโโหวกเหวกใส่ศิษย์สายตรงอีก เกรงว่าพวกหุบเขาเทียนสิงจะได้มาจับไปก่อนที่อีกฝ่ายยังไม่ทันลงมือด้วยซ้ำ หากถูกพาไปขังยังสามสถานที่ลงทัณฑ์เป็เวลาแปดถึงสิบปี ก็ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ คิดว่าตัวเองยังคงเป็ศิษย์เอกหุบเขาหมัวเจี้ยนที่มีอาจารย์หนุนหลังหรืออย่างไร?
หากอาจารย์ยังคุ้มกะลาหัวตัวเองอยู่ละก็ เขาคงไม่ถีบหัวส่งเ้ามาลำบากอยู่ที่นี่แบบนี้หรอก
ไป๋ซิ๋นโกรธจัดจนอยากจะคว้าทรายหนึ่งกำมือมาอุดปากเสียๆของหลี่ฉุนจริงๆ…
ไม่ใช่แค่ไป๋ซินเท่านั้น...
เมื่อสิ้นเสียงสนทนาก่อนหน้า เหล่าศิษย์เฝ้าเวรที่อยู่บริเวณนี้ทั้งหมด ต่างก็มองหลี่ฉุนราวกับเป็ตัวกาลกิณี พวกเขาถอยห่างไปหลายก้าว เพราะกลัวจะซวยไปกับหลี่ฉุนด้วย
สุดท้ายจึงเหลือเพียงหลี่ฉุนที่ยืนอยู่คนเดียว
“หึหึ…” หลินเฟยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา
“ทำไมล่ะ อย่าคิดว่าเป็ศิษย์สายตรงแล้วข้าจะกลัวนะ!” หลี่ฉุนไม่คิดเสียใจกับสิ่งที่พูดออกไปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังดันทุรังแสดงกิริยาก้าวร้าวเช่นเดิมต่ออีก
ไป๋ซินเห็นท่าไม่ดี จึงรีบลากหลี่ฉุนให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเอง พร้อมพยายามส่งสายตาห้ามปรามให้อีกฝ่ายสงบปากสงบคำลง จากนั้นจึงหันมาส่งรอยยิ้มประจบประแจงให้หลินเฟย
“ศิษย์น้องหลินน่าจะเดินทางมาลำบากใช่เล่น ข้าได้ให้คนจัดเตรียมห้องรับรองไว้แล้ว เ้าไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อน แล้วค่อยขึ้นเขาต่อไปดีไหม?”
“ไม่ล่ะ” หลินเฟยส่ายหัวปฏิเสธ เพราะศิษย์สายตรงมีเวลาอยู่ที่หุบเขากระบี่ได้แค่เจ็ดวันเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะพักผ่อนได้ หลินเฟยจึงรีบปฏิเสธทันที
“ก็ได้…” เมื่อหลินเฟยปฏิเสธข้อเสนอของเขา ไป๋ซินก็ไม่เซ้าซี้อะไรต่ออีก ก่อนจะเรียกศิษย์น้องคนหนึ่งให้มาหา
“จงเหลียง ไปเอาแผนที่มาให้ศิษย์พี่หลินหน่อย”
“ทราบแล้ว”
“ขอบคุณ” ที่หลินเฟยเดินทางมายังอารามแห่งนี้ ก็เพราะ้าแผนที่นี้นั่นแหละ เนื่องจากตามปกติ พวกไป๋ซินอาศัยอยู่ละแวกนี้อยู่แล้ว แถมยังมีหน้าที่ตรวจตราเหล่าผนึกเก่าและตามหาช่องโหว่ใหม่อีก จึงทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับที่นี่เป็อย่างดี
ไม่นานจงเหลียงก็นำแผนที่เข้ามา
หลังจากพิจารณาแผนที่อยู่ชั่วครู่ หลินเฟยก็พบว่ามีช่องโหว่เพิ่มขึ้นมาหลายแห่ง หลังจากนั้นจึงจัดแจงม้วนแผนที่เก็บไปตามเดิม ก่อนยกมือขึ้นคารวะไป๋ซิน
“ขอบคุณมาก”
“ศิษย์พี่จะขี้เกรงใจเกินไปแล้วนะ”
ขณะกำลังจะก้าวออกจากอาราม หลินเฟยก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้…
เขาจึงหันหลังกลับมายิ้มให้หลี่ฉุนอีกครั้ง
“จริงสิ มีบางอย่างที่ศิษย์พี่หลี่พูดผิดไปนะ จริงๆแล้วหากข้าจะไล่ต้อนใครสักคน ข้าไม่จำเป็ต้องใช้แผนการอะไรแม้แต่น้อยเลยแหละ…”
หลินเฟยเดินจากไปทันทีเมื่อพูดจบ
บริเวณด้านนอกของอารามมีทางสายน้อยคดเคี้ยวอยู่สายหนึ่งที่จะสามารถมุ่งไปถึงหุบเขากระบี่ได้
ภายในเขากระบี่มีแร่จิงซ่าเข้มข้นเป็อย่างมาก จนแทบจะหลอมออกมาเป็ก้อนแร่ได้เลยทีเดียว ส่วนปราณโลหะสีทองที่รายล้อมอยู่นั้น ก็ได้เกิดเป็กระแสคมกริบ กรีดเฉือนตามิัของเขาจนมีรอยแผลตามตัว เสียงกระแสโลหะในอากาศเสียดสีกับโลหะบนร่างกายจนเกิดเสียงกังวาน หลินเฟยจึงต้องเร่งโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน เพื่อที่จะหลอมแร่จิงซ่าที่อยู่ในอากาศ
“ที่นี่มีช่องโหว่จริงๆด้วย…” หลินเฟยพยายามเดินตามแผนที่อยู่หนึ่งชั่วยาม และในที่สุดเขาก็เจอช่องโหว่แห่งแรก
พิภพน้อยอย่างหุบเขากระบี่นั้น มีห้วงมิติที่ไม่มั่นคงอยู่ ทำให้มักจะมีช่องโหว่ปรากฏออกมาเรื่อยๆ บางครั้งช่องโหว่เหล่านี้ยังสามารถทะลุไปยังพิภพหลัวฝู หรือไม่ก็พิภพน้อยอื่นๆได้อีกด้วย เหมือนครั้งที่เหล่ามารปีศาจบุกเข้ามาเมื่ออดีต อีกทั้งยังไม่อาจรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าปีศาจเ่าั้เข้ามาทางช่องโหว่จากพิภพน้อยใด หลายปีมานี้ จึงมีศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนเข้ามาประจำการ ทำหน้าที่คอยตรวจตราและปิดผนึกเหล่าช่องโหว่ เพื่อไม่ให้เหล่ามารปีศาจจากพิภพน้อยอื่นบุกเข้ามาได้
แค่เพียงยืนใกล้ๆเท่านั้น หลินเฟยก็รู้สึกได้ว่าไอิญญาที่อยู่รอบๆช่องโหว่มีความไม่มั่นคงอยู่ เหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังเข้ามาก่อกวนทำให้เกิดความไม่สงบกับไอิญญาเหล่านี้
โชคดีที่ศูนย์กลางของบริเวณที่มีไอิญญาแปรปรวน ได้มียันต์ที่เขียนด้วยชาดแดงกำลังเปล่งแสงผนึกไอิญญาเ่าั้ไว้อยู่
เพียงหลินเฟยมองแวบแรก ก็รู้ทันทีว่าต้องเป็ฝีมือของผู้าุโหุบเขาเทียนจีแน่นอน เพราะทั่วทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนนั้น มีเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างยันต์ผนึกช่องโหว่เช่นนี้ได้
“หื้อ?”
ชั่วขณะที่หลินเฟยกำลังจะหันหลังจากไปนั้น เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมา…
บัดนี้มีไอหยินซึมออกจากช่องโหว่ที่ถูกยันต์ปิดผนึก... …
“บัดซบ ผนึกเสื่อม!” ขณะที่หลินเฟยกำลังขมวดคิ้วเคร่งเครียดอยู่กับภาพตรงหน้า กระแสไอเย็นก็แพร่กระจายออกมาในอากาศทันที
ไม่นานก็มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้พื้นทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแห่งนี้ จากนั้นก็เกิดเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา ทั้งที่หลินเฟยยังไม่ทันจะตั้งสติได้…
ภาพตรงหน้าของเขาคือไอหยินเข้มข้นสายหนึ่งที่กำลังพุ่งเข้ามา!
“ปีศาจหรือ?”
หลินเฟยชะงักเพื่อเตรียมต้านรับพลังงานรุนแรงเบื้องหน้า
กระบี่หงส์คำรนในมือสั่นเรียกก่อนที่จะะเิเปลวไฟออกมา ทันทีทันใดความร้อนระอุก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณรัศมีหนึ่งจ้าง
ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากกองไฟ
เมื่อหลินเฟยเงยหน้าขึ้น จึงเห็นว่าปีศาจตนนั้นกำลังถูกไฟคลอกอยู่ มันพยายามถอยร่นหนีตายอย่างน่าอนาถ หน้าตาที่แสนอัปลักษณ์และไอหยินเข้มข้นที่รายล้อมรอบตัว รวมทั้งเขี้ยวที่งอกออกมา ทำให้หลินเฟยรู้ว่านี่ก็คืออสุรกายกุ่ยจู๋ ซึ่งมีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนเลยทีเดียว
แต่ก็แค่ขั้นบำเพ็ญใกล้เคียงกันเท่านั้น...
หากพูดถึงพลังของละก็ ต่อให้มีอสุรกายกุ่ยจู๋เป็สิบตน ก็ไม่สามารถเทียบเทียมผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนเพียงคนเดียวได้ด้วยซ้ำ
เพราะอสุรกายกุ่ยจู๋เพิ่งจะเบิกปัญญาออกมา แม้แต่เขี้ยวในปากก็ยังไม่วิวัฒนาการ กระทั่งหายไปจนหมด ขณะที่ต่อสู้ มันจึงมีแค่ความโเี้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ในฝั่งผู้บำเพ็ญย่างหยวนกลับรู้จักใช้เคล็ดวิชามากมาย ผันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แถมยังมีอาวุธอิงฝูไม่ก็หยางฝูเข้าช่วยอีก เมื่อเป็เช่นนั้น ต่อให้ต้องรับมือกับอสุรกายกุ่ยจู๋นับสิบก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
แน่นอนว่าสำหรับหลินเฟย…
ที่อยู่ขั้นย่างหยวนสูงสุด
มีหรือจะเห็นปีศาจน้อยๆเช่นนี้อยู่ในสายตา…
อสุรกายกุ่ยจู๋เพิ่งจะถอยหลังไปได้ไม่นาน กระบี่หงส์คำรนก็ะเิเปลวไฟเข้าโอบล้อมอีกรอบ ไม่นานก็กระพือไฟรุนแรงกระทั่งแผดเผาอสุรกายกุ่ยจู๋จนกลายเป็เถ้าถ่านในที่สุด ทว่าสีหน้าของหลินเฟยยังคงไม่สู้ดีเช่นเดิม…
--------------------------------------------------------------------------------
