เจียวมิ่งหลังจากที่ส่งจดหมายออกไปแล้ว เขาก็ไม่สามารถนอนพักผ่อนต่อไปได้ จึงแต่งตัวและตามก้งเยว่กลับไปที่ร้านอาหารแทน พวกเขาสี่คนแยกกันไปประจำคนละมุมของร้านอาหาร คอยสอดส่องดูผู้คนที่แต่งตัวแปลก ๆ และท่าทางมีพิรุธอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งอาหารที่ขายในวันนี้หมดลงใน่ปลายยามเว่ย พวกเขาช่วยครอบครัวสวีปิดร้าน ทำความสะอาดจนเรียบร้อย จึงได้เชิญพวกเขามานั่งคุยกันเพราะอยากให้ทุกคนสบายใจว่า พวกเขาสามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยให้ได้
“พวกเ้ามีเื่อะไรจะบอกกับพวกเรางั้นหรือ เหตุใดถึงได้ทำหน้าตาเคร่งเครียดกันเช่นนั้น” ลู่เวินเอ่ยถามพวกเจียวมิ่ง เพราะเห็นท่าทางจริงจังของทั้งสี่คน
“นายท่านสวีเื่นี้สำคัญมาก เมื่อตอนกลางวันคุณหนูลู่ชิงบังเอิญได้ยินคนของแคว้นตงหนาน พูดถึงสายลับที่เข้ามาหาข่าวในพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ สำหรับจัดตั้งกองทัพเพื่อยึดชายแดนแคว้นฉู่ไปทีละนิดขอรับ” เจียวมิ่งเป็ตัวแทนสหายพูดขึ้น
“ท่านพ่อท่านแม่ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะเ้าคะ ตอนที่ยกอาหารออกไปให้ พวกเขาก็เริ่มพูดเื่นี้กันแล้ว คงคิดว่าข้ายังเด็กคงฟังไม่เข้าใจว่าหมายถึงเื่อะไรจึงไม่คิดสงสัย พอเดินหันหลังกลับมาก็เลยแอบอยู่หลังประตู ฟังพวกเขาพูดจนจบเท่านั้นเองเ้าค่ะ” ลู่ชิงที่ทำหน้าตาเหมือนคนสำนึกผิด อธิบายให้คนในครอบครัวฟัง
“ชิงเอ๋อร์อย่าได้ทำเช่นนี้อีกนะลูก ถ้าเจอคนแปลกหน้ามีพิรุธเ้าก็รีบมาบอกพวกพี่ ๆ ทั้งสี่คน ให้พวกเขาไปจัดการแทนได้ ครั้งนี้โชคดีแค่ไหนที่คนพวกนั้นไม่คิดสงสัยเ้า แม่ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าพวกมันสังเกตเห็นเ้าจะเกิดอะไรขึ้น” ฟางซินไม่คาดคิดว่าลู่ชิงจะมีความกล้า ถึงกับแอบฟังคนต่างแคว้นพูดคุยกัน
“ข้าขอโทษเ้าค่ะท่านแม่ ข้าสัญญาจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว” ลู่ชิงก็ไม่ได้ตั้งใจแต่มันได้ยิน ก็เลยเกิดความอยากเผือกขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ
“เอาล่ะ ๆ เื่มันเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ครั้งหน้าอย่าให้มีเื่เช่นนี้อีกก็พอ เข้าใจหรือไม่ชิงเอ๋อร์” ลู่เวินก็กังวลอยู่เหมือนกัน คิดว่าชายแดนแห่งนี้จะสงบเสียอีก
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ” ลู่ชิงรับคำกับบิดาเสียอ่อย แต่ท่าทางที่ทุกคนเห็นนั้นกลับไม่น่าเชื่อเท่าใดนัก ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก
“แล้วพวกเ้าสี่คนมีแผนการกับเื่นี้เช่นไร พอจะบอกพวกเราได้หรือไม่” ลู่เวินหันไปถามกับเจียวมิ่งถึงวิธีรับมือแทน อย่างน้อยก็มีคนอยู่ด้วยกันหลายคน อาจช่วยคิดแผนการรับมือได้หลายทาง
“หลังจากก้งเยว่บอกเื่สายลับ จึงได้ส่งจดหมายไปให้คุณชายแล้วขอรับ ส่วนคนพวกนั้นคืนนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็สองกลุ่ม ให้ก้งเยว่กับก้งเจี้ยดูแลที่นี่ ส่วนข้ากับก้งคุนจะไปตามจับตัวพวกนั้นเองขอรับ” เจียวมิ่งคิดว่าถ้าสามารถจับตัวพวกที่ปลอมตัวเข้ามาได้เร็ว ย่อมมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมกองทัพ จากแคว้นตงหนานเพิ่มก็เป็ได้
“ใช่ขอรับนายท่านสวีต้องจับตัวพวกมันให้ได้ ก่อนที่คนพวกนั้นจะส่งข่าวกลับแคว้น ว่าสายลับที่ส่งมาถูกจับตัวไปแล้ว พวกเราจะได้ถ่วงเวลาออกไปได้อีกสักพักใหญ่ ๆ ขอรับ” ก้งคุนเอ่ยสำทับคำพูดของเจียวมิ่ง
“ขอบคุณพวกเ้ามากที่คอยปกป้องพวกเรา หากมีข่าวคราวเพิ่มเติมรบกวนช่วยบอกด้วยก็แล้วกัน” ลู่เวินขอเช่นนี้เพราะเขาจะได้ระวังและเตรียมตัวเผื่อเอาไว้
“ขอรับ” พอได้พูดคุยเข้าใจตรงกันแล้ว จึงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
จดหมายด่วนจากตำบลหย่งฝู ไปถึงเมืองหลวงในตอนเช้าก็จริง แต่คนรับไม่ได้อยู่ที่จวน เพราะตอนนี้เซียวหนิงหลงกับบิดา อยู่ที่คุกลับใต้ดินนอกเมืองหลวง เซียวหนิงหลงที่ออกจากจวน มาพร้อมกับบิดาั้แ่ยามเหม่ามุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านเล็ก ๆ นอกเมืองหลวงลงไปยังคุกใต้ดินเพื่อเค้นเอารายชื่อคนที่เป็ไส้ศึก จากปากสายลับพวกนี้ออกมาให้ได้
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง คารวะซื่อจื่อขอรับ” ทหารจากหน่วยลับที่เฝ้าอยู่หน้าประตู ทำความเคารพเ้านายทั้งสอง
“อืม พวกเ้าไปนำตัวพวกสายลับออกมาด้านนอก ข้าจะลงมือไต่สวนให้พวกมันคายความลับให้ได้วันนี้” ถือว่าสายลับพวกนี้มีความอดทนไม่น้อยทำอย่างไรก็ไม่ยอมเปิดปาก
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” หน่วยลับสามสี่คนเปิดประตูคุก นำตัวสายลับออกมาและมัดพวกเขาติดเสาเอาไว้
“พวกเ้ายังจะมาถามเื่เดิม ๆ อีกงั้นหรือ ต่อให้ทรมานพวกข้าจนตาย ก็ไม่มีทางได้ความลับอะไรไปจากพวกข้าทั้งนั้น” เหยียนซุ่นพูดขึ้นทันทีที่เห็นว่าคนที่มาครั้งนี้เป็ใคร
“อ่อ เปิ่นหวางได้ยินจนเบื่อแล้วเช่นกันกับคำปฏิเสธของเ้า แต่ว่าครั้งนี้มันต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย พวกเ้าสามคนคงมีครอบครัวญาติพี่น้องใช่ไหม ป่านนี้ทุกคนคงเป็ห่วงมาก ที่พวกเ้าหายตัวไปนาน เปิ่นหวางคิดว่าถ้าส่งอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งกลับไป จะเกิดอะไรขึ้นกับคนในครอบครัวเ้าหรือไม่นะ
อืม แต่คิดอีกทีมันเสียเวลาเกินไป ข้าส่งหน่วยลับไปจัดการเก็บกวาดครอบครัวของพวกเ้าน่าจะง่ายกว่า เ้าคิดว่าวิธีของเปิ่นหวางอันไหนน่าสนใจมากกว่ากัน ลองเลือกมาให้สักข้อสิ” ท่านอ๋องไม่คิดอ่อนข้อเกลี้ยกล่อมอีกต่อไป ต้องใช้ไม้ตายและเด็ดขาดจะได้จบ ๆ เสียที
“นี่เ้า!! อย่าทำร้ายครอบครัวของข้านะพวกเขาไม่เกี่ยว” เหยียนซุ่นได้ยินท่านอ๋องพูดถึง การสังหารคนในครอบครัวของตน ก็เริ่มคิดหนักว่าตัวเขาควรทำเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้
“ใช่ ๆ คนในครอบครัวไม่มีใครรู้ว่า พวกเราทำงานเป็สายลับ พวกเ้าจะทำร้ายคนบริสุทธิ์ไม่ได้นะ!”
“เ้าอย่าได้ทำแบบนั้นเด็ดขาด ลูกของข้ายังเล็กเขายังต้องเติบโตมีชีวิตที่ดีนะ!”
“ทำไมข้าจะทำไม่ได้ในเมื่อพวกเ้าคิดจะทำา ชาวบ้านมากมายที่อยู่ตามชายแดน ก็เป็ผู้บริสุทธิ์เหมือนกันพวกเขาล้วนมีครอบครัว หากเกิดาทหารแคว้นตงหนาน จะไว้ชีวิตชาวบ้านเหล่างั้นรึอย่าพูดเอาแต่ได้ จะให้เห็นใจพวกเ้าที่มีครอบครัว แล้วพวกเ้าเห็นใจคนของแคว้นฉู่บ้างหรือไม่ ห๊ะ!!!” เ้าพวกนี้จะเห็นแก่ตัวมากเกินไปแล้วจริง ๆ
“เสด็จพ่ออย่าเสียเวลาอีกเลย ในเมื่อพวกมันไม่ยอมบอกท่านเพียงมีคำสั่งให้หน่วยลับของเรา ออกเดินทางไปจัดการก็สิ้นเื่แล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกที่อยู่เื้ัเป็ไส้ศึกก็คงตามหาไม่ยาก พวกเรารีบจัดการแคว้นตงหนานก่อน แล้วค่อยกลับมาจัดการคนในแคว้นทีหลังก็ยังทันถมเถ” พวกนี้ก็แค่ใช้แผนถ่วงเวลาเท่านั้น ถือว่าโชคเข้าข้างแคว้นฉู่ที่เขาจับตัวสายลับได้เสียก่อน
สายลับสามคนฟังแม่ทัพใหญ่แคว้นฉู่ พูดคุยกับบุตรชายที่ไม่ไต่สวนพวกเขาต่ออีกแล้ว การยกทัพไปจัดการแคว้นศัตรู โดยมีผู้นำกองทัพอย่างแม่ทัพใหญ่ ฉายาแม่ทัพไร้พ่ายอย่างเซียวชินอ๋อง บุคคลที่บรรลุวรยุทธ์ขั้นสูงสุดเรียบร้อยแล้ว จะมีใครกล้าต่อกรไหนจะซื่อจื่อผู้เป็บุตรชายเอง ยังบรรลุวรยุทธ์ขั้นสูงกองทัพแคว้นตงหนาน ไม่อาจเอาชนะกองทัพแคว้นฉู่ได้แน่
“เอาตัวพวกมันไปขังคุกไว้เช่นเดิม งดน้ำและอาหารั้แ่วันนี้เป็ต้นไป” ท่านอ๋องสั่งหน่วยลับเอาตัวพวกนี้ไปขังเช่นเดิม แต่งดให้น้ำกับอาหารปล่อยให้หิวตายอยู่ในคุกนี่แหละ
“ท่านพ่อ ก่อนกลับคงต้องหาสัตว์ป่าติดมือไปสักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ทหารขององค์ชายสาม ที่สะกดรอยตามพวกเราอยู่สงสัยเอาได้ขอรับ” เซียวหนิงหลงไม่ลืมอุบายลวงคนที่ติดตามสืบข่าว ทำให้เห็นว่าแค่ออกมาซ้อมยิงธนูด้วยการล่าสัตว์
ชินอ๋องพยักหน้าให้บุตรชายเพียงเท่านั้น เซียวหนิงหลงจึงเดินนำหน้าบิดาขึ้นมาจากคุกใต้ดิน ตันเจียงที่เห็นเ้านายขึ้นมาแล้ว ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปทำความเคารพ และแจ้งเื่สำคัญที่เพิ่งได้รับแก่เ้านายทั้งสองทันที
“ท่านอ๋อง ซื่อจื่อหลังจากที่พวกท่านออกจากจวนได้ประมาณสองเค่อ มีจดหมายมาจากตำบลหย่งฝู ผูกด้วยด้ายสีแดงเกรงว่าจะเป็เื่ด่วน กระหม่อมจึงได้นำจดหมาย มารอหน้าทางเข้าคุกใต้ดินพ่ะย่ะค่ะ” ตันเจียงพูดจบก็รีบยื่นจดหมายให้ซื่อจื่อแทนที่จะเป็ชินอ๋อง
เซียวหนิงหลงเองก็รีบเปิดจดหมายออกมาอ่าน เขาถึงกับมีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที ท่านอ๋องเซียวมองบุตรชายทำสีหน้าเช่นนั้น รีบเอ่ยถามกับเขาบ้าง
“อาหลงเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ทำไมเ้าถึงดูกังวลเช่นนั้นเล่า”
“ท่านพ่อ พวกเราคงต้องรีบเข้าเฝ้าเสด็จลุงเสียแล้ว เจียวมิ่งส่งข่าวมาว่าชิงเอ๋อร์บังเอิญได้ยินคนจากแคว้นตงหนาน ปลอมตัวเข้ามาตามหาสายลับที่หายไป และบอกว่าแม่ทัพของฝั่งนั้นรอฟังข่าวเพื่อเตรียมจัดกองทัพขอรับ” เื่นี้จะปล่อยให้ยืดเยื้อไม่ได้แล้ว
“แคว้นเราต้องรีบจัดกองทัพเตรียมพร้อมโดยเร็ว จะเสียเวลาอีกต่อไปไม่ได้แล้วกลับจากที่นี่ต้องเข้าวังหลวงทันที ตันเจียงเ้านำป้ายคำสั่ง ไปแจ้งทหารใต้บังคับบัญชาของเปิ่นหวาง บอกพวกเขาให้เตรียมตัว กองทัพของพวกเราคงได้ออกเดินทางภายในสามวันนี้”
ชินอ๋องมอบป้ายคำสั่งให้กับตันเจียงแล้ว ทั้งสามต่างควบม้าแยกกันไปคนละทางอย่างรวดเร็ว การนี้จะชักช้าไม่ได้และยังต้องปิดไม่ให้พวกไส้ศึกรู้ข่าว ก่อนที่พวกเขาจะนำกองทัพออกเดินทาง หากปล่อยให้พวกมอดแมลงที่คิดร้ายกับฮ่องเต้ได้รู้ ฝ่ายศัตรูอย่างแคว้นตงหนาน ย่อมวางแผนลงมือบุกชายแดน จนเกิดความเสียหายกับชาวบ้านที่นั่นเป็แน่
ชินอ๋องและซื่อจื่อควบม้ากลับเข้าเมืองหลวง ตรงไปยังประตูหน้าวังหลวงด้วยความเร็ว จนผู้คนที่เดินอยู่บนถนนที่ได้ยินเสียงเกือกม้ากระทบพื้น รีบหลบออกไปด้านข้างถนน หากไม่หลบพวกเขาอาจได้รับาเ็ ทหารประจำการหน้าประตูวังยังไม่ทันทำความเคารพ ชินอ๋องชูป้ายทองให้ทหารได้ดูโดยไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น พวกเขาเดินเร็วมากจนคนสนิทขององค์ชายสาม ที่สะกดรอยตามยังช้ากว่าหนึ่งก้าว
เมื่อสองคนพ่อลูกเข้าไปด้านในตำหนักกวงจือกง คนที่สะกดรอยตามก็ไม่สามารถก้าวเท้าตามเข้าไปได้ เพียงแค่เข้ามาถึงด้านนอกตำหนัก องครักษ์เงาก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า พวกเขาจึงต้องรีบถอยออกมา และกลับไปรายงานองค์ชายสามที่ตำหนักแทน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่ กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่มารบกวนพระองค์ โดยมิได้มีหนังสือขอเข้าเฝ้าอีกครั้ง แต่กระหม่อมกับอาหลงมีเื่ด่วนที่พระองค์ต้องตัดสินพระทัย ทั้งยังต้องทำการอย่างเงียบ ๆ ด้วยพะย่ะค่ะ” ท่านอ๋องกล่าวขอโทษพระเชษฐา ที่มาโดยไม่มีหนังสือแจ้งล่วงหน้าอีกครั้ง
“ดูพวกเ้ารีบร้อนเข้ามาพบเจิ้นเช่นนี้ เกิดเื่ร้ายแรงอันใดขึ้นรีบพูดมาอย่าได้ชักช้า” ฮ่องเต้ทรงเห็นพระอนุชาทำตัวรีบร้อนเช่นนี้ไม่บ่อยนัก ในพระทัยจึงไม่อาจสงบนิ่งได้
“ทูลเสด็จลุงคนของหลานที่ตำบลหย่งฝู ได้ส่งจดหมายมารายงานว่า ตอนนี้มีคนของแคว้นตงหนานปลอมตัวเข้ามา เพื่อตามหาสายลับเ่าั้และทางแม่ทัพแคว้นตงหนาน กำลังรอการส่งข่าวกลับไปยืนยันก่อนจัดเตรียมกองทัพ เข้ามาบุกยึดเมืองชายแดนของแคว้นฉู่เรา แต่หลานคิดว่าคนของหลานที่ส่งไปที่นั่น คงจับตัวไว้ได้ก่อนจะทำการส่งข่าวกลับแคว้นได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” เซียวหนิงหลงเป็ผู้ตอบรายละเอียดของเื่ด่วนที่ได้รับมา
“ปัง! พวกแคว้นตงหนานเหตุใด ถึงชอบทำศึกากันนัก คิดจะยึดแผ่นดินทุกแคว้นแล้วตั้งตนเป็จักรพรรดิสินะ เจิ้นไม่มีทางยอมให้พวกมันทำสำเร็จ ถ้าพวกเ้าต้องจัดกองทัพออกเดินทาง ไปปราบแคว้นตงหนานคนที่เป็ไส้ศึกจะไม่รู้ แล้วส่งข่าวบอกกับพวกศัตรูหรอกรึ” พระองค์ทรงกังวลว่าพวกที่คิดก่อฏ จะล่วงรู้ข่าวการเดินทัพเสียก่อน
“ฝ่าาทรงวางพระทัย กระหม่อมมีคำสั่งรวมพลไปแล้ว กองทัพจะออกเดินทางในยามจื่อ พวกเราจะแบ่งเป็กองย่อยกระจายกันออกไป ก่อนจะกลับไปรวมตัวกันอีกครั้งที่เมืองหย่งเฉิง สำหรับคนที่สะกดรอยตาม กระหม่อมได้คัดเลือกคนของหน่วยลับ จำนวนห้าสิบคนเพื่อสกัดกั้นทุกทาง ไม่ให้รู้ข่าวเื่การเดินทัพไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” กว่าคนพวกนั้นจะรู้ กองทัพของเขาก็เดินทางออกไปไกลจากเมืองหลวงแล้ว หากคิดจะส่งข่าวไม่ว่าจะผ่านนกพิราบหรือผ่านคนส่งสาร หน่วยลับจะคอยสกัดเอาไว้ทุกทางไม่มีใครหลุดรอดไปได้แน่
“เช่นนั้นเจิ้นจะเขียนราชโองการให้เ้านำติดตัวไป ยามทำศึกจบกลับมาเ้าจะได้มีหลักฐาน เอาไว้ตบหน้าพวกขุนนางชั่วเ่าั้ได้”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
ชินอ๋องกับซื่อจื่อรอรับราชโองการลับเพียงไม่นาน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงขอตัวกลับจวน เพื่อวางแผนการเดินทางให้รัดกุม คนที่ต้องอารักขาพระชายาและท่านหญิงจึงเพิ่มจำนวนขึ้น ป้องกันคนไม่หวังดีฉวยโอกาสทำเื่ชั่วช้า ยามที่พวกเขาสองพ่อลูกไม่อยู่ ซึ่งชินอ๋องได้สั่งการหน่วยลับไว้แล้ว หากคนที่คิดวางแผนชั่วทำร้ายพระชายาและท่านหญิงสังหารทิ้งได้ทันที
