ไอ้แดงกินนมจนหลับปุ๋ยคาอก มาลีวางลูกลงในเปลด้วยอาการทะนุถนอมแล้วรีบตรงเข้าห้องน้ำอีกครั้ง
หญิงสาวคว้าขันน้ำพลาสติกตักขึ้นมาราดล้างเนื้อตัว ขัดถูสบู่จนทั่วทุกหลืบรูในร่างกาย พยายามล้างคราบคาวความใคร่และราคีคาวที่ลุงทองฝากเอาไว้ทุกซอกทุกมุมของร่างกาย
“ฮื่อๆ... ”
มาลีร้องไห้ไปอาบน้ำไป หล่อนขัดถูสบู่จนเนื้อตัวเป็รอยแดง ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันจะลบล้างรอยราคีคาวที่ลุงทองได้ฝากเอาไว้ในชีวิตของหล่อน
มาลีสาดน้ำใส่หว่างขาของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ควักล้วงสลับสาดน้ำล้างเหมือนคนเสียสติย้ำคิดย้ำทำ ทั้งที่รู้ดีว่าร่างกายนี้ยังเป็ของหล่อน ลุงทองไม่ได้อะไรติดมือกลับไป... เพราะสิ่งที่สูญเสียแท้จริงก็คือ ‘ความรู้สึก’ ต่างหาก ไม่ใช่รอยช้ำจ้ำแดงหรืออาการแสบโพรงสวาทที่ลุงทองทำเอาไว้
มาลีรู้ว่าความเจ็บแปลบแสบรูสามารถหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน แต่รอย ‘แผลในใจ’ ต่างหากที่จะติดตัวหล่อนไปจนวันตาย
หลังจากร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตา มาลีกระโจมอกออกมาจากห้องน้ำ หล่อนสูดหายใจแรงแล้วปาดน้ำตาทิ้ง พยายามปลุกปลอบตัวเองว่าให้ลืมเื่ร้ายๆ ในคืนนี้ เพื่อที่จะก้าวผ่านคืนนี้ไปให้ได้
ร่างอ่อนล้าของแม่ลูกอ่อนทิ้งตัวลงบนเตียงนอนเล็กๆ ด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะว่าเมื่อครู่ลุงทองจัดหนักจนหล่อนแทบลืมหายใจ
มาลีคว้าหมอนข้างมากอด พยายามข่มตาให้หลับ หล่อนภาวนาขอให้ตื่นขึ้นมาในตอนรุ่งเช้าแล้วพบว่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็ความฝันทีเถอะ... สาธุ
“วันรุ่งขึ้น”
มาลีตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ตอนนั้นดวงตะวันยังไม่ทันจะโผล่พ้นขอบฟ้าด้วยซ้ำ เสียงไก่ตัวผู้ยังขันคลอสลับกับเสียงร้องของนกกาเหว่าที่ดังแว่วมาจากบ้านกำนันที่อยู่ท้ายซอย
ขณะที่หล่อนกำลังก้มๆ เงยๆ ง่วนงุ่นอยู่กับการซักเสื้อผ้าของลูกชาย ค่อยๆ บิดผ้าแล้วพาดตากเอาไว้ที่ราวไม้ไผ่หลังบ้าน ตอนนั้นมาลีหารู้ไม่ว่ามีสายตากระหายสวาทของใครคนหนึ่งกำลังจับจ้องมองเรือนร่างเย้ายวนของหล่อนด้วยอารมณ์กระสัน
