ทว่าติงเหว่ยกลับขมวดคิ้วขึ้นมา นางส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่จำเป็จริงๆ พวกท่านทุกคนล้วนทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การย้ายบ้านก็เป็แค่เื่เล็กๆ พวกพี่ชายของข้าสามารถทำได้อย่างสบายๆ อีกอย่างสถานการณ์แผ่นดินตอนนี้เองก็ไม่สู้ดีเท่าไรนัก ควรจะให้พวกเขาฝึกรับมือเอาไว้เสียบ้าง วันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะเจอกับเื่อะไรอีก อีกอย่างคนในครอบครัวร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคก็จะยิ่งรักใคร่ปรองดองกันมากขึ้นด้วย!”
กงจื้อิจ้องไปที่ดวงตาของนางอยู่เป็เวลานาน จากนั้นจู่ๆ ก็ละสายตาออกไป เขาเม้มริมฝีปากและยิ้มออกมา จากนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ “ตกลง เอาตามที่เ้าว่า!”
ติงเหว่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอกและในที่สุดก็ยิ้มออกมา
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันต่อสักพัก เมื่อเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว ติงเหว่ยก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “นี่ก็ดึกแล้ว ข้าจะส่งอันเกอเอ๋อร์ไปหาเฉิงเหนียงจื่อ ท่านเองก็รีบอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”
กงจื้อิยิ้มและพยักหน้า “ตกลง เ้าไปเถอะ!”
เขาเฝ้ามองติงเหว่ยที่อุ้มลูกออกไปอย่างระมัดระวัง ดวงตาสีดำสนิทของเขาทอประกายขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
……
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวสกุลติงก็ยุ่งวุ่นวาย ว่ากันว่าบ้านเก่าๆ มีมูลค่ามหาศาล หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายปีไม่ว่าจะของอะไรก็ตัดใจทิ้งไม่ลง พอจะย้ายบ้านขึ้นมาก็เริ่มลำบากไม่น้อย
ติงเหว่ยนอกจากจะคอยเตรียมอาหารสามมื้อให้กับกงจื้อิ ดูแลลูกชาย นางก็ใช้เวลาว่างที่เหลือไปพิจารณาว่าหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้วครอบครัวของนางมีอะไรต้องระมัดระวัง และต้องซื้อของจำเป็อะไรเพิ่มบ้าง
ภายในสองวัน พี่รองสกุลติงก็มาหาถึงที่บ้าน
บ้านหลังนั้นของติงเหว่ยเป็เรือนขนาดกลางและแบ่งเป็สองชั้น หลังจากเอาส่วนที่ปล่อยเช่ากลับคืนมา ปรากฏว่าห้องเพียงพอให้พวกเขาอยู่กันได้ทั้งครอบครัว นอกจากนี้แปลงปลูกผักที่ผู้าุโติงทำไว้ก่อนหน้านี้ก็ปลูกผักและถั่ว ทุกวันนี้ก็เพียงพอให้ทุกคนในครอบครัวมีผักกิน
สิ่งที่ดีที่สุดก็คือมีห้องใต้ดินอยู่ใต้ห้องเก็บฟืน พื้นที่กว้างใหญ่สามารถเก็บเสบียงอาหารได้อย่างเหลือเฟือ
ในเรือนหน้ายังมีบ่อน้ำหนึ่งแห่ง สามารถใช้ดื่มกินได้อย่างสะดวก
เรือนสองชั้นแห่งนี้มีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง ทำจากกระเบื้องและอิฐสีเขียว ทั้งยังป้องกันเพลิงไหม้ นอกจากนี้ยังห่างจากถนนไม่ไกล เดินไปตามทางเล็กๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตลาดขายพืชผลแล้ว ซื้อของได้อย่างง่ายดาย แล้วก็ห่างจากร้านเครื่องใช้ไม้ไม่ไกล ทำให้ในระหว่างที่ยังไม่ได้ปิดร้านก็สามารถช่วยดูแลกันและกันได้
จะมีข้อเสียนิดเดียวก็คือกำแพงบ้านด้านนอกเตี้ยไปสักหน่อย
ติงเหว่ยเคยไปที่บ้านหลังนั้นครั้งเดียวก็เลยไม่ได้ดูทุกอย่างชัดเจนเท่าไรนัก วันนี้พอได้ยินพี่ชายพูดขึ้นมาก็วางใจขึ้น กำแพงเตี้ยไปสักหน่อยไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร นางยิ้มแล้วพูดว่า “ปัญหานี้จัดการได้ง่ายมาก ครั้งที่แล้วที่พวกเราปรับปรุงห้องด้านข้างยังมีอิฐกระเบื้องเหลืออยู่เพียงพอ พี่และพี่ใหญ่ไปหาช่างก่ออิฐมาสักสองสามคน แล้วมาทำสักครึ่งวันก็น่าจะเสร็จแล้ว”
พี่รองสกุลติงยิ้มออกมาและพูดเสริมว่า “ไม่จำเป็ต้องใช้คนอื่น แค่ข้ากับพี่ใหญ่สองคนก็พอแล้ว! พอถึงตอนนั้นข้าค่อยเอาใบมีดจากที่ร้านมาใส่ไว้จำนวนหนึ่ง จะได้ป้องกันขโมยด้วย”
ติงเหว่ยพยักหน้า “เื่เช่นนี้พี่รองและพี่ใหญ่ตัดสินใจได้เลย นอกจากนี้เดี๋ยวข้าจะเอาเงินมาให้เพิ่มสักหน่อย พวกท่านช่วยข้าเอาไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่ใช้อย่างเต็มที่ อย่าให้พวกเขาประหยัดมัธยัสถ์จนเกินไป”
เมื่อพูดจบนางก็จะกลับเข้าไปในห้อง
พี่รองสกุลติงรีบเข้ามาขวางนางเอาไว้ เขาพูดขึ้นมาอย่างจริงจังและเคร่งขรึมว่า “เหว่ยเอ๋อร์ พี่รองเข้าใจในเจตนาของเ้า เ้าเองก็กตัญญูอย่างมากแล้วก็คิดอยากจะช่วยเหลือครอบครัวของเรา แต่ที่ครอบครัวเรามีวันนี้ได้ก็เป็เพราะเ้า พี่รองเ้าเป็คนไร้ความสามารถ ทว่าสองปีที่ผ่านมานี้ก็หาเงินได้จำนวนหนึ่ง เงินเลี้ยงดูท่านพ่อกับท่านแม่ข้ายังรับผิดชอบไหว! ส่วนที่เ้าต้องออกพี่รองจะออกให้เ้าเอง เ้าไม่ต้องมาสนใจเื่พวกนี้! วันนี้ที่พี่รองมาก็เพื่อจะบอกเ้าเื่นี้แหละ งั้นข้าขอตัวก่อน มีเื่อีกมากมายต้องไปจัดการ!”
ติงเหว่ยเบิกตากว้าง นางรีบยื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อของเขาเอาไว้ แล้วพยายามเกลี้ยกล่อมว่า “พี่รอง นี่เป็เื่ที่พวกเราต่างก็ตกลงกันเอาไว้แล้ว…”
พี่รองสกุลติงกลับพูดตัดบทนางด้วยท่าทีที่หนักแน่น “เื่นี้ข้าตัดสินใจไปแล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมากมาย!”
ถึงแม้ครอบครัวจะมีจำนวนคนไม่น้อย แต่หากจะพูดขึ้นมาแล้วเดือนนี้ก็ใช้แค่สองสามตำลึงเท่านั้น ที่จริงก็ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น
ติงเหว่ยที่เห็นท่าทางเช่นนี้ของพี่ชาย นางก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยงอะไรอีกต่อไป
ใบหน้าของพี่รองปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง เขาชะงักไปและกระซิบออกมาเบาๆ ว่า “เื่นี้อย่าบอกพี่สะใภ้รองของเ้าก็แล้วกัน!”
ติงเหว่ยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็เบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ และแอบหัวเราะออกมา “พี่รอง พี่คงไม่ได้แอบเก็บเงินออมส่วนตัวเอาไว้ใช่หรือไม่? พี่รอง ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะกล้าหาญขนาดนี้!”
พี่รองสกุลติงถูกน้องสาวหยอกล้อ ใบหน้าของเขาก็ข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เขาถลึงตามองไปที่ติงเหว่ยหนึ่งที “ไม่ใช่ว่ากล้าหรือไม่กล้า!” พอพูดจบ เขาก็หันหลังและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังนั้นไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนกำลังวิ่งหนีไม่มีผิด
ติงเหว่ยหยุดหัวเราะ หลังจากที่ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ถอนหายใจออกมา
วันเวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ ไม่นานพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงก็ช่วยกันก่อกำแพงขึ้นมาจนเสร็จ คนในครอบครัวทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็พากันย้ายเข้าไปอยู่ และยังตั้งใจจ้างรถม้าเพื่อย้ายเสบียงอาหารในครอบครัวไปด้วย พวกเขาเกรงว่า่เช้ากับ่เย็นจะถูกพบเห็นและมีคนคิดไม่ดี ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงเคลื่อนไหวในเวลาเที่ยงวัน
่นี้อากาศเริ่มร้อนจัด แม้แต่ชาวนาที่ขยันขันแข็งที่สุดก็ยังพักกินอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อซ่อนตัวจากแสงแดด
ในบางครั้งจะมีผู้ลี้ภัยอยู่บนถนนจำนวนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้าผอมโซด้วยความหิวโหย และพวกเขายังเดินตามมาอยู่หลายก้าว
แต่ก็ถูกพี่รองสกุลติงใช้แส้ไล่ทำให้ใ จากนั้นพวกเขาก็ไม่ตามมาอีก
สรุปแล้วการย้ายบ้านก็ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น ผู้คนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าครอบครัวสกุลติงย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้ว บางคนก็อิจฉาอยากจะเป็เหมือนเขา บางคนก็ทั้งอิจฉาและมุ่งร้าย บางคนก็สงสารตนเองแล้วจึงยิ่งอิจฉาโกรธแค้น และรอคอยวันที่ครอบครัวสกุลติงจะโชคร้ายในเร็ววัน
คนเยอะก็เื่แยะ แต่ละคนก็คิดต่างๆ กันไป
……
และแน่นอนว่ามีเื่ขบขันอยู่ไม่น้อย เมื่อรู้ว่าสกุลติงกำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้ว พวกหญิงชราหลายคนในหมู่บ้านที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียน
คนนี้มองไปที่โต๊ะกลมที่อยู่ตรงกลางห้องแล้วก็พูดอย่างปากเสียว่า “โต๊ะตัวนี้เก่ามากแล้ว พวกเ้าเองก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี มิสู้ให้ข้าเอากลับไปใช้เป็โต๊ะกินข้าวเถอะ?”
คนนั้นก็มองต้นฟักทองในบ้านด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา “พวกเ้าจะย้ายกันไปหมดแล้ว ฟังทองที่ปลูกไว้เปล่าๆ เหล่านี้ก็คงน่าเสียดาย มิสู้ให้บ้านข้าเก็บไปทั้งหมดเถอะ ถือว่าจะได้มีอาหารกินสักหน่อย!”
ครอบครัวสกุลติงเองก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อ พวกเขาเคยชินกับการประหยัดมัธยัสถ์ ไหนเลยจะตัดใจให้ได้?
แม่นางหลี่ว์ขมวดคิ้วและพูดปฏิเสธอย่างอ้อมๆ ทว่าน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ครอบครัวของข้าแค่ไปอยู่ในเมืองชั่วคราว ของใช้เหล่านี้ก็ยังต้องใช้งานอยู่ หากว่าให้พวกเ้าไปแล้ว พวกข้ากลับมาจะใช้อะไร? ปีนี้อากาศไม่ค่อยดีการเก็บเกี่ยวก็ไม่ได้เยอะมาก ครอบครัวข้ามีตั้งหลายคน ร้านอาหารก็ปิดไปแล้วต่อไปก็ไม่มีรายได้แล้ว ก็หวังจะให้ฟักทองเป็อาหารของพวกเรานี่แหละ!”
หญิงชราพวกนี้เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจะเอาเปรียบได้ พวกนางก็โกรธขึ้นมาเล็กน้อย และพูดบ่นไม่หยุดว่า “ครอบครัวก็รวยจะตายอยู่แล้ว แค่ฟักทองยังตัดใจไม่ได้ ขี้งกเกินไปแล้ว!”
ในท้ายที่สุด พวกนางครึ่งหนึ่งก็คว้าไปอีกครึ่งหนึ่งก็แย่งมา เด็ดฟักทองที่เพิ่งจะโตไปได้สองลูก หลังจากนั้นก็อุ้มฟักทองเดินออกไป
แม่นางหลี่ว์โกรธเคืองเป็อย่างมาก ผู้าุโติงก็เลยเข้ามาปลอบนางว่า “ในหมู่บ้านเรามีครอบครัวคนรวยไม่กี่บ้าน ทุกวันนี้ต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างอดๆ อยากๆ ครอบครัวเรายังสามารถไปต่อได้ หากพวกเขาจะเอาเปรียบก็ทำเป็มองไม่เห็นก็แล้วกัน!”
แม่นางหลี่ว์เองก็เป็คนใจดี หญิงสองคนที่มาเมื่อสักครู่นี้ต่างก็เป็ที่รู้กันในหมู่บ้านว่ามีชีวิตที่แสนลำบาก ไม่ใช่ว่าไม่มีใครดูแลยามแก่เฒ่า ทว่าพวกเขายังมีหลานชายและหลานสาวอีกหลายคนที่ต้องดูแล พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวของปีต่างก็ไม่เคยได้กินอิ่มท้อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปีนี้ที่มีแต่ภัยพิบัติ ดังนั้นนางก็เลยถอนหายใจออกมาและไม่บ่นอีกต่อไป
หลังจากที่ร้านอาหารของสกุลติงปิดลง คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาก็ไม่ชิน พวกเขาเคยชินกับการกินซาลาเปาและหมั่นโถวของสกุลติง จู่ๆ พอไม่มีร้านแล้วพวกเขาจึงทำได้เพียงหยิบอาหารแห้งที่เอามาจากบ้านแล้วกินอย่างฝืนทน เมื่อเทียบกับซาลาเปาหอมๆ อาหารแห้งช่างไม่อร่อยและยากที่จะกลืนลงไปจริงๆ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน พ่อค้าที่เดินทางผ่านถนนสายหลักก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป จึงค่อยๆ หยุดกิจการกันไป
ในที่สุดติงเหว่ยก็หาโอกาสนำเงินที่ตนเองเก็บไว้หนึ่งร้อยตำลึงออกมาเพื่อให้คนในครอบครัว ให้พวกเขาเอาไปซื้อข้าวสารและพืชผล
ปกติแล้วราคาข้าวจะอยู่ที่ยี่สิบเหวินต่อหนึ่งจิน ยามนี้ราคาขึ้นทุกวัน จนตอนนี้อยู่ที่หกสิบเหวินต่อหนึ่งจินแล้ว คนในอำเภอส่วนใหญ่ต่างก็ซื้อไม่ไหว
สกุลติงเองก็ไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย ดังนั้นพวกเขาเองก็ตัดใจซื้อไม่ลงเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไปซื้อแป้งข้าวโพดเพิ่มจำนวนหนึ่ง อีกประมาณหนึ่งเดือนก็จะมีข้าวโพดมาใหม่ ดังนั้นราคาของเสบียงที่เก็บไว้เมื่อปีที่แล้วยังไม่ถือว่าแพงเกินไป แต่ราคาก็เพิ่มถึงสามสิบเหวินต่อหนึ่งจินแล้ว
ผู้าุโติงเห็นติงเหว่ยใช้เงินหนึ่งร้อยตำลึงซื้อแป้งข้าวโพด ซึ่งก็ได้มาสิบกว่ากระสอบเท่านั้น และยังเอาเงินในครอบครัวอีกยี่สิบตำลึงมาซื้อบะหมี่และข้าวขัดสี
พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็เอาเงินจำนวนหนึ่งออกมาซื้อมันฝรั่ง มันเทศ และผักราคาถูกอื่นๆ ที่สามารถใช้เป็กับข้าวและทำให้อิ่มท้องได้
นอกจากนี้เมื่อรวมกับพืชผลที่เก็บเกี่ยวไว้ตอนฤดูใบไม้ร่วงซึ่งยังมีเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง หากว่าครอบครัวสกุลติงกินอย่างประหยัดก็สามารถกินได้นานถึงสองสามปีแล้ว
ติงเหว่ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และเริ่มครุ่นคิดถึงทางออกของครอบครัวสกุลติงในอนาคต
……
ในขณะที่ทุกคนต่างก็เฝ้ารอดวงดาวและพระจันทร์ ในที่สุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็มาถึงแล้ว ตอนนี้ผู้อพยพและขอทานมารวมตัวกันบนท้องถนนมากมาย ในอำเภอเมืองก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีคนคอยเฝ้าประตู ทว่าก็มีคนหลั่งไหลเข้ามาจำนวนไม่น้อย แต่สุดท้ายยังมีเ้าหน้าที่ของทางการและทหารรักษาเมืองคอยจัดการ ดังนั้นความปลอดภัยในเมืองจึงถือว่าไม่เลว
ทว่าในหมู่บ้านกลับไม่มีคนคอยจัดการ ทั้งยังมีที่นา ทำให้คนเร่ร่อนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันเข้าไปในที่นาเพื่อแย่งอาหารกัน หรือไม่ก็เข้าไปขโมยของในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้หลายๆ หมู่บ้านข้างเคียงก็เกิดการปะทะกันระหว่างคนงานที่แข็งแกร่งกับผู้เร่ร่อน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับาเ็ล้มตาย แล้วยังมีบางครอบครัวในหมู่บ้านที่ถูกปล้นอาหารไปจนหมดเกลี้ยง
ทุกครั้งที่คนแก่และเด็กในครอบครัวสกุลติงได้ยินข่าวคราวเช่นนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวทุกครั้ง โชคดีที่ตอนนั้นติงเหว่ยยืนกรานให้พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ในอำเภอเมืองแทน
ร้านเครื่องใช้ไม้ของพี่รองสกุลติงก็ปิดร้านไปตั้งนานแล้ว หลังจากที่ปิดร้านพวกเขาก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ด้วยกันกับท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่
แม่นางหลี่ว์เป็คนอยู่ว่างๆ ไม่ได้ นางจึงพยายามครุ่นคิดหาพื้นที่เล็กๆ ในมุมสวนหลังบ้านและปลูกผักตามฤดูกาล นางยังบังคับให้พี่ใหญ่สกุลติงไปจับไก่ในชนบทมาเลี้ยง และสร้างกรงเล็กๆ ไว้ที่มุมเรือน ทุกวันให้แกลบกับลูกเดือยสักหน่อย ทำให้พวกเขาได้กินไข่ที่สดใหม่เหมือนแต่ก่อน
เดิมทีนางยังคิดอยากจะจับหมูมาด้วย แต่อึหมูนั้นกลิ่นเหม็นเกินไป บ้านสองชั้นนี้ก็ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่มากมาย หากพอถึงตอนนั้นกลิ่นเหม็นลอยไปถึงบ้านเพื่อนบ้านซ้ายขวาคงไม่ใช่เื่ดีเท่าไร ดังนั้นก่อนที่เขาจะย้ายมาที่นี่จึงเอาไปขายให้ครอบครัวหนึ่งในราคาถูก อีกฝ่ายได้เปรียบแต่ก็สัญญาว่าพอตอนปีใหม่จะแบ่งเนื้อส่งมาให้สองสามจิน แม่นางหลี่ว์ก็เลยรู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อย
เนื่องจากผู้อพยพเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อปล้นเสบียง ครอบครัวสกุลติงจึงรีบแย่งเก็บเกี่ยวข้าวไปั้แ่ครึ่งเดือนก่อน หลังจากที่จ่ายภาษีพืชผลแล้วก็เหลืออยู่สามถึงห้ากระสอบ ทุกวันนี้ก็เก็บไว้ที่ห้องเก็บของใต้ดิน ห้องใต้ดินเล็กๆ ของเขามีเสบียงอาหารวางอยู่เต็มไปหมด ทุกครั้งที่แม่นางหลี่ว์เห็นก็ยิ้มกว้างออกมา ในเวลานี้เสบียงอาหารยิ่งเยอะก็หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตที่มากขึ้น!
ส่วนครอบครัวอวิ๋น ตอนนี้สารพิษในร่างกายของกงจื้อิผ่านการรักษามากว่าสองเดือน ร่างกายของเขาก็เกือบจะหายดีเป็ปกติ อย่างน้อยก็สามารถเดินเหินได้ตาม้า กิจวัตรประจำวันไม่เป็ปัญหาอีกต่อไป จะมีก็แค่ขายังไม่ค่อยมีแรงมากนัก หากจะยิงธนูหรือขี่ม้าก็ยังมีอุปสรรคอยู่เล็กน้อย
