“จะอาละวาดก็ไปอาละวาดที่อื่น ถ้าทำลานบ้านฉันสกปรกละก็ ฉันจะจัดการแกเอง” ถังซานโฉ่วตวาดเสียงเข้ม ั์ตากร้าวฉายแววไม่พอใจยามจ้องมองสตรีสูงวัยคู่ชีวิต
ย่าหลี่ชุ่ยเสียหน้าซีดเผือดเหมือนคนถูกบีบคอ จนไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก ปู่ผู้นี้ภายนอกมักดูซื่อๆ แต่เมื่อใดที่บันดาลโทสะ เขาอาจจะถึงขั้นลงไม้ลงมือกับคนจนปางตายเลยทีเดียว
หลังจากกำราบภรรยาจนสิ้นฤทธิ์ สายตาอันคมกริบของถังซานโฉ่วก็ตวัดมาที่ถังหว่าน ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น... สายตาทุกคู่ในลานบ้านต่างจับจ้องมาที่เธอด้วยแววตาเย้ยหยันราวกับมองนักโทษ
ถังหว่านสูดหายใจลึก ข่มอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ปู่ อย่ามองฉันด้วยสายตาเช่นนั้นเลย มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ดีกว่า ถ้าฉันทำผิดจริง ฉันยินดีคุกเข่าขอโทษ”
เธอฉลาดพอที่จะไม่พูดประโยคที่เหลือในใจออกมา... เพราะต่อให้ปู่เป็ฝ่ายผิด ก็ไม่มีวันก้มหัวขอโทษหลานอย่างเธอแน่
“ดี แกบอกเองนะว่าจะพูดกันตรงๆ งั้นฉันจะถามแก... บุหรี่สองซองในตู้ห้องฉันหายไปไหน?”
บุหรี่มวนแตกต่างจากยาสูบธรรมดาอย่างสิ้นเชิง ยาสูบชาวบ้านแค่ตากแห้งแล้วม้วนใบตองสูบก็ใช้ได้ แต่บุหรี่มวน... ต่อให้มีเงินล้นฟ้าก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ ในยุคเศรษฐกิจแบบวางแผนเช่นนี้
ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ตั๋วปันส่วน’ ธัญพืชต้องใช้ตั๋วธัญพืช เสื้อผ้าต้องใช้ตั๋วผ้า สินค้าหายากต้องใช้ตั๋วสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนบุหรี่... แน่นอนว่าต้องมี ‘ตั๋วปันส่วนบุหรี่’
ของสิ่งนี้ในหมู่บ้านแทบหาไม่เจอ ขนาดคนในเมืองยังต้องรอรอบปันส่วนเป็ไตรมาส กว่าจะได้ซื้อบุหรี่เกรดต่ำอย่าง ‘ระดับสอง’ หรือ ‘ระดับสาม’ สักซอง ส่วนเกรดพรีเมียมอย่าง ‘ระดับหนึ่ง’ น่ะหรือ... รอไปเถอะ ่เทศกาลนู่นถึงจะมีหลุดมาให้เห็น
บุหรี่ที่หายไปของถังซานโฉ่วคือบุหรี่ระดับสาม แม้จะไม่ใช่ของเลิศหรู แต่สำหรับคนชนบทถือเป็สมบัติล้ำค่า ปู่มักจะหยิบมาแค่ดมกลิ่นหอมๆ ให้ชื่นใจ ไม่กล้าจุดสูบพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อครู่พอจะเข้าไปเชยชมอีกครั้ง กลับพบว่ามัน... อันตรธานหายไปแล้ว
และในบ้านนี้ คนเดียวที่มีประวัติ ‘ขโมยของ’ แปะอยู่กลางหน้าผากก็คือเด็กสาวผู้นี้ ทุกคนจึงไม่เสียเวลาคิดไตร่ตรอง พร้อมใจกันโยนความผิดทั้งหมดไปที่เธอทันที
“ใครเห็นว่าฉันขโมย? จับชู้ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา จับโจรต้องจับให้ได้พร้อมของกลาง ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรเลย แล้วมาปรักปรำฉันลอยๆ ฉันไม่รับ” ถังหว่านตอบโต้เสียงแข็ง
ยังไม่ทันที่ใครจะได้อ้าปาก ถังฟู่กุ้ย อาเล็กจอมเืร้อนก็ทนไม่ไหว ตบโต๊ะผาง ลุกพรวดขึ้นมาตบหน้าเธอฉาดใหญ่
เพียะ
“นังเด็กเวร ปีกกล้าขาแข็งนักนะ กล้าต่อปากต่อคำกับปู่แกเชียวหรือ”
ใบหน้าของถังหว่านสะบัดไปตามแรงตบ ดวงตาพร่าพรายเห็นดาวระยิบระยับ หูอื้ออึงไปชั่วขณะ เธอข่มกลั้นน้ำตา กัดฟันแน่นแล้วเอ่ยลอดไรฟันทีละคำด้วยความเคียดแค้น
“ฉันไม่ได้เอาไปก็คือไม่ได้เอาไป ฉันขอสาบานตรงนี้เลยว่า... ใครหน้าไหนเอาบุหรี่ของปู่ไป ขอให้มันชีวิตหาความสุขไม่ได้ ขอให้ตายโหงตายห่า ตายแล้วไม่มีใครทำศพ ศพเน่าเปื่อยให้แร้งกากินอยู่กลางป่าช้า”
เอาสิ ถ้ากล้าโยนขี้มาให้เธอ เธอก็กล้าแช่งกลับ ถ้าเธอบริสุทธิ์ใจจริง ฟ้าดินย่อมเป็พยาน ขอให้สายฟ้าฟาดกบาลไอ้คนที่มือสกปรกให้รู้แล้วรู้รอด
“โอ๊ย อีเด็กสารเลว ปากดีนักนะมึง” ถังฟู่กุ้ยหน้าแดงก่ำ อ้าปากคำรามหมายจะพุ่งเข้ามาฉีกปากหลานสาวที่บังอาจแช่งชักหักกระดูกเขาทางอ้อม
ดูสิ... ยังไม่ทันได้เริ่มสืบสาวราวเื่ พิรุธก็โผล่หางออกมาแล้ว
ถังกุ้ยฮวาผู้เป็น้องสาวคงจะเดาออกว่าทำไมพี่ชายฝาแฝดถึงออกอาการร้อนตัวผิดปกติ เธอลอบด่าในใจว่า ‘ไอ้ไม่ได้เื่’ ก่อนจะปรับสีหน้า แสร้งยิ้มหวานหยดย้อยแล้วเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง
“ถังหว่าน แกอย่าเพิ่งโกรธไปเลย อาเล็กของแกเขาไม่มีเจตนาร้ายอะไรหรอก เขาแค่เป็คนปากไวใจร้อน พอเห็นแกสาปแช่งตัวเองรุนแรงขนาดนั้นก็เลย... เฮ้อ ดูก็รู้แล้ว แกจะโมโหขนาดนี้ไปทำไมกัน? เราคนกันเองทั้งนั้น แค่พูดจาดีๆ แล้วยอมรับผิดกับปู่ซะ เื่ก็จบแล้ว”
เหอะ พูดจาดีๆ ให้ยอมรับผิดงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ
ถังกุ้ยฮวายิ้มเยาะในใจ นังเด็กกะโปโลนี่ หน้าตาก็งั้นๆ อาศัยความสาวสะพรั่งไปอ่อยผู้ชายที่เธอหมายปอง ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว เธอมั่นใจมาตลอดว่า ‘พี่จื้อเฉียง’ ปัญญาชนหนุ่มหล่อคนนั้นวิเศษเลิศเลอกว่าใคร ถ้าไม่ใช่นังเด็กแพศยานี่คอยตามตอแยไม่เลิก เขาคงไม่รีบชิ่งหนีกลับเมืองหลวงไปหรอก
ถังหว่านมองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของน้าสาว ก็เพราะไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นสินะ ถึงทำให้ยัยน้านี่จ้องเล่นงานเธอไม่เลิก สมองคงมีแต่ขี้เลื่อยจริงๆ
ถังกุ้ยฮวารออยู่นานก็ไม่เห็นถังหว่านร้องไห้ฟูมฟายเหมือนที่เคย จึงแปลกใจเล็กน้อย ปกติเจอไม้นี้เข้าหน่อย นังเด็กนี่ต้องบ่อน้ำตาแตก ตัวสั่นงันงก ยอมรับผิดแต่โดยดีไปแล้ว
สงสัยต้องเพิ่มเชื้อไฟอีกหน่อย ถังกุ้ยฮวาจึงกระแอมไอแล้วเริ่มปั้นน้ำเป็ตัว
“ตอนกลางวันไม่มีใครอยู่บ้าน ฉันกลับมาจากซักผ้าพอดี เห็นแกเดินลับๆ ล่อๆ ออกมาจากห้องพ่อ ที่พุงน่ะตุงออกมาเชียว ท่าทางมีพิรุธสุดๆ... เฮ้อ ยอมรับมาเถอะน่า หลักฐานทนโท่ขนาดนี้แล้ว จะดื้อด้านไปทำไม”
เถียนจ้าวตี้ผู้เป็แม่ พอได้ยินน้องสามีพูดเสริมก็หูเบาทันที รีบเอื้อมมือไปบิดเอวลูกสาวอย่างแรง แสดงให้เห็นว่านางเชื่อคำโกหกพกลมนั่นสนิทใจ
ถังหว่านสะบัดตัวหลบกรงเล็บปีศาจ จ้องเขม็งกลับไปที่น้าสาวจอมตอแหล
“อ้าว อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเชียวนะบ้านนี้”
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เสียงหัวเราะร่าเริงสดใสก็ดังแว่วมาจากรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน
“อ้าว น้าโจวเหรอคะ แขกหายากจริงๆ กินข้าวมาหรือยัง เข้ามาก่อนสิคะ” ย่าหลี่ชุ่ยเสียรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มแย้ม “ว่าแต่... เื่ที่ฉันฝากให้ช่วยหาคู่ให้เ้า ‘ฟู่กุ้ย’ ลูกชายฉันน่ะ มีความคืบหน้าบ้างหรือยังคะ?”
ถังฟู่กุ้ยอายุยี่สิบแล้วแต่ยังครองตัวเป็โสด เื่นี้เป็หนามยอกอกของสองตายายตระกูลถังมาตลอด พอเห็นน้าโจวโผล่มาเวลานี้ พวกเขาจึงทึกทักเอาเองว่าเธอมาทำหน้าที่แม่สื่อ
น้าโจวเป็หญิงเก่งหัวไวประจำหมู่บ้าน ในยุคที่ใครๆ ต่างต้องกินผักป่าประทังชีวิตอยู่ในบ้านดินซอมซ่อ แต่ครอบครัวเธอกลับปลูกบ้านอิฐมุงกระเบื้องได้แล้ว ถ้าไม่มีเงินถุงเงินถัง จะทำได้ยังไง?
สามีของเธอทำงานโรงงานในตัวเมือง แถมยังฝากฝังลูกชายให้เข้าทำงานด้วย พ่อลูกคู่นี้โอนทะเบียนบ้านและสิทธิ์ปันส่วนธัญพืชเข้าไปอยู่ในเมืองนานแล้ว ได้รับส่วนแบ่งธัญพืชเดือนละหกสิบชั่ง ทำเอาชาวบ้านอิจฉากันตาร้อนผ่าว
เมื่อสามีและลูกชายได้ดิบได้ดี ภรรยาอย่างน้าโจวก็ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้า แม้ของดีๆ ในเมืองอย่างน้ำมัน น้ำตาล เนื้อสัตว์ หรือไข่ไก่ จะถูกจำกัดโควตาการซื้อ แต่ในชนบทกลับมีผลผลิตทางการเกษตรบางอย่างที่อุดมสมบูรณ์กว่า
เธอจึงรับซื้อของดีจากชาวบ้านอย่างไข่ไก่ มันเทศ หรือธัญพืช เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับแป้งข้าวสาลี ข้าวขาว หรือของใช้หายากจากคนในเมือง บางครั้งใครในหมู่บ้านบังเอิญได้ลูกอม หรือขนมหายากมา ก็จะฝากน้าโจวไปขายต่อ
น้าโจวจะหักหัวคิวเล็กน้อยเป็ค่าดำเนินการ ซึ่งทุกคนก็รู้เห็นเป็ใจ ปิดตาข้างหนึ่งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ การค้าขายในยุคเปลี่ยนผ่านแบบนี้ถือว่าิ่เหม่ต่อการถูกกล่าวหาว่าเป็ ‘นายทุนสามานย์’ แต่ใครจะสนล่ะ ถ้าปากท้องอิ่ม ทุกคนก็พร้อมจะเสี่ยง
น้าโจวนั่งลงอย่างเป็กันเอง เถียนจ้าวตี้รีบกุลีกุจอประคองชามน้ำมาเสิร์ฟ พร้อมเอ่ยปากประจบประแจง
“น้าโจวคะ เื่อาเล็กก็ส่วนอาเล็ก แต่ลูกชายคนโตของฉัน ‘ฟานหรง’ อายุมากกว่าอาเล็กตั้งปีนึง เื่คู่ครองของเขาท่านก็ต้องช่วยเป็ธุระให้ด้วยนะคะ”
น้าโจวทำหน้ายิ้มแบบแกนๆ “โอย... ฉันไม่กล้ายุ่งเื่พ่อหนุ่มฟานหรงหรอกนะจ๊ะ เขาจบมัธยมปลายเชียวนะ อนาคตว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัย ใครจะกล้าไปจัดแจงเื่แต่งงานให้ล่ะ”
ที่พูดแบบนี้เพราะมีอดีตฝังใจ เดิมทีเธอก็เล็งฟานหรงไว้ให้ลูกสาวตัวเอง แต่พอฟานหรงรู้เข้า กลับชี้หน้าด่าลูกสาวเธอว่า ‘อย่าริอ่านใฝ่สูงเหมือนคางคกอยากกินเนื้อหงส์’ ตัวเขาเป็ถึงปัญญาชนอนาคตไกล จะมาแลผู้หญิงบ้านนอกคอกนาอย่างลูกสาวเธอได้ยังไง
เื่ผ่านมาเกือบสองปี แต่บ้านโจวยังจำฝังใจไม่ลืม
เพราะไปเหยียบตาปลาแม่สื่อเข้า ถังฟานหรงเลยยังแห้วรับประทานอยู่จนทุกวันนี้ เ้าตัวไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะมั่นใจว่าตัวเองต้องสอบติดมหาวิทยาลัยแน่ๆ แม้จะสอบตกเมื่อปีก่อนและต้องซิ่วมาสอบใหม่ในปีนี้ก็ตาม
เถียนจ้าวตี้ผู้เป็แม่ก็วาดฝันไว้สวยหรู ลูกชายเก่ง นางก็หน้าบาน
ลูกคนรองปัญญาทึบ ลูกคนเล็กเป็ผู้หญิงพึ่งพาไม่ได้ ความหวังเดียวจึงฝากไว้ที่ลูกชายคนโต นางไม่อยากได้สะใภ้ในเมืองหัวสูงที่คุมยาก สู้ให้ลูกชายแต่งกับลูกสาวน้าโจวที่เป็เด็กหัวอ่อน ควบคุมง่าย แถมบ้านโจวยังฐานะดี มีเส้นสาย พึ่งพาได้สารพัด จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก
ถ้านางรู้ว่าถังหว่านกำลังมองนางด้วยสายตาสมเพช นางคงต้องทบทวนตัวเองใหม่แน่ๆ
น้าโจวโบกมือปัดอย่างรำคาญเมื่อเจอคนรุมตอแย “พอๆ หยุดพูดเื่ไร้สาระกันก่อน วันนี้ฉันไม่ได้มาเื่แต่งงานของใครทั้งนั้นแหละ... ฟู่กุ้ย บุหรี่ ‘ระดับสาม’ ที่แกฝากฉันไปปล่อยน่ะ จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ นี่เงิน เก็บไว้ให้ดีล่ะ...”
