พวกเขาสามคนยืนอยู่บนกำแพงเมือง
การปรากฏตัวของโอวหยาง จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้ประหลาดใจเท่าใดนัก เขารู้ว่านิกายเซียนโม่เหมินไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ เพียงแต่เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เห็นได้ชัดว่าโอหยางยังคงอยู่ในบริเวณเกาะสามเซียน แต่อีกฝ่ายกลับดูเผ่ามนุษย์กับเผ่าสมุทรทำาฆ่าฟันกันและไม่คิดจะลงมือช่วยแม้แต่น้อย
หากโอวหยางยอมลงมือแต่แรก จั๋วอวิ๋นเซียนเชื่อว่าเผ่าสมุทรจะยอมถอยไปและไม่เกิดการนองเืราวสายน้ำ จนทำให้ซากร่างสัตว์ั์หุบเหวฟื้นคืนชีพเช่นนี้
“เอ๊ะ?”
เฉียนโม่กวาดสายตามองโอวหยาง นางกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่เลว ไม่เลว ดูท่าจิตใจของเ้าเข้าใกล้ความจริงของ์ไร้ลักษณ์แล้ว เสียดายแค่เข้าใกล้เท่านั้น ยังมิอาจก้าวข้ามคอขวดได้ เ้าถึงได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้”
“……”
โอวหยางยืนอย่างเงียบเชียบ สายตาไม่มีความผันผวนทางอารมณ์แม้แต่น้อย เหมือนคนที่เฉียนโม่กล่าวถึงมิใช่เขา
เมื่อเห็นสภาพของโอวหยาง เฉียนโม่ก็มิได้พูดอะไรมากนัก กลับเอาพลังเซียนาใส่เข้าไปในโลงศพศิลา
“หยุดนะ! เ้าทำอะไร?”
สีหน้าโอวหยางเปลี่ยนไป สายตาแฝงด้วยความโกรธและความดุร้าย
จั๋วอวิ๋นเซียนคิดมาตลอดว่าโอวหยางไร้ความรู้สึก นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นโอวหยางมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ เขาจึงสงสัยมากว่าในโลงศพศิลาเก็บสิ่งใดไว้
“ใจเย็นหน่อย”
เฉียนโม่สะกดโอวหยางที่กำลังโมโหเอาไว้ ทำให้อีกฝ่ายมิอาจขยับตัวได้ “โลงศพรับบาปสะกดความชั่วร้ายมิได้เอาไว้ใช้เยี่ยงนี้…แต่เ้ายอมแบกรับความเ็ปเพื่อคนรัก แสดงว่าเ้ามีความรักต่อคนคนนี้อย่างลึกซึ้ง เมื่อครู่ข้าได้ใส่พลังเซียนาให้คนในโลงศพเพื่อรักษาพลังชีวิตของนาง นับว่าเป็การชำระผลกรรมระหว่างเ้ากับเด็กคนนี้”
เมื่อกล่าวจบเฉียนโม่ชี้ไปที่จั๋วอวิ๋นเซียนด้านข้าง ส่วนเขากลับมองเฉียนโม่ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาอ้าปากอยากจะพูดบางคำแต่ก็มิได้พูดออกไป
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง โอวหยางถึงค่อยๆ ใจเย็นลง เพราะเขาััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในโลงศพรับบาป…เดิมทีโลงศพศิลาที่มีแต่กลิ่นอายความตาย บัดนี้กลับมีพลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง และเป็เพราะพลังชีวิตเสี้ยวนี้ ทำให้โอวหยางเริ่มมองเห็นถึงความหวังแม้จะเป็เพียงเศษเสี้ยว
“ขะ...ขอบคุณ”
เสียงของโอวหยางสะอึกสะอื้นและแหบแห้ง เขาลูบโลงศพศิลาเบาๆ และคิดจะเปิดมัน ทว่าเขากลับลังเลเสียแล้ว
ในเวลานี้เฉียนโม่กล่าวต่อว่า “ข้าไม่รู้ว่าเ้าไปได้ ‘ตำรา์ไร้รัก’ มาจากที่ใด น่าเสียดายนักที่วิชาของเ้านั้นไม่สมบูรณ์ ทำได้เพียงไร้รักไร้ความรู้สึก แต่ความเป็จริงเ้าเดินไปผิดทางแล้ว”
“ตำรา์ไร้รัก? มิใช่วิชา์ไร้รักหรือ? ผู้าุโโปรดชี้แนะด้วย!”
โอวหยางหูผึ่งขึ้นมาทันที เขารีบประสานมือคำนับ
เฉียนโม่มิได้รีบร้อนอธิบาย แต่นางกลับถามว่า “เ้าหนูน้อย เ้ารู้หรือไม่ว่าวิชาที่เ้าฝึกฝนนั้นผู้ใดเป็คนสร้าง?”
“เ้าหนูน้อยหรือ?”
โอวหยางมุมปากกระตุก เขาส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้
เฉียนโม่กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ตำรา์ไร้รักนั้น ไร้รักไร้ความรู้สึก…วิชาสูงส่งเล่มนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคโบราณ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ความจริงแล้ววิชานี้สร้างจากคนธรรมดา”
“อะไรนะ? คนธรรดาหรือ?”
จิตใจของโอวหยางกระสับกระส่าย เฉียนโม่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อืม รู้สึกประหลาดใจใช่หรือไม่? ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกัน! ผู้ที่สร้าง ‘ตำรา์ไร้รัก’ ใช้เจ็ดอารมณ์หกความรู้สึกมุ่งสู่วิถี ก้าวข้ามทุกสรรพสิ่งในฟ้าดิน! ต้องรักก่อนจึงจะไร้รัก แต่การไร้รักมิใช่การไร้อารมณ์ความรู้สึก มีเพียงรักมากรู้สึกมาก ถึงจะแข็งแกร่งไร้เทียมทาน!”
รักมากรู้สึกมาก! แข็งแกร่งไร้เทียมทาน!
โอวหยางกล่าวคำพูดประโยคนี้ซ้ำ ในใจค่อยๆ รู้แจ้งขึ้นมา
เขาคิดมาตลอดว่า ์ไร้รักก็คือการไร้ซึ่งความรัก จึงสะกดข่มความรู้สึกของตัวเองมาตลอด ไม่กล้ารัก ไม่กล้าเกลียด หรือแม้กระทั่งไม่กล้าคิด…ทว่าเมื่อได้รับการชี้แนะจากเฉียนโม่แล้ว เขาถึงได้เข้าใจ ที่แท้เส้นทางการบำเพ็ญของตัวเองมาผิดทางแล้ว!
์ไร้รัก เพราะจิตใจมีความรัก ถึงจะสามารถก้าวข้ามเหนือสรรพสิ่ง
……
เมื่อััได้ถึงความผันผวนของพลังชีวิตที่ส่งออกมาจากโลงศพศิลา โอวหยางตื่นเต้นเป็อย่างมาก จนทนไม่ไหวเผยรอยยิ้มที่น่าเกลียดเสียยิ่งกว่าใบหน้าตอนร้องไห้ออกมา เขาไม่เคยยิ้มมานานหลายปีแล้ว ความรู้สึกของเขาแข็งทื่อไปนานแล้ว
“ข้ามีคำขออย่างสุดท้าย”
“คำขอหรือ?”
เฉียนโม่ขมวดคิ้วพลางมองโอวหยางด้วยความสงสัย
โอวหยางประสานมือหันไปกล่าวกับจั๋วอวิ๋นเซียน “ข้าโอวหยางยินดีผนึกการบ่มเพาะตัวเองและต่อสู้กับเ้าด้วยพลังระดับหลอมิญญา ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ระหว่างพวกเราจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
โอวหยางไม่เคยคิดจะจับจั๋วอวิ๋นเซียนอยู่แล้วั้แ่ต้น เขาทำเพื่อสำเร็จภารกิจเท่านั้น เขาจึงมิได้ใช้แผนการชั่วร้าย และไม่รังแกคนอ่อนแอ การปรากฏตัวของเฉียนโม่ ทำให้เขามีข้ออ้างที่ดี
จั๋วอวิ๋นเซียนครุ่นคิดชั่วครู่ จากนั้นจึงพยักหน้าตอบตกลง
กล่าวตามตรงแล้ว ถึงแม้การท้าสู้ของโอวหยางจะดูยุติธรรมมาก แต่ความจริงแล้วคนที่มีระดับพลังสูงอย่างเขา ไม่ว่าประสบการณ์ต่อสู้หรือความแข็งแกร่งทางร่างกาย ล้วนเหนือกว่าจั๋วอวิ๋นเซียนมาก ดังนั้นนี่มิใช่การประลองที่ยุติธรรมนัก
เพียงแต่จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้สนใจเื่เหล่านี้ ที่จริงแล้วเขาก็อยากรู้ว่า ความแตกต่างของเขากับบุตรแห่ง์ที่แท้จริงเ่าั้ยังต่างกันมากเพียงใด
……
“ฮึมๆ!”
เสียงปะทะดังสะนั่น การต่อสู้ดุเดือดรุนแรง!
อัสนี เปลวเพลิง และวิชาต่างๆ ถูกแสดงออกมา!
การต่อสู้ระหว่างระดับผสานจิต มิได้รุนแรงอย่างที่จินตนาการเอาไว้ และมิได้เป็การต่อสู้ที่งดงามเท่าไรนัก แม้แต่ความหลากหลายของกระบวนท่าก็มีไม่มาก
โอวหยางเปิดจิตได้หกจิต ไม่เพียงมีรากฐานมั่นคง ยังมีกระบวนท่าต่างๆ มากมายไม่สิ้นสุด เป็ผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดและมีพลังแฝงมากที่สุดที่เขาเคยพบเจอมาหากไม่นับเฉียนโม่
ส่วนวิชาของโอวหยางส่วนมากเป็การสังหาร สั่นะเื หวาดกลัว หนาวเย็น และแค้นเคือง ทุกการปะทะล้วนมีแสงเจ็ดสีส่องประกาย จั๋วอวิ๋นเซียนสามารถััได้ถึงอารมณ์ด้านลบที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย เจ็ดอารมณ์หกความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง อีกทั้งยังมีบางครั้งที่มิอาจควบคุมความผันผวนของอารมณ์ได้ ราวกับโชคชะตาถูกคนควบคุมเอาไว้
นี่คือตำรา์ไร้รักหรือ? รักมากรู้สึกมาก แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
ไม่พูดมิได้ว่าความรู้สึกคือสิ่งที่อ่อนแอที่สุดของมนุษย์ เพียงนึกคิดก็เกิดความรู้สึก บางครั้งยินดีปรีดา บางครั้งเ็ปเจียนตาย
แน่นอนว่าจิตใจ พลัง และฝีมือของจั๋วอวิ๋นเซียนก็มิได้อ่อนแอ ถึงแม้เขาจะเปิดิญญาและจิตได้ แต่พลังจิติญญาคู่สมบูรณ์แบบ เมื่อหลอมรวมซึ่งกันและกันแล้ว พลังโจมตีจึงเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ โดยเฉพาะการโจมตีของดาบตัดิญญากับเพลิงอัสนีพิฆาต คู่ต่อสู้ก็ยากจะรับมือได้
อีกทั้งภายใต้การชำระล้างจากพลังเพลิงอัสนีเป็เวลานาน ทำให้ร่างกายของจั๋วอวิ๋นเซียนก้าวข้ามขอบเขตของคนธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะหลังจากแผดเผาสายเื พลังและร่างกายเทียบเท่ากับขุนพลอสูร เพียงสะบัดแขนสะบัดเท้าเบาๆ ก็มีพลังมหาศาล
เมื่อมีวิชากระเรียนกู่ร้องเก้าชั้นฟ้ากับกายาเซียนกระเรียนช่วยเหลือ ร่างกายของเขาราวกับกระเรียนขาว สูงส่งสง่างาม ถึงแม้โอวหยางจะมีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ก็ยังทำอะไรมิได้
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันหลายกระบวนท่า ต่อสู้กันมาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ก็ยังมิอาจตัดสินแพ้ชนะได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ข้อได้เปรียบจากรากฐานอันมั่นคงและระดับพลังของโอวหยางก็ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น เขาจึงเริ่มเป็ฝ่ายได้เปรียบ
กลับกันแล้วจั๋วอวิ๋นเซียนพลังิญญาแห้งเหือด ร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้ว
