เจียงจื่อเฮ่าถูกฮวาเหยียนถากถางจนใบหน้ากลายเป็สีแดงก่ำ ทว่าเขาก็ทราบแล้วว่าเป็ตนเองที่ไร้เหตุผล แม้เขาจะสูญเสียความมั่นใจจนมิอาจพูดจาเสียงดังฉะฉาน ทว่าเขาก็ไม่ยอมจำนน ยังคงพึมพำออกมาเบาๆ
อีกด้านหนึ่ง มู่ชิงอวิ้นก้มศีรษะลง นางปิดตาด้วยผ้าเช็ดหน้าและร่ำไห้ออกมาเสียงดัง ท่าทางราวกับดอกสาลี่ต้องฝนนั้นพาให้ผู้คนรู้สึกสงสารจับใจ
“พี่หญิง ข้าขออภัยด้วยเ้าค่ะ อวิ้นเอ๋อร์ไม่ทราบจริงๆ ว่าขนมเ่าั้เป็ของที่แม่นางมู่เฉิงอินมอบให้พี่ใหญ่ อวิ้นเอ๋อร์รู้ผิดแล้ว อวิ้นเอ๋อร์เต็มใจจะไปขออภัยแม่นางมู่เฉิงอินด้วยตนเองเ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นกล่าวพลางปาดน้ำตา พาให้คนเห็นอกเห็นใจ
เจียงจื่อเฮ่าที่อยู่อีกด้านเห็นว่าดวงตาของมู่ชิงอวิ้นแดงก่ำ หยาดน้ำตาไหลพราก นางที่ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับบุปผาสีขาวดอกน้อยที่ปลิดปลิวไปตามสายลม ชั่วขณะนั้นใจของเขาพลันเ็ป ความรู้สึกสงสารเอ่อท้นเต็มหัวใจ เขาแทบจะพุ่งเข้าไปคว้านางมากอดไว้ในอ้อมอก แล้วโอบประโลมปลอบนาง
เขาจำได้ว่ายามที่ตนกินขนมในห้องอาหาร เดิมทีมู่ชิงอวิ้นไม่ได้กินเลยสักชิ้น เป็เขาเองที่บังคับเอาขนมอิงฮวาชิ้นเล็กเข้าปากนาง ตอนนี้กลับถูกมู่อันเหยียนทำให้อับอายขายหน้า ในใจของเขาโศกเศร้าเป็อย่างยิ่ง
“ไม่เกี่ยวกับคุณหนูรองตระกูลมู่ ขนมทั้งหมดนั่นเป็ข้าคนเดียวที่กินเข้าไป เ้าอย่าได้ปรักปรำผู้อื่น หากในใจของเ้ายังมีโทสะ เช่นนั้นก็เข้ามาทุบตีข้าเสีย”
เจียงจื่อเฮ่ายืนขึ้น ทันใดนั้นอาการปวดที่ขาขวาพลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา ทว่าบุรุษผู้นี้กลับยังคงแสดงความเป็วีรบุรุษ แม้จะบีบต้นขาของตนเองไปด้วย แต่เจ็บเช่นไรก็ไม่ยอมเปล่งเสียง
“คุณชายเจียง ข้า...!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื่อเฮ่า มู่ชิงอวิ้นก็รีบเงยหน้าขึ้น แววตาของนางเปี่ยมล้นด้วยความตื้นตันใจ ท่าทางเช่นนี้กระตุ้นให้โลหิตสูบฉีดไปที่หัวใจของเจียงจื่อเฮ่า เขาพยุงขาที่เจ็บเดินไปข้างหน้ามู่ชิงอวิ้น ท่าทางเข้มแข็งดั่งชายชาตรี “เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า เป็ข้าเองที่กินทั้งหมด เ้าอย่าร้องไห้เลย”
คำพูดที่กล่าวออกไป พาให้คนฟังซาบซึ้งใจยิ่ง
ฮวาเหยียนมองแล้วคิดตรึกตรอง
นางพบว่าหูของเจียงจื่อเฮ่ากลายเป็สีแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่าเป็อากัปกิริยาของคนที่มีรักครั้งแรก
เจียงจื่อเฮ่ามีใจให้น้องรองของนางจริงหรือ?
น่าสนใจนัก ชายงี่เง่าผู้นี้รู้หรือไม่ว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้าเขา้าแต่งเป็ชายารองของตี้หลิงหาน?
เมื่อมองท่าทีของมู่ชิงอวิ้นที่ยอมรับการปกป้องจากเจียงจื่อเฮ่าอย่างเป็ธรรมชาติ ทันใดนั้นฮวาเหยียนพลันรู้สึกว่ามู่ชิงอวิ้นน่ารำคาญกว่าเจียงจื่อเฮ่านัก เหตุใดจึงเป็เช่นนี้? เพราะน้องรองของนางเป็ต้นฉบับของไป๋เหลียนฮวา [1] หรือ ในเมื่อมิได้มีใจให้เจียงจื่อเฮ่า เช่นนั้นก็อย่าให้ความหวังกับผู้อื่น
ทั้งที่ตัดสินใจจะแต่งเป็ชายารองขององค์รัชทายาทแล้ว กลับยังให้ชายอื่นออกหน้าแทนให้ ทั้งยังแสดงความเป็ห่วงเป็ใยเกินขอบเขต ทำเยี่ยงนี้มิใช่ว่ากำลังจงใจยั่วยวนผู้อื่นอยู่หรือ?
และคนโง่อย่างเจียงจื่อเฮ่า ร้อยเต็มร้อยย่อมตกบ่วงของนางอย่างแน่นอน
เดิมทีฮวาเหยียนก็ไม่ชอบเจียงจื่อเฮ่าอยู่แล้ว เขาจะเป็เช่นไรย่อมไม่เกี่ยวกับนาง
แต่นางเป็คนที่จริงจังกับความรู้สึกเกินบรรยาย ดังนั้นจึงมิอาจปิดปากให้สนิท เพียงแต่น้ำเสียงนั้นแฝงความเยาะเย้ยบางเบา “เ้าสองคนแอบมีใจให้กันหรือ เจียงจื่อเฮ่า เ้าชอบน้องรองของข้าหรือ?”
ฮวาเหยียนถาม
หลังสิ้นคำพูด ใบหน้าของเจียงจื่อเฮ่าพลันแดงก่ำ เขามองไปทางมู่ชิงอวิ้นอย่างประหม่า “ไม่ ไม่มีอันใด มู่อันเหยียน เ้าอย่าได้พูดจาเลื่อนเปื้อน”
มู่ชิงอวิ้นที่อยู่ข้างๆ ก็หน้าแดงเช่นกัน นางรีบโบกมือไปมา “พี่หญิง ท่านอย่าได้เข้าใจผิด คุณชายเจียงกับข้าเป็แค่สหายที่ดีต่อกันเ้าค่ะ”
ท่าทางเร่งเร้าราวกับอยากให้ฮวาเหยียนเชื่อเช่นนั้น
เจียงจื่อเฮ่าเองก็ลนลานกล่าวตาม “ใช่แล้ว มู่อันเหยียน เ้าอย่าพูดจาไร้แก่นสาร...”
ในที่สุดความร้อนที่ปลายหูก็สงบลง
“เฮอะ...”
ฮวาเหยียนจับจ้องเจียงจื่อเฮ่าก่อนเค้นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน คำพูดของนางจบลงเพียงเท่านี้ ในเมื่อทั้งคู่ปฏิเสธ นางก็ไม่จำเป็ต้องไปสนใจอีก
เจียงจื่อเฮ่ารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับเสียงหัวเราะเยาะของฮวาเหยียน โดยเฉพาะดวงตาของนาง ราวกับว่ามองทะลุไปถึงจิตใจคน ชั่วขณะนั้นเขาจึงสร้างสถานการณ์ขู่ขวัญตบตาว่า “หยินหยางแปลกประหลาด [2] เ้ายัง้าอันใดอีก? ขนมทั้งหมดเป็ข้าที่กินเข้าไป หากเ้ายังมิอาจกลืนโทสะลงไปได้ เช่นนั้นก็ตีข้าอีกสักยก ครั้งนี้ข้าจะมิตอบโต้หรือต่อปากต่อคำแน่นอน”
เจียงจื่อเฮ่ากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
แม้นิสัยของเขาจะมุทะลุ แต่กลับเป็คนที่มีความรับผิดชอบ ในเมื่อเป็ตนที่ทำผิดพลาดก่อน เช่นนั้นเขาก็เต็มใจรับผลที่ตามมา
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื่อเฮ่า คิ้วของฮวาเหยียนพลันขยับยก เจียงจื่อเฮ่าเองก็มิใช่คนที่ไร้ข้อดี แม้เขาจะไร้สมอง ทว่าก็เป็ผู้ที่กล้าทำกล้ารับ มีความยุติธรรมในใจ
เขามีข้อบกพร่อง แต่ก็มีข้อดีเช่นกัน
เมื่อเห็นความดีในจุดนี้ของเขา จิตใจที่กรุณาของฮวาเหยียนพลันสั่นไหว จู่ๆ นางก็ก้าวเข้าไปข้างหน้าสองก้าว โน้มตัวลงตรงหน้าเจียงจื่อเฮ่าและกล่าวว่า “เจียงจื่อเฮ่า ข้าจะเตือนเ้าด้วยความเมตตา อย่าได้มีใจให้กับน้องรองของข้า มิเช่นนั้นเ้าก็รอดูผลลัพธ์ให้ดีเถิด”
คำพูดนี้ช่างกล่าวได้...
เจียงจื่อเฮ่าตกตะลึง
ยามฮวาเหยียนพุ่งเข้ามาใกล้ เขาพลันเกร็งร่างโดยไม่รู้ตัว ทว่ากลับถูกลมหายใจอุ่นๆ พัดผ่านใบหู เขากลอกตา สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาคือใบหน้าไร้ที่ติของมู่อันเหยียน คิ้วเรียวโก่งโค้งดำเข้ม ผิวหน้าสดใสดั่งบุปผาแย้มยิ้ม ผิวกายละเอียดมองไม่เห็นแม้แต่รูขุมขน ขนตายาวพลิ้วไหวเรียงสวยดั่งพัด
ความงามของมู่อันเหยียนราวกับกับดัก น่าหลงใหลราวกับนางเซียนบน์ เขาทราบดีมาโดยตลอด
แต่ถึงอย่างไรมู่อันเหยียนผู้นี้ก็มีจิตใจที่โเี้ เื่นี้เขาย่อมทราบดี ดังนั้นจึงไม่เคยแสดงสีหน้าดีๆ ให้นางสักครา เพราะเกรงว่าสตรีผู้นี้จะทำให้เขาลุ่มหลง
แต่ชั่วพริบตานั้น ถ้อยคำที่จู่ๆ นางก็โน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหู เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
หลังจากฮวาเหยียนเอ่ยเตือนเจียงจื่อเฮ่าด้วยความเมตตา นางก็ถอยหลังกลับมา เหลือเพียงเจียงจื่อเฮ่าที่ยังคงสับสนอยู่เล็กน้อย และยังมิอาจตอบสนองกลับมาได้
เจียงจื่อเฮ่าหันศีรษะไปมองฮวาเหยียน ภายในใจปรากฏคลื่นความคิดหลากหลาย มู่อันเหยียนผู้นี้หมายถึงสิ่งใด? ไยจึงพูดกับเขาเยี่ยงนี้? คิดไปคิดมาก็มีเพียงคำตอบเดียว นั่นคือมู่อันเหยียนมีใจให้เขา...
ว้าว
ไอ้หยา
ดวงตาของเจียงจื่อเฮ่าเบิกกว้าง เขาก็นึกเอาไว้อยู่แล้ว ว่าเหตุใดมู่อันเหยียนจึงชอบมองเขาอย่างเกะกะสายตา และคอยหาเื่เขาอยู่เสมอ? อีกทั้งยังลงไม้ลงมือกับเขาด้วย ทั้งหมดนี้คือรักเพราะเกลียด เกลียดเพราะรักอย่างไรเล่า!
เจียงจื่อเฮ่าลูบคลำใบหน้าของตนเอง ในเมืองหลวงของต้าโจวนี้ เขาถือว่าเป็ตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเป็ลูกเขยของบรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางทั้งหลาย เขามีหน้าตาที่หล่อเหลาราวกับต้นหยกเล่นลม [3] มีสติปัญญาโดดเด่นกล้าหาญ การที่มู่อันเหยียนชื่นชอบเขา นับว่ามิใช่เื่น่าแปลกใจอันใด
“แค่กๆ...”
เจียงจื่อเฮ่ายอมรับว่าตนเองมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ทว่าเขาก็ยังกระแอมด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกะเผลกไปตรงหน้าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่และกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ ความในใจของเ้า ข้าเข้าใจแล้ว ทว่าแม้เ้าจะร้องขอ แต่ข้าก็มิอาจตอบรับเ้าได้ สาวงามแสนดีเช่นเ้าเป็ที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วหล้า ทว่าเ้าห้ามมิให้ข้าชอบผู้อื่น เพียงเพราะเ้าชอบข้ามิได้หรอกกระมัง?”
เจียงจื่อเฮ่าจ้องเขม็งมาพร้อมขอบตาที่ม่วงช้ำ มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มงามอย่างคนที่มั่นใจในตนเองยามเอ่ยคำ
หลังได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ฮวาเหยียนพลันเหล่ตามองเขา เมื่อครู่เจียงจื่อเฮ่าผู้นี้กล่าวว่าอย่างไรนะ?
“เ้าบ้าไปแล้วหรือ...”
ฮวาเหยียนก่นด่า
นางเตือนเขาด้วยความเมตตา ทว่าเจียงจื่อเฮ่ากลับเข้าใจไปในทิศทางใด?
เมื่อได้ยินฮวาเหยียนต่อว่าตน เจียงจื่อเฮ่าจึงพ่นลมหายใจเ็าออกมา ก่อนจะเอ่ยปากอีกคราว่า “แม่นางมู่ ข้ารู้ว่าเ้าเชื่อในหลักการ ‘ตีคือจูบ ด่าคือรัก’ ทว่าข้าไม่ชอบวิธีวิ่งตามเพื่อขอความรักเช่นนี้ ข้าชอบสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวาน เ้าที่เป็เช่นนี้ย่อมมิได้ แต่น้องรองของเ้านั้นย่อมได้...!”
“ประสาท!”
เชิงอรรถ
[1] ไป๋เหลียนฮวา 白莲花 (bái lián huā) หมายถึง ดอกบัวขาว เป็คำสแลงในโลกออนไลน์ของจีน ตรงกับคำด่าของไทยว่า ‘แรด’
[2] หยินหยางแปลกประหลาด 阴阳怪气 (yīn yáng guài qì) หมายถึง ทัศนคติที่แปลกประหลาด กลับตาลปัตร ขึ้นๆ ลงๆ คำพูดที่เยือกเย็นและประชดประชันจากฝั่งตรงข้าม ไม่สามารถคาดเดาและประเมินคนหรือสิ่งของได้
[3] ต้นหยกเล่นลม 玉树临风 (yù shù lín fēng) อุปมาถึง ชายหนุ่มรูปงามที่หล่อเหลา อ่อนโยน และงามสง่า
