เ่ิูเป็จุดสนใจให้ลือเลื่องอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่เท่ากับตบหน้านางอย่างแรงรอบสองหรอกหรือ?
เ้าเ่ิูที่น่าตายๆนี่ ต้องจงใจเป็แน่ จงใจแสดงให้นางเห็นต่อหน้าต่อตา จงใจทำให้นางอับอายขายขี้หน้า...ไม่เช่นนั้นแล้ว ถึงเ้าจะมีพลังเลิศล้ำจริง ทำไมไม่เก็บซ่อนมันไว้เล่า? ทำไมต้องแสดงออกมาให้อึกทึกครึกโครมด้วย?
ความเกลียดในใจเี๋เี่ายิ่งลึกขึ้นอีก
หานเซี่ยวเฟยซึ่งยืนอยู่ข้างกัน ใบหน้ามืดมนนัก
ตามเวลาหลั่งไหลไป คนพากันมาอออยู่บนลานเยอะขึ้นทุกนาที การประลองของเด็กปีหนึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมได้กว่าห้าหกพันชีวิต เป็อุบัติการณ์ครั้งมโหฬารหาได้ยากยิ่งในรอบหลายสิบปีของสำนักกวางขาว!
ศิษย์ปีสูงมากมายเริ่มเคลื่อนพลังเสริมั์ตา มองทะลุม่านฝุ่นควันหลายชั้นเข้าไป เห็นภาพสู้ฟันภายในชัดเจน แววตาสั่นไหวยิ่งเข้มข้นขึ้นพูนทวี
ตึงเครียด!
บ้าคลั่ง!
ค้างคา!
ใครเล่าจะเป็ผู้ได้ชัย?
ไร้ใครบอกได้ชัดเจน
ทีละเล็กละน้อย ฉับพลัน...
“เอ๊ะ?” มีนักเรียนปีสี่คนหนึ่งขมวดคิ้วทันใด เหลือบมองเพื่อนเกลอข้างกายอย่างฉงน เอ่ยถาม “เ้า...เ้ามองเห็นนั่นไหม?”
สหายนิ่งงันไปพักหนึ่ง ท้ายสุดก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง รังเขาแข็งทื่อชั่วขณะก่อนตอบกลับ “นี่มัน...การไหลเวียนของพลังปราณใต้หล้า...กำลังรวมตัวกัน...ไปทางสนามสู้ ทิศทางนั่น...มัน...”
เอ่ยถึงตรงนี้ก็แข็งค้างไปฉับพลัน
ทิศทางที่พลังปราณใต้หล้าหลั่งไหลไป คือกลางลานประลอง ที่ร่างสองร่างกำลังโรมรันพันตูดุเดือด
“เป็ไปได้อย่างไร?”
ทั้งคู่ท่าทีไม่ต่างกัน
พวกเขาที่เป็ถึงศิษย์ปีสี่ ผ่านเข้าอาณาน้ำพุิญญามานานมาก เป็ยอดฝีมือระดับอาณาเนื้อฟ้า ประสบการณ์ฝึกฝนเพียบพร้อมหาใดเปรียบ รู้ได้โดยธรรมชาติว่าสัญชาตญาณของตัวเองกำลังเห็นอะไรอยู่
ขณะนี้เอง ที่มวลอากาศรอบด้านท่วมท้น ชัดเจนกระจ่างขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ศิษย์ระดับอาณาพิภพยังรู้ได้ถึงความผิดธรรมชาติ
เศษหินที่แผ่หลาอยู่เกลื่อนกลาดล่องลอยขึ้นเหนือพื้น ราวกับว่าสิ้นน้ำหนักไปโดยปริยาย รวมพลกันตรงไปยังกลางสนามสู้ ไม่สมเหตุสมผลเกินไป เพราะะเิพลังแลสายลมโหมกระพือในนั้นดั่งคลื่นพัดกลืนกินชายหาด ศิลามากมายสั่นคลอนก็เพราะมัน...
“พลังปราณใต้หล้ากำลังล้นปรี่...”
“นี่มันสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามอาณาพลัง!”
“ก้าวหน้าท่ามกลางการประลอง...ฉินอู๋ซวงคนนี้ เป็ฟ้าประทานไร้สองสมชื่อจริงแท้ เ่ิูตกที่นั่งลำบากแน่!”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนที่ก้าวข้ามคือฉินอู๋ซวง ไม่ใช่เ่ิู?”
“เฮอะๆ เ้าเป็หมูหรือไงวะ? เ่ิูมันพึ่งแต่กำลังเท่านั้น โดยพื้นแล้วยังไม่ลุถึงพลังปราณใต้หล้าเลย กระทั่งพลังปลูกอัคคียังไม่ได้ปลูก จะก้าวข้ามได้อย่างไรกัน?”
“ไม่เลว การจะได้มาซึ่งพลังไม่ใช่เื่ง่าย นี่คือก้าวสำคัญของหนทางระหว่างอดีตและอนาคต หากไม่อุตสาหะฝึกปรือด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งหมด ยากนักจะปลดโซ่ตรวนนี้ได้ อาณาของเ่ิู เท่าที่ข้ารู้มา เพิ่งจะได้แค่พิภพขั้นหกเท่านั้นเอง!”
ประชาชีวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก
มีศิษย์ปีสูงให้คำตอบออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ ถึงสองร่างที่กำลังแลกหมัดกันอยู่นั้นจะว่องไวจนยากจะแยกออก ทว่าหากอ้างทฤษฎีสมเหตุสมผลแล้ว พลังปราณใต้หล้าท่วมท้นนี้ต้องเป็พลังของฉินอู๋ซวงที่ผ่านอาณาน้ำพุิญญาแล้วอย่างแน่นอน!
“กลุ่มพลังที่มุ่งไปกลางลาน ยิ่งนานยิ่งชัดขึ้นแล้ว!”
“ไม่ ยิ่งนานยิ่งบ้าระห่ำต่างหาก!”
“ถอยไป ถอยไปให้หมด...”
พักหายใจได้ไม่ถึงหมดเวลาดื่มชาดี กำลังพลังปราณใต้หล้าที่รวมกลุ่มยังใจกลางลานรบพลันบ้าคลั่ง กวนกระแสอากาศไหลเวียนเป็พายุั์ร้ายกาจ ดูดกลืนศิลาตลอดจนขอนไม้นับไม่ถ้วนไปโคจรอยู่ล้อมรอบ
วิสัยทัศน์ใต้หล้า!
“พ่อแก้วแม่แก้ว ฉินอู๋ซวงก้าวข้ามอะไรอยู่กันแน่เนี่ย? ทำไมอานุภาพน่าหวาดกลัวแท้วะ?”
“ฮ่าๆ เยี่ยมยอดไปเลย ศิษย์พี่ฉินก้าวหน้าไปอีกขั้น เ่ิูเ้าต่ำช้านั่นแพ้หมดรูปแน่!”
“เศษเดนชั้นต่ำกล้ามาท้าประลองศิษย์พี่ฉิน หาเื่ตายเร็วแท้ๆ!”
“เฮอะๆ จะว่าไปเ้าเ่ิูนี่มันก็พอมีน้ำยาอยู่ ถ้าเต็มใจยอมติดตามเป็คนใช้ศิษย์พี่ ก็ปล่อยๆ มันไปหน่อยเถอะ!”
“ฮ่าๆ ได้ยินมาว่าศิษย์พี่ฉินกำลังขาดคนใช้ไว้จูงม้าเสียด้วยว่ะ!”
เหล่าลูกผู้ลากมากผู้ดีหัวเราะร่า
เฉวียนย่าหลินที่ใจแขวนอยู่บนเส้นด้ายค่อยโล่งอกเปลาะใหญ่ ศิษย์พี่ฉินมิเคยทำให้เขาผิดหวัง อานุภาพที่สำแดงเดชออกมาจะๆ ตานี้ สามารถสยบพลังทั้งหมดที่เ่ิูะเิออกมาเมื่อครู่นี้ได้หมดเกลี้ยง
สำหรับยุทธภพในภพไทวะนี้ กำลังของพลังชีวิตต่างหากคือการปลูกฝังวรยุทธ์ที่แท้จริง คือพลังที่ไร้ขีดจำกัด เมื่อพลังแข็งแกร่งขึ้น ที่สุดแล้วย่อมมีขีดจำกัด
อีกด้านหนึ่ง
เหล่านักเรียนยากแค้นมากน้อยล้วนแล้วแต่กังวลใจ
แม้หลายวันมานี้ เ่ิูจะมิได้ออกตนใกล้ชิดกับพวกเขามากนัก รังให้ไม่พอใจบ้าง ทว่าเมื่อพูดถึงชาติกำเนิดแล้ว อย่างไรก็เป็ชนชั้นเดียวกัน ยังไม่นับที่เ่ิูะเิพลังแท้จริง สังเวียน ท้าสู้ฉินอู๋ซวง ในสายตาของทุกคนแล้ว เป็ตัวแทนออกศึกระหว่างชนชั้นยากไร้กับชนชั้นสูงโดยแท้!
เมื่อเอ่ยถึงด้านนี้แล้ว ศิษย์อาภัพอับจนทั้งหลายก็มีหวัง ว่าเ่ิูจะฝ่าฟันไปได้ถึงจุดนั้น
ทว่าดูสถานการณ์ตอนนี้แล้ว สภาพการณ์ไม่ค่อยรื่นตาเท่าไรเลย!
เยี่ยนสิงเทียนเองก็เงียบสนิท
ใกล้กายเขามีกลุ่มนักเรียนคนยากรวมตัวกันอยู่หลายสิบคน
อีกสิบกว่าเมตรถัดไป เป็ร่างน้อยๆ ของ่เี่ิที่บีบหมัดของตัวเองไว้แน่น ทำเช่นนี้มาตลอดนับแต่เริ่มศึก นางกังวลไม่น้อย แต่ั์ตากลับเผยแววรอคอยมากกว่า นางกัดริมฝีปากแน่น ราวกับว่ากำลังรีรออะไรบางอย่าง...
พายุพลังปราณใต้หล้าเวียนวนโอบพันรอบลานประลอง มันกราดเกรี้ยวขึ้นทุกวินาที
บรรดาศิษย์ผู้ดูชมนั้น ระดับต่ำกว่าอาณาน้ำพุิญญาลงไปถอยจนห่างไปพันเมตร ป้องกันมิให้ถูกลูกหลง ไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกสายลมทรงแสนยานุภาพนั่นดูดกลืนเข้าไปใจกลาง!
ขณะนั้นเอง...
ปัง!
กลุ่มพลังชีวิตใต้หล้ามหาศาละเิฉีกอากาศฉับพลัน
ทุกชีวิตวิ่งกันไปคนละทิศละทาง
ฝุ่นผงศิลาหินดั่งคลื่นั์ถาโถม แผดเสียงแสบแก้วหูไปแปดทิศ ชนกับม่านกำบังคุ้มครองอย่างจัง ส่งเสียงกัมปนาทหวั่นไหว ประหนึ่งแผ่นดินไหวเยื้องกรายมาถึง
“สู้จบแล้ว!”
“ใครชนะน่ะ?”
ฝูงชนถ่างตามองพลางพูดคุย
พายุพลังชีพซึ่งพัดพารุนแรงเปลี่ยนแปรเป็แนวลมยาว ราวร่างัศักดิ์สิทธิ์ สูงร้อยเมตรพาดผ่านจากแผ่นฟ้าสู่พสุธา โคจรคดเคี้ยวเหยียดหยาว แผดเสียงแล้วบุกเข้ากลางสู่ผู้คนหย่อมหนึ่ง!
ในแนวลมพายุนี้มีพลังปราณน่ากลัวอัดแน่นสถิตอยู่
นักเรียนที่อยู่ใกล้หน้าเปลี่ยนสี
“โชคร้ายแล้วไง...คุมไม่อยู่แล้วหรือ? พลังของแนวลมนั่นน่ากลัวเกินไป ถ้าเกิดะเิขึ้นมา มีสิทธิ์ผลาญทำลายทั้งสนามจนราบเลยนะ!” อาจารย์คุมกฎท่านหนึ่งโพล่งหน้าซีด
“ถอยไป ถอยไปเร็ว!” อาจารย์อีกท่านตะเบ็งลั่น
ทันใดนั้นเอง...
กลางอากาศ วาบเป็ร่างๆ หนึ่ง
อาจารย์หลักประจำปีหนึ่งข่งคงที่สังเกตการณ์มาตลอดกลายเป็ลำแสง พริบตาแรกยังอยู่นอกใจกลาง แวบต่อมากลับแหวกออกมา มือขวาหิ้วร่างๆ หนึ่งวางไว้เขตรอบนอก!
“ศิษย์พี่...ศิษย์พี่ฉิน?”
เฉวียนย่าหลินมองปราดเดียวก็อุทานออกมา
คนที่ข่งคงหิ้วมาด้วย เป็ฉินอู๋ซวงมิผิดเพี้ยน อาภรณ์ขาวผ่องขาดวิ่นหลุดลุ่ย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง สิ้นคราบยามสามัญ สีหน้าโกรธขึ้งปนตะลึงงัน สภาพจนตรอกยิ่งนัก...
นักเรียนโดยรอบที่ได้เห็นภาพนี้ต่างก็ร้องไปตามๆ กัน
คนที่ถูกหิ้วออกมาคือฉินอู๋ซวง เช่นนั้นคนที่ยังอยู่ในแนวลมัพลังชีพข้างใต้นั่น ต้องเป็เ่ิูแน่แล้ว
“ศิษย์พี่ฉิน ท่านไม่เป็ไรนะ?” ศิษย์สูงศักดิ์เริ่มล้อมวงเข้ามา
“ศิษย์พี่ฉินจะเป็ไรได้อย่างไร? เ้าตาบอดหรือเปล่า? ไม่ได้มองพลานุภาพน่าเกรงขามนั่นเลยหรือ คนที่ก้าวข้ามในศึก เ้าเ่ิูตกอยู่ในวงล้อมแนวลมนั่นแล้ว อันตรายราวกับตายไปแล้วเก้าครั้ง ฮ่าๆ ศิษย์พี่ฉินชนะแล้ว...” เฉวียนย่าหลินหัวเราะร่า โพล่งดังลั่นอย่างอดใจไม่ไหว
“ใช่ๆๆๆ ศิษย์พี่ฉินชนะแล้ว!” สหายคนอื่นรีบสมทบทับ
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องโมเมไว้ก่อน การต่อสู้ครานี้้าการแพ้ชนะอย่างเด็ดขาดเท่านั้น
ทว่า...
“...!”
ฉินอู๋ซวงหน้าซีดฉับพลัน สำลักเืออกมาเป็สาย ร่างกายสั่นสะท้าน เขาทรุดลงไหววูบ
“ศิษย์พี่ฉิน...” เฉวียนย่าหลินอึ้ง รีบทักออกมาทันที
ฉินอู๋ซวงสีหน้าดุร้ายยามเหลือบมองเขาอย่างเย็นเยียบ ท้ายสุดแล้วก็มิปริปากสักคำ พลังรอบกายสับสนวุ่นวาย ชำเลืองมองแนวลมพลังชีพไกลๆ แล้วแววตาพลันซับซ้อน เขาเก็บดาบไร้ขอบเขตไว้ในเนื้อมือ ก่อนหมุนกายเดินจากไป
ฝูงชนแหวกออกโดยพร้อมเพรียง เปิดทางให้ฉินอู๋ซวงก้าวเดิน
เฉวียนย่าหลินเ้ากรรมเพิ่งรู้ความจริง เขามิกล้าอ้าปากพูดอะไรอีก เดินติดตามหลังฉินอู๋ซวงไป หน้าม่อยคอตก ยามผลุนผลันจากไป...
ภาพนั้นทำให้คนมากมายล่วงรู้อะไรขึ้นมา
หรือว่า...
ฉินอู๋ซวง...พ่ายแพ้แล้วจริงๆ?
ฉินอู๋ซวงแพ้?
ความคิดนี้เหมือนจะผุดขึ้นมาในใจสักขีพยานการประลองทุกชีวิต
และนักเรียนปีหนึ่งทุกชีวิตมีความตะลึงลานดั่งฟ้าดินถล่มลงมา ยอมรับไว้ไม่ไหว กว่าเดือนที่ผ่านมา...ไม่สิ อาจพูดได้แม้แต่ หลายปีที่ผ่านมา ฉินอู๋ซวงเลื่องลือทั้งชื่อเสียงและบารมี พอเข้าสำนักกวางขาวได้แล้ว เขาก็ได้รับฉายาเป็ยอดฝีมือของปีหนึ่งอย่างรู้กันถ้วนทั่ว
แต่ตอนนี้...
แพ้แล้วจริงๆ หรือ?
เวลาต่อมา สายตาคู่แล้วคู่เล่ามองแผ่นหลังฉินอู๋ซวงจากไปจนลับสายตา แล้วเบนมาทางทิศซากปรักหักพังซึ่งมีแนวลมพลังชีวิตพื้นที่ ไม่เพียงอึ้งกิมกี่เท่านั้น แต่ยังมีความรู้สึกที่ไม่อาจจำกัดความเป็คำพูดหรือท่าทีใด
หากเป็เช่นนี้แล้ว คนที่ก้าวข้าม มิใช่ฉินอู๋ซวง แต่เป็เ่ิูน่ะสิ?
เ่ิูก้าวผ่านอาณาพิภพตอนสู้ศึก?
เขาเริ่มได้พลังแห่งใต้หล้าแล้ว?
แต่ไฉนแค่ความก้าวหน้าก้าวแรก พลังปราณใต้หล้าครั้งแรกที่เข้าถึงได้ กลับทรงอานุภาพมากถึงขนาดนี้กัน?
“การต่อสู้จบลงแล้วนะ พวกเ้าแยกย้ายกันไปเถิด”
กลางนภาลัยว่างเปล่า นำพาสุรเสียงเบาบางและทรงภูมิของอาจารย์หลักข่งคง ผู้แอบซ่อนทีท่าที่ยากจะกังขา
ศิษยานุศิษย์ที่มุงดูกันอยู่รอบลาน ได้ยินแล้วก็ทำได้เพียงกลับกันไปคนละทิศละทาง