“นังหญิงสารเลว! รอกลับสำนักเมื่อไหร่ ดูสิว่าเ้ายังจะกล้าอวดดีอยู่หรือไม่!”
ชิวเหิงใบหน้ามืดทะมึน มองอันซืออี๋ที่พูดคุยยิ้มแย้มเดินเคียงคู่ไปกับเนี่ยเทียนด้วยดวงตาเ็า ในใจเต็มไปด้วยไฟโทสะ
เวลานี้ประตู์ที่ปรากฏอยู่กลางอากาศก็ได้ค่อยๆ สลายหายไป
หลังคำพูดประโยคนั้นของหงช่าน ลูกศิษย์จากเจ็ดสำนักทุกคนที่กลับมาจากประตู์ก็ติดตามเฟิงหลัวมุ่งหน้าไปยังสำนักโลหิต
สถานที่แห่งนี้จึงเหลือแค่ชิวเหิงคนเดียว
ชิวเหิงสบถด่าอยู่ในใจครู่หนึ่งก็เงยหน้ามองปราณปีศาจสีม่วงเข้มที่ไหลเชี่ยวกรากนั้น ในใจพลันบังเกิดความหวาดกลัว
ลำพังเพียงแค่เขาคนเดียว หากคิดจะกลับไปถึงหอหลิงเป่าอย่างปลอดภัยก็มีเพียงว่าระหว่างทางไม่พบเจอกับเื่ไม่คาดคิดใดๆ
ต่อให้เป็เพียงแค่ภูตผีปีศาจตนเดียว ลำพังขอบเขตตบะของเขาก็เกรงว่าคงยากจะหนีพ้น
ชิวเหิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความจนใจ จากนั้นจึงเพิ่มความเร็วมุ่งหน้าไปที่สำนักโลหิตเช่นกัน
“คนผู้นั้นคือใคร? ดูเหมือนว่าเขาจะเล่นงานท่านทุกระยะเลยนะ” ตอนที่เนี่ยเทียนและอันซืออี๋ติดตามพวกลี่ฝานเดินทางไปข้างหน้า เขาก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเล็กน้อย “เขาไม่ใช่ผู้าุโของหอหลิงเป่าหรือ? ตามหลักแล้วเขาควรจะปกป้องท่านทุกก้าวย่างสิถึงจะถูก เหตุใดแม้แต่เื่บีบให้ออกหน้า เขาก็ยังผลักมาให้ท่านทำ?”
แน่นอนว่าเนี่ยเทียนไม่ใช่คนโง่ ตอนที่กลับมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวและร่วงลงบนค่ายกลนำส่งโบราณ เขาก็มองเห็นความไม่เป็มิตรในสายตาชิวเหิงแล้ว
ภายหลังเขาลองสังเกตอย่างละเอียด พบว่าชิวเหิงผู้นั้นคัดค้านความเห็นของทุกคนอยู่หลายครั้ง เมื่อถึง่เวลาคับขันก็เอาแต่คิดจะรักษาเอาตัวรอด
คราวนี้ตอนที่ทุกคนตัดสินใจจะมุ่งหน้าไปยังสำนักโลหิต เห็นได้ชัดว่าชิวเหิงไม่้าเดินทางมาด้วย ทว่าชิวเหิงกลับไม่พูดออกมาเอง แต่ส่งสายตาบอกเป็นัยให้อันซืออี๋พูด
ด้วยฐานะของชิวเหิงแล้ว การกระทำบังคับบงการที่เขามีต่ออันซืออี๋จึงดูต่ำช้าไม่น้อย
ในสายตาของเนี่ยเทียน ชิวเหิงผู้นั้นใจคอคับแคบ เกรงว่าคงเข้ากับใครไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก
“เขาน่ะหรือ?” อันซืออี๋ขมวดคิ้วน้อยๆ พูดเสียงแ่เบา “เขาคิดกับข้าเช่นเดียวกับกันคัง”
“กันคัง!” เนี่ยเทียนเข้าใจโดยพลัน “ที่แท้เื่ก็เป็แบบนี้นี่เอง!”
ตอนงานพินิจของวิเศษ เขาก็เข้าใจความปรารถนาที่กันคังมีต่ออันซืออี๋ผ่านการบอกเล่าจากอันอิ่งและพันเทา หากไม่เป็เพราะเขาปรากฏตัวถูกเวลา เกรงว่าเ้ากันคังผู้นั้นคงยังจะบีบบังคับกดดันให้อันซืออี๋ต้องลำบากยิ่งกว่านี้
ในเมื่อชิวเหิงเป็เหมือนกันคัง แน่นอนว่าย่อมไม่หวังดีต่ออันซืออี๋ แค่นี้ก็ทำให้เนี่ยเทียนมั่นใจได้แล้ว
เขาหันกลับไปมองอันซืออี๋อย่างลึกล้ำ
อันซืออี๋ผู้สวมอาภรณ์สีกุหลาบยาวแนบไปกับเรือนร่างอรชร ทุกการกระทำทุกรอยยิ้มของนางล้วนเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ ดวงตาใสกระจ่างที่ล่อลวงจิติญญาคล้ายสามารถทำให้ผู้ชายทุกคนเคลิบเคลิ้มหลงใหลในตัวนางได้
นางที่งามพิลาสประดุจบุปผาสวยงามที่ผลิบานเต็มที่ ทำให้คนมากมายต่างคิดจะเด็ดดม
นางที่เป็เช่นนี้ อีกทั้งเื้ัและฐานะก็ไม่สูงมากพอ การที่อยู่ในหอหลิงเป่าแล้วมีคนคิดถึงคะนึงหาทุกเช้าค่ำก็ถือว่าเป็เื่ที่สมเหตุสมผลแล้ว
เนี่ยเทียนได้ยินมานานแล้วว่าในหอหลิงเป่า ไม่ว่าจะเป็สำนักหลิงหรือหอเป่าต่างก็มีคนกระหายใคร่ในความงดงามของนาง ซึ่งคนเ่าั้ล้วนมีฐานะสูงส่งและมีอำนาจมาก
“กันคังตายไปคนหนึ่ง นี่มามีชิวเหิงโผล่ขึ้นมาอีก” เนี่ยเทียนแค่นเสียงหนึ่งครั้ง “แต่ว่าชิวเหิงผู้นั้นดูเหมือนว่าจะยังเทียบกับกันคังไม่ได้ หากเขายังกล้าทำตัวต่ำช้าอีก ข้าจะทำให้เขาตายไปเหมือนกันคัง!”
“กันคังตายแล้วหรือ?” ริมฝีปากแดงปลั่งของอันซืออี๋เผยอออกน้อยๆ
นางรู้แค่ว่ากันคังทรยศหอหลิงเป่าแล้วหายตัวไปในเทือกเขาชื่อเหยียน นางนึกว่าภายใต้การนำพาของล่ายอี้ กันคังคงออกจากอาณาจักรหลีเทียนไปอยู่อาณาจักรอั้นิแล้ว
ขอแค่กันคังยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ยังคงเป็มหันตภัยร้ายสำหรับนางไปตลอดกาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้
ตามคำบอกของคนต่างอาณาจักรเ่าั้ ผู้แข็งแกร่งของอีกหลายอาณาจักรที่เหลือต่างก็ประสงค์ร้ายต่ออาณาจักรหลีเทียน คิดจะฉวยโอกาสเข้ามารุกราน
ซึ่งรวมถึงอาณาจักรอั้นิด้วย
นางเป็กังวลมาโดยตลอด กังวลว่ากันคังที่ไปจากหอหลิงเป่าจะหวนคืนอาณาจักรหลีเทียนในสักวันหนึ่ง แล้วพาอำนาจของอาณาจักรอั้นิมาบีบบังคับนาง
อยู่ๆ ได้รู้จากปากเนี่ยเทียนว่ากันคังตายไปแล้ว นางจึงทั้งตะลึงและทั้งดีใจ อยากจะได้รับคำยืนยันให้แน่ใจจริงๆ
เนี่ยเทียนพยักหน้าเบาๆ กดเสียงต่ำ “มีคนเอาหัวของกันคังและล่ายอี้มาให้ข้า”
ดวงตาคู่งามของอันซืออี๋เบิกกว้าง ใช้สายตาที่ตะลึงและแปลกใจถึงขีดสุดมองมายังเขา “ผู้าุโอูหรือ?”
“ไม่ใช่” เนี่ยเทียนส่ายหัว ไม่้าเล่าเื่เกี่ยวกับหัวมู่มากนัก “สรุปคือท่านรู้แค่ว่ากันคังและล่ายอี้ตายแล้วก็พอแล้วล่ะ”
“ไม่ใช่ผู้าุโอูหรอกหรือ...” ดวงตากลมโตของอันซืออี๋มีประกายแปลกประหลาดวาบผ่าน พลันรู้สึกว่าเนี่ยเทียนในเวลานี้เปลี่ยนมาเป็ลึกลับสุดจะหยั่ง
นางพบว่านับวันนางก็ยิ่งมองเนี่ยเทียนไม่ออก รู้สึกว่าบนตัวของเนี่ยเทียนมีความลึกลับซ่อนเอาไว้มากมาย
ตอนที่นางรู้จักเนี่ยเทียน นางมองเนี่ยเทียนเป็แค่เด็กคนหนึ่ง และเนี่ยเทียนในเวลานั้น...ก็ยังเด็กมากจริงๆ
ทว่าเนี่ยเทียนในตอนนี้ หลังจากผ่านการขัดเกลาประสบการณ์จากโลกมายามรกตและประตู์ เขาที่เดิมทีเรือนกายก็สูงใหญ่บึกบึนยิ่งกว่าคนรุ่นเดียวกันอยู่แล้ว ตอนนี้ส่วนสูงยังเพิ่มมาอีกหนึ่งคืบ
นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเนี่ยเทียนแล้ว บุคลิกลักษณะของเนี่ยเทียนก็ยิ่งเหมือนแปรสภาพไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ เนี่ยเทียนกลายมาเป็คนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น นิสัยก็เปลี่ยนมาเป็มั่นคงเด็ดเดี่ยว ใจกล้าบ้าบิ่น ทั้งขอบเขตยังพัฒนาอย่างพรวดพราด ศักยภาพแข็งแกร่งมากขึ้นในทุกๆ วัน เขาเริ่มเผยให้เห็นถึงความกร้าวแกร่งและห้าวหาญอย่างที่ชายหนุ่มเท่านั้นถึงจะมีได้
ไม่รู้ว่าเหตุใด อันซืออี๋พลันรู้สึกว่าเนี่ยเทียนไม่ใช่เด็กคนหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่กลายมาเป็ผู้ชายคนหนึ่งอย่างแท้จริง
ผู้ชายคนนี้คอยปกป้องนางครั้งแล้วครั้งเล่า ยืนอยู่ข้างกายนางโดยไม่มุ่งหวังสิ่งใด ทำให้นางััถึงความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“เอ๊ะ เ้าหมอนี่...”
อันซืออี๋กัดริมฝีปากล่างที่อิ่มเอิบของตัวเองเบาๆ เริ่มคิดเหลวไหลราวกับเป็สาวน้อยคนหนึ่ง
และเวลานี้เอง พวกผู้ที่มุ่งหน้าไปยังสำนักโลหิตก่อนใครพลันหยุดชะงัก
เนี่ยเทียนและพวกลี่ฝานต่างก็ทยอยกันผ่อนฝีเท้าลงไปด้วยจนมาหยุดอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
กลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยเศษก้อนหินแห่งนั้น เฟิงหลัวและอวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตสีหน้าเคร่งเครียด มองบ่อน้ำหลายบ่อในหุบเขาที่แห้งขอด
บ่อน้ำเ่าั้กระจายตัวกันอยู่ในหุบเขา เดิมทีในบ่อควรจะมีน้ำเืที่สะสมมานานหลายปีเพื่อเตรียมไว้สำหรับการฝึกบำเพ็ญตบะของลูกศิษย์สำนักโลหิต
ทว่าตอนนี้ในบ่อน้ำไม่เพียงแต่ว่างเปล่า ในหอเรือนหินรอบหุบเขาก็ไม่มีลูกศิษย์สำนักโลหิตอยู่แม้แต่คนเดียว
นี่อยู่ไม่ไกลจากประตูสำนักโลหิตแล้ว ในเวลาปกติ สถานที่แห่งนี้จะต้องมีคนขอบเขตสาม์ของสำนักโลหิตมาตรากตรำฝึกบำเพ็ญตบะ ใช้บ่อเืชุบหลอมร่างกายตัวเอง ดูดซับเอาเืของสัตว์วิเศษในบ่อมาฝึกฝนเวทลับต่างๆ ของสำนักโลหิต
“พวกเ้าตามมา ทำให้ข้าแปลกใจเล็กน้อย” เฟิงหลัวที่หยุดชะงักก่อนผู้ใดมองเห็นว่าพวกลี่ฝานและกวานชิวก็เร่งรุดเดินทางมาที่นี่ จึงแสดงออกว่าแปลกใจและตะลึงเล็กน้อย “ไม่ว่าจะอย่างไร ในเวลาเช่นนี้พวกเ้ายังยินยอมมาที่สำนักโลหิตของพวกข้า ข้าเฟิงหลัวขอรับน้ำใจครั้งนี้เอาไว้ หากสำนักโลหิตของพวกข้าก้าวผ่านภัยครั้งนี้ไปได้ ต่อให้สำนักไม่ยินยอม ตอนที่สำนักของพวกเ้าประสบภัย ข้าเฟิงหลัวก็ตามไปช่วยเหลือให้จงได้”
“ไม่ต้องเกรงใจ” ลี่ฝานยิ้ม แสร้งพูดอย่างผ่อนคลาย “พวกเรารบเคียงบ่าเคียงไหล่กันในประตู์ สังหารเ้าพวกคนต่างอาณาจักรจนเกลี้ยง ตามความเห็นข้า ไม่ว่าจะเป็ภูตผีปีศาจหรือผู้รุกรานจากต่างอาณาจักรก็ล้วนไม่สามารถบุกทำลายอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราได้อย่างเต็มที่”
“ขอแค่เจ็ดสำนักร่วมแรงร่วมใจกัน อาณาจักรหลีเทียนต้องรอดพ้นหายนะครั้งใหญ่นี้ไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน”
เฟิงหลัวพยักหน้า หัวคิ้วยังคงขมวดแน่น “หวังว่าจะเป็เช่นนั้น”
“สำนักโลหิตถูกภูตผีปีศาจเข้ารุกรานสังหารอย่างเหี้ยมโหดไปแล้ว” หงช่านแห่งวังยมบาลเองก็มีสีหน้ามืดคล้ำ เขามองทิศทางที่ตั้งของสำนักโลหิตแล้วกล่าวว่า “ข้าสามารถััได้ว่าตรงหน้าประตูสำนักโลหิตของพวกเ้ามีปราณปีศาจสีม่วงที่เข้มข้นยิ่งกว่าตรงนี้ เพียงแต่ว่าขอบเขตของข้ายังไม่มากพอ ไม่สามารถััถึงตัวของภูตผีปีศาจท่ามกลางปราณปีศาจเ่าั้ได้”
“ข้าเองก็เหมือนกัน” เฟิงหลัวถอนหายใจหนึ่งครั้ง กล่าว “ต้องเกิดเื่กับสำนักโลหิตแน่ แต่จะร้ายแรงเพียงใดนั้น ข้าเองก็ไม่กล้าคาดเดา ยุคสมัยที่ภูตผีปีศาจอาณาจักรหลีเทียนอยู่ห่างไกลกับสมัยของพวกเรายิ่งนัก อันที่จริงแล้วข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภูตผีปีศาจเลยสักนิดเดียว”
“ปราณปีศาจกำลังค่อยๆ ทำให้ปราณฟ้าดินในอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราสกปรกไปทีละนิด ข้าสามารถััได้” หงช่านกล่าวด้วยความกังวลใจ “รอจนปราณิญญาฟ้าดินของอาณาจักรหลีเทียนถูกปราณปีศาจทำให้สกปรกอย่างสมบูรณ์แบบ ปราณิญญาฟ้าดินทั้งหมดก็จะกลายมาเป็ปราณปีศาจที่ช่วยเสริมให้ภูตผีปีศาจแข็งแกร่ง เมื่อถึงเวลานั้น เกรงว่าอาณาจักรหลีเทียนคงยากที่จะมีโอกาสฟื้นตัวได้อีก”
“บัดซบ! ไอ้พวกคนต่างอาณาจักรทั้งๆ ที่รู้ว่าภูตผีปีศาจจะมาปรากฏตัวในอาณาจักรหลีเทียน ไม่เพียงแต่ไม่มาช่วยเหลือ ยังคิดจะฉวยโอกาสอีกด้วย!” เจียงหลิงจูฮึดฮัดด้วยความโกรธเคือง
“พวกเขาไม่ได้หมายตาอาณาจักรหลีเทียนมาแค่วันสองวันแล้ว” หงช่านใบหน้าเ็า “วังยมบาลของข้าเป็ผู้บัญชาการอาณาจักรหลีเทียนมาหลายปี รู้ความคิดของพวกเขามาโดยตลอด น่าเสียดาย อาณาจักรหลีเทียนของพวกเราไม่แข็งแกร่งมากพอจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่แข็งแกร่งจนสามารถทำให้พวกเขาล้มเลิกความคิดชั่วช้าไปได้”
“ตึง!”
ทันใดนั้น เสียงเบาๆ เสียงหนึ่งก็ดังลอยมาจากใต้พื้นดินของหุบเขา
พอเสียงนั้นดังขึ้น เฟิงหลัวและอวี๋ถงสบตากัน ต่างก็เผยให้เห็นถึงความแปลกใจ
ตอนที่เสียงนั้นดังออกมา หัวใจของเนี่ยเทียนก็สั่นไหวผิดปกติไปด้วย
-----
