"พะ-พวกเ้าทั้งสอง…" กู่หลิงหลงชี้นิ้วด้วยปากที่อ้ากว้างและยากจะเชื่อ
ไม่มีผู้ใดเคยคาดคิดว่าเยว่หลิงเสวี่ยที่สงบเสงี่ยมและเ็าประดุจเทือกเขาน้ำแข็งกลับพูดคำที่ไร้ยางอายเช่นนี้ออกมาได้
แม้แต่โจวหลันฮุ่ยเองก็ไม่มีข้อยกเว้น เขาอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ "เกิดอะไรขึ้นกับพวกเ้าทั้งสองกันแน่?"
"เฮ้อ~" หลี่ชิงหยุนทอดถอนหายใจเอือมระอาอย่างเกียจคร้านที่จะกล่าว ดูเหมือนว่าเยว่หลิงเสวี่ยจะไม่ยอมแพ้กับเื่นี้จริงๆ
แม้ว่าตนจะมีผู้หญิงมากมายรอบตัว แต่ทว่าเขาก็มิได้คิดจะทุกผู้คนที่ผ่านเข้ามา ดั่งคำกล่าวที่ว่า 'สตรีเป็ที่มาของหายนะ' ตนเองก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเื่เช่นนี้สักเท่าใด
การแสดงออกของนาหลันเสี่ยวฉียิ้มร่าโดยไม่สนใจสิ่งใด นั่นได้สร้างความตื่นตะลึงแก่พวกเขาเป็เท่าตัว
ทันใดนั้นหนิงหยางพลันตระหนักได้ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก "น้องชาย เป็ไปได้หรือไม่ที่เ้า…เข้าข่ายกฎดั้งเดิมของตระกูลเยว่เข้าให้แล้ว?"
ใบหน้าของเยว่หลิงเสวี่ยปรากฏรอยแดงจางราวกับกำลังขวยเขิน
เมื่อได้ยินคำพูดที่ออกจากปากหนิงหยางและการตอบสนองทางสีหน้าของเยว่หลิงเสวี่ย กู่หลิงหลงและหนิงฉุ่ยเหลือบมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองประดุจดั่งจ้องมองตาเฒ่าวิตถารอย่างไรอย่างนั้น
ในขณะที่โจวหลันฮุ่ยและหนิงหยางขยิบตาและยกนิ้วเทิดทูนบูชาเป็อย่างยิ่ง
การแสดงออกของพวกเขาแทบจะทำให้หลี่ชิงหยุนอยากซื้อเต้าหู้มาผูกคอตายเสียเดี๋ยวนี้
[ข้ามิได้กระทำโดยเจตนาเสียหน่อย เหตุใดพวกท่านจึงมองข้าราวกับตาเฒ่าโรคจิตเช่นนี้?]
หลี่ชิงหยุนถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะใช้เวลาไม่นานในการอธิบายต้นสายปลายเหตุที่เกิดขึ้น
"โอ้? น้องชาย เ้าช่างโชคดีจริงๆ เ้าไม่รู้หรอกว่ามีบุรุษมากมายเพียงใดที่กำลังหมายปองแม่นางเยว่อยู่ หากเ้าพวกนั้นรู้เข้าเกรงว่าชีวิตเ้าคงไม่สงบสุขอีกต่อไป ฮี่ๆๆ…" หนิงหยางป้องมือก่อนจะแอบกระซิบข้างหูพร้อมเสียงหัวเราะอย่างเลศนัย
มือของหลี่ชิงหยุนกุมขมับในทันที 'ปัญหาหนอปัญหา ล้วนมาจากอิสตรีทั้งสิ้น'
"เอาล่ะ พักเื่นี้ไว้ก่อน ข้ากำลังจะไปตามหาน้ำอมฤตแก่นแท้น้ำนมขัดกระดูก พวกท่านจะไปด้วยกันหรือไม่?" หลี่ชิงหยุนเอ่ยถามระหว่างกลุ่มเดินทางออกจากป่าทึบ
ทว่ากู่หลิงหลงส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ "พวกข้าผ่านการหล่อเลี้ยงการขัดกระดูกมาั้แ่เกิดแล้ว ของพรรค์นั้นไม่จำเป็สำหรับข้าอีกต่อไป"
โจวหลันฮุ่ย หนิงฉุ่ยและหนิงหยางผงกศีรษะอย่างพร้อมเพรียงเช่นเดียวกัน
ตระกูลหลักและตระกูลขุนนางชั้นสูงได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำอมฤตที่ใช้สำหรับเลี้ยงดูทารกอยู่มากมายเกินคณานับั้แ่วัยแรกเกิด เนื่องด้วยเป็ตระกูลที่มีฐานะทางการเงินที่ดีจึงไม่น่าแปลกใจนักที่พวกเขาจะได้รับสิทธิพิเศษนี้แต่กำเนิด
หลี่ชิงหยุนจึงถือโอกาสแยกทางกับกลุ่มของโจวหลันฮุ่ยชั่วครู่ เนื่องจากกลุ่มของกู่หลิงหลงยังมีผู้แข็งแกร่งอย่างโจวหลันฮุ่ยอยู่ ตนจึงมิได้กังวลสิ่งใดมากนัก
หลี่ชิงหยุนประสานมือบอกลากับกลุ่มของกู่หลิงหลง ก่อนจะแยกย้ายกันไป "เอาล่ะ เราจะจากกันที่นี่ เนื่องจากกลุ่มของตระกูลเยว่และตระกูลตงฟางมิได้อยู่ในชั้นนี้ ดังนั้นรอบๆบริเวณจึงไม่ค่อยมีปัญหามากนัก แต่ทว่าสิ่งที่อันตรายสำหรับสถานที่แหงนี้คือกลุ่มสัตว์อสูรหลากหลายประเภท พวกท่านจงระมัดระวังตัวไว้ให้ดี"
"เ้าเองก็ด้วย" กู่หลิงหลงตอบรับอย่างยิ้มแย้ม
ก่อนจากไปหลี่ชิงหยุนยังช่วยส่งพลังิญญาบางส่วนเพื่อรักษาแก่หนิงฉุ่ย เนื่องจากทักษะภาพมายาแห่งความลุ่มหลงที่เป็ทักษะต้องห้ามได้ทำให้เกิดอาการาเ็ทางจิติญญา ยามนี้วังนิวานของหนิงฉุ่ยได้รับาเ็จนมิอาจใช้พลังิญญาได้อีกต่อไป หากปล่อยไว้เช่นนี้มีโอกาสที่จะทิ้งาแทางจิติญญาไว้ได้ตลอดชีวิต
หลี่ขิงหยุนบอกลาแยกย้าย ก่อนจะได้ย้อนกลับไปทางเดิมที่จำเป็ต้องผ่านบ่อน้ำชำระล้างชีวิตก่อนหน้านี้
. . .
"หลี่ชิงหยุน เ้ารู้ด้วยหรือว่าบ่อแก่นแท้น้ำนมขัดกระดูกปรากฏขึ้นที่ใด?" เยว่หลิงเสวี่ยยังคงติดตามเขาอย่างใกล้ชิดก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย
หลี่ชิงหยุนตอบกลับโดยการพยักหน้าเล็กน้อย "ข้าทราบตำแหน่งคร่าวๆอยู่เล็กน้อย หากจำไม่ผิด ที่ตั้งคือปลายทางของชั้นที่สองและเป็ทางเชื่อมที่จะลงไปสู่ชั้นที่สาม"
"โอ้? ปรากฏว่าเ้ารู้ดีอยู่แล้ว" เยว่หลิงเสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนหวานก่อนจะจดจ้องใบหน้าเขาอยู่ทุกขณะ ส่งผลให้หลี่ชิงหยุนรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
ไม่นานนักหลี่ชิงหยุนจึงเอ่ยถามนางกลับด้วยน้ำเสียงทุ้ม "แล้วเ้าไม่ไปตามหากลุ่มของตระกูลเยว่หรอกหรือ? หากพวกนางถูกตัดสิทธิ์จนหมด พวกเ้าจะเสียโอกาสไปโดยปริยาย"
ทว่าเยว่หลิงเสวี่ยกลับส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจ "พวกนางมิได้อยู่รอบๆบริเวณนี้ ดังนั้นแล้วข้าไม่จำเป็ต้องออกตามหา หากข้าเดาไม่ผิด พวกนางอาจจะอยู่ที่ชั้นบนสุดและอาจจะกำลังเผชิญหน้าอยู่กับตระกูลตงฟางอยู่"
หลี่ชิงหยุนอดไม่ได้ที่จะก่นด่าในใจ 'เ้าบอกว่าจะติดตามข้าเพื่อตามหาสมาชิกตระกูลเยว่คนอื่นๆมิใช่หรือ? เหตุใดเ้าจึงดูไม่แยแสเสียอย่างนั้น?'
[ดูเหมือนเื่นี้จะเป็เพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น]
เขาไม่ได้ตระถามสิ่งใดต่อไป ก่อนจะเป็ผู้นำทางไปยังเป้าหมายนั่นคือจุดสิ้นสุดของชั้นที่สอง ซึ่งมีนาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยตามหลังมาติดๆ และภาพบรรยากาศนี้ก็ถูกฉายออกไปให้เหล่าผู้าุโด้านนอกประจักษ์เช่นกัน
ซึ่งระหว่างทางกลุ่มของเขาได้พบเจอกับสัตว์อสูรมากมายหลากหลายประเภท แต่ทว่าเขาก็สามารถขับไล่พวกมันไปได้ทั้งหมดโดยมิได้สังหารพวกมัน หากแต่เพียงขับไล่ด้วยปราณจิตสังหารของตน
หลังจากผ่านเนินหินหลายชั้น ซ้ำยังมีหินย้อยงอกจำนวนมาก หลี่ชิงหยุนลาดผ่านชั้นหินลงสู่เบื้องล่าง สีหน้าของเขาปรากฏร่องรอยปิติยินดีพลันกล่าวอย่างตื่นเต้น "พวกเรามาถึงแล้ว!"
เบื้องหน้าของเขาปรากฏฉากสลับซับซ้อนของธรรมชาติสรรค์สร้าง แอ่งน้ำสีทองขุ่นขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นหอมหวานประดุจดั่งน้ำผึ้งก็มิปาน
ตำแหน่งที่พวกเขาทั้งสามอยู่เป็จุดหมายปลายทางเส้นทางของชั้นที่สองและชั้นที่สาม และแน่นอนว่าชั้นที่สามที่พวกเขายืนอยู่คือเขตหวงห้ามที่ผู้าุโแห่งราชวงศ์จีได้กล่าวถึงไว้ก่อนหน้า
ทางเข้าชั้นที่สามเต็มไปด้วยอักษรรูนผสานเป็จำนวนมาก ซ้ำยังมีม่านสีม่วงบดบังทัศนียภาพจนสิ้น
หลี่ชิงหยุนมองผ่านข้อจำกัดและย่างกรายลงไปที่บ่อเบื้องล่างเพื่อตรวจสอบ ก่อนจะแหงนหน้าเรียกขาน "ฉีฉี ลงมาเถิด เราจะทำการดูดซับแก่นแท้กันที่นี่"
นาหลันเสี่ยวฉีพยักหน้าอย่างเชื่อฟังก่อนจะไถลชั้นหินตามลงไป
"จ๋อม!"
ทว่าจู่ๆ เมื่อเท้าของหลี่ชิงหยุนย่างกรายลงสู่บ่อน้ำสีทองหอมหวาน ตนกลับมีความรู้สึกแปลกๆซึ่งเป็ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างมิอาจบรรยายได้
ความคุ้นเคยนี้เป็สิ่งที่เขามิอาจบรรยายได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะเหตุใดกันแน่
ในวินาทีเดียวกันนั้นหลี่ชิงหยุนปราดตามองไปยังอาณาบริเวณของเขตหวงห้าม ก่อนจะเดินตรงไปยังทิศทางแห่งนั้นอย่างเหม่อลอยราวกับมีสิ่งใดกำลังเพรียกหาตนอย่างไรอย่างนั้น "เสียงนี้คืออะไร?"
"อาหยุน!" นาหลันเสี่ยวฉีััได้ถึงเหตุการณ์ที่ผิดปกติ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปเขย่าร่างของเขาเพื่อเรียกคืนสติเขากลับมา
ทิศทางนั้นคือรังขนาดใหญ่ของสัตว์อสูรระดับ 7 ตามที่เหล่าผู้าุโกล่าวถึง หากหลี่ชิงหยุนผ่านเข้าสู่เขตหวงห้ามแล้ว คงมิอาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากกลุ่มสัตว์อสูรได้เป็แน่
หลี่ชิงหยุนสะดุ้งเบาๆก่อนจะได้สติกลับคืน เขาเอ่ยถามนางอย่างฉงน "ฉีฉี เหตุใดเ้าจึงหยุดข้า เ้าไม่ได้ยินหรือว่ามีบางอย่างกำลังเรียกหาข้าอยู่?"
"อาหยุน นั่นคือทิศทางของเขตหวงห้ามที่เต็มไปด้วยรังของสัตว์อสูร จะมีเสียงใดๆเรียกหาเ้าได้อย่างไร?" นาหลันเสี่ยวฉีตอบด้วยสีหน้าผิดแผก
"ไม่! มีบางอย่างกำลังเรียกหาข้าอยู่ที่นี่จริงๆ!" ความรู้สึกนี้ส่งผลให้หัวใจของหลี่ชิงหยุนเต้นไม่เป็จังหวะราวกับกำลังััถึงความตื่นเต้นในใจโดยมิอาจหาคำบรรยายใดๆได้
เยว่หลิงเสวี่ยสังเกตุเห็นฉากผิดปกติเบื้องล่าง นางจึงรีบตรงไปยังที่ทั้งสองอยู่ก่อนจะเอ่ยถาม "มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่?"
แต่ทว่าหลี่ชิงหยุนกลับเพิกเฉย เขาเดินผ่านนางไปอย่างไร้คำตอบ ก่อนจะผ่านแอ่งแก่นแท้น้ำนมขัดกระดูกไปยังบริเวณรอบนอกของเขตหวงห้ามในทันท่วงที
นิ้วที่เรียวยาวพลันยกขึ้นอย่างแช่มช้า พลังิญญาสีทองปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วก่อนจะเริ่มร่ายอักษรรูนเพื่อปลดผนึกเขตหวงห้ามโดยที่พวกนางไม่ทันคาดคิด
การแสดงออกของเยว่หลิงเสวี่ยเป็สีซีด นางเอื้อมมือเรียวบางของนางเพื่อหยุดการกระทำของหลี่ชิงหยุนในยามนี้ ก่อนจะก่นด่าอย่างไม่พอใจ "เ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่!? เื้ัคือเขตหวงห้ามที่อันตรายอย่างยิ่ง เ้ากำลังรนหาที่ตายหรืออย่างไร!?"
"ผู้าุโทั้งสี่ได้กล่าวห้ามไว้แล้วมิใช่หรือว่าห้ามเข้าใกล้เขตหวงห้ามนี้?" ยามนี้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ผวายิ่ง การกระทำของหลี่ชิงหยุนเป็สิ่งที่นางมิอาจยอมรับได้
หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้น โอกาสที่สัตว์อสูรจะรับรู้ได้ว่ามีผู้ใดก่อกวนอาจจะสร้างความไม่พอใจแก่พวกมันได้
แต่ทว่านาหลันเสี่ยวฉีกลับก้มหน้าและมิได้เอ่ยถามหรือกล่าวสิ่งใด นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากหลี่ชิงหยุนได้ตัดสินใจทำสิ่งใดแล้วจะไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนความคิดของเขาได้อีกต่อไป
หลี่ชิงหยุนเหลือบมองอย่างเ็าก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงขาดห้วง "ปล่อย...มือ…ข้า"
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยอารมณ์หลากหลายซ้ำยังมีเจตนาฆ่าแฝงอยู่ลึกๆ
หลี่ชิงหยุนรู้สึกได้ว่าหากเขาไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ เขาจะต้องพลาดบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญในชีวิตไปเป็แน่
แม้จะเป็เพียงแค่สัญชาตญาณเท่านั้น แต่สัญชาตญาณของตนไม่เคยผิดพลาด!
สีหน้าของเยว่หลิงเสวี่ยออกอาการะเืใจยิ่ง พลันเงียบงันก่อนจะปล่อยมือเขาอย่างเชื่องช้า
หากนางห้ามปรามเขามากกว่านี้ เกรงว่าหลี่ชิงหยุนอาจจะเกลียดนางเข้าจริงๆ
หลี่ชิงหยุนถอนหายใจอย่างรู้สึกผิดเมื่อรู้ว่าเขาแสดงออกไปเช่นไร "ขออภัยด้วย หากเ้ากังวลเื่อันตรายใดๆ ข้าจะรับผิดชอบความปลอดภัยของเ้าเอง"
อารมณ์ที่รุนแรงเมื่อครู่พลันมลายหายไป ก่อนที่เขาจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น ทว่าดวงตาของกลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าจะไม่มีเื่ร้ายแรงใดๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เยว่หลิงเสวี่ยผงกศีรษะเล็กน้อย พร้อมถอยร่นออกไปพร้อมกับนาหลันเสี่ยวฉีเพื่อให้ที่ว่างแก่เขา
หลี่ชิงหยุนยิ้มเบาๆ ก่อนจะหันไปยังเขตข้อจำกัดขนาดใหญ่ด้วยแววตาที่เคร่งขรึม "ทักษะิญญาจักรพรรดิเก้าดารา…ก่อกำเนิด!"
แสงสีทองปรากฏเหนือวังนิวานประดุจแสงศักดิ์สิทธิ์จากเหล่าทวยเทพก่อเกิดดาราทั้งเก้าก่อนจะเร่งอัตราการใช้งานของพลังิญญาจนถึงขีดสุด ในเวลาเดียวกันนั้นเนตรปฐมกาลพลันส่องแสงสีทองจากรูม่านตาสีหยกพร้อมเพรียงกัน
นิ้วของหลี่ชิงหยุนขยับขยายเข้าหาม่านข้อจำกัดพลันเคลื่อนไหวท่วงท่าที่รวดเร็วและคล่องแคล่ว อักษรรูนกว่า 50 อักขระเฉกเช่นเดียวกันกับข้อจำกัดปรากฏขึ้นในลมหายใจเดียว
เนื่องจากข้อจำกัดขนาดใหญ่นี้ถูกจัดเรียงขึ้นโดยผู้ฝึกฝนระดับลมปราณลึกซึ้งถึงสี่คนด้วยกัน ซ้ำยังมีการสลักอักษรรูนอย่างซับซ้อนยิ่ง หลี่ชิงหยุนจึงมิอาจปลดข้อจำกัดที่ซับซ้อนเช่นนี้ออกได้สมบูรณ์อย่างแน่นอน
ทว่านิ้วของเขายังคงร่ายเรียงกลางอากาศอย่างว่องไว ก่อนที่จะม่านแสงสีม่วงบดบังจะเริ่มเลือนลางอันตธานหายไป
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถถอดรหัสข้อจำกัดออกได้ทั้งหมดเนื่องด้วยขีดจำกัดด้านพลังิญญาและความซับซ้อน แต่ทว่าการเปิดช่องว่างมิติเพียงเล็กน้อยจึงไม่มีปัญหามากนัก
ทันใดนั้นอักขระตัวสุดท้ายถูกวาดจนสิ้นสุด พลันผลักอักษรรูนกว่าร้อยอักขระประทับเข้ากับข้อจำกัดขนาดใหญ่
"วู้ม!!!"
ในวินาทีนั้นปรากฏช่องทางเดินแคบๆขึ้นเบื้องหน้า ฉากด้านในที่เห็นมีเพียงชั้นหินที่สูงชันเหนือฟ้า หากแต่มีน้ำตกจากที่สูงพลันไหลลงมาเบื้องหน้าคล้ายกับเมืองบังบดอย่างไรอย่างนั้น
สีหน้าหลี่ชิงหยุนเปลี่ยนเป็สีเทาราวกับกระดาษไหม้ การหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วงแลละมีอาการหอบเบาๆ
ทว่าเมื่อเส้นทางถูกเปิดออก ความรู้สึกของเขาก็ยิ่งปรากฏอย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ในตัวของเขากำลังกู่ร้องด้วยความโหยหา
ทำให้มั่นใจได้ว่าด้านในต้องมีบางสิ่งที่สำคัญกับเขาอย่างแน่นอน!
"ไปกันเถอะ…" หลี่ชิงหยุนระงับอาการอ่อนล้าก่อนจะลากสังขารเข้าสู่ทางเดินเบื้องหน้าอย่างยากลำบาก ทว่าหลังจากเดินได้เพียงแค่สามก้าว ขาของตนกลับอ่อนยวบลงอย่างกะทันหัน
นาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยรีบเข้ามาพยุงร่างของเขาไว้ก่อนด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวล
ในยามนี้รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหลี่ชิงหยุน "ขอบใจพวกเ้ามาก"
ใบหน้าของนาหลันเสี่ยวฉีและเยว่หลิงเสวี่ยปรากฏเพียงแค่รอยยิ้มเท่านั้น ก่อนจะช่วยประคองหลี่ชิงหยุนเข้าสู่เขตหวงห้ามในวินาทีถัดมา
. . .
ส่วนลึกของเขตหวงห้ามที่อาณาบริเวณรายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่คลับคล้ายกับตำหนักเก่าแก่ที่ถูกประกอบและสรรค์สร้างจากหินอ่อนกว่าหลายสิบหลัง
ในลานกว้างเบื้องหน้าสิ่งปลูกสร้างที่สูงชัน ปรากฏให้เห็นร่างบุคคลหนึ่งที่มีปีกสีดำทมึนทั้งสี่อยู่ด้านหลังอย่างน่าเกรงขาม มือและเท้าของมันเผยให้เห็นกรงเล็บสีแดงโลหิตอันแหลมคมและดุร้าย บุคคลนี้สวมใส่อาภรณ์คลุมสีดำยาวไว้ทั่วทั้งร่าง หากแต่บุคคลนี้กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์หินอ่อนด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งทรนง ด้านซ้ายและด้านขวาปรากฏเก้าอี้หินอ่อนเป็ทางยาวซึ่งมีกลุ่มบุคคลรายล้อมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
และเบื้องหน้าของบัลลังก์เผยให้เห็นกลุ่มสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคลับคล้ายกับเผ่าพันธ์ุปีศาจก็มิปานกว่าร้อยตนกำลังคุกเข่าก้มหน้าด้วยสีหน้าที่ยำเกรงยิ่ง
บุคคลที่นั่งบนเก้าอี้บัลลังก์กำลังควงจอกสุราในมือวนไปวนมา ก่อนที่สายตาอันเฉียบแหลมจะเหลือบมองไปยังเก้าอี้ที่กำลังรายล้อมขนาบทั้งสองก่อนจะเอ่ยถาม "ผู้เฒ่าซือ มีสิ่งใดเกิดขึ้นด้านนอกหรือไม่?"
บุคคลที่มีปีกสีดำขลับทั้งสองปีกที่ถูกเอ่ยนามว่าผู้เฒ่าซือเอ่ยตอบอย่างเรียบง่าย "องค์ราชันย์ ยามนี้เบื้องนอกมีกลุ่มของเยาวชนกำลังเพ่นพ่านอยู่ทั่วทุก่ชั้น เว้นแต่ชั้นของพวกเราเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีผู้ฝึกฝนทั้งสี่ได้สร้างข้อจำกัดขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อมิให้พวกเราออกไปและมิให้ผู้ใดย่างกรายเข้ามาในเขตของพวกเราได้… แต่ดูเหมือนว่าพวกมันเข้ามาเพื่อสำรวจและตามหาโชคลาภเท่านั้น"
องค์ราชันย์บนบัลลังก์พยักหน้าอย่างเฉยเมยก่อนจะจิบสุราด้วยท่วงท่าไร้กังวล "พวกมนุษย์คิดจริงๆหรือว่าข้อจำกัดง่อยๆนั่นจะหยุดพวกเราไว้ได้?"
ผู้เฒ่าโหวด้านข้างยิ้มอ่อนๆ "พวกมนุษย์ช่างโง่เขลายิ่งนัก!"
"แต่ทว่าสมบัติและสิ่งของต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็มีเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นเื่ทางโลกจึงไม่เกี่ยวข้องกับเราอีกต่อไป—"
ทันใดนั้นกลับมีเสียงโหวกเหวกก่อนที่สัตว์อสูรปีกเดี่ยวซึ่งเป็ข้ารับใช้จะปรากฏขึ้นพร้อมรายงานด้วยน้ำเสียงเร่งด่วน "ฝ่าา แย่แล้ว! มีใครบางคนกำลังบุกรุกเข้ามาในเขตของพวกเรา!"
"อะไร!" เหล่าผู้เฒ่าที่ขนาบข้างองค์ราชันย์อุทานด้วยน้ำเสียงดุร้าย พลันลุกขึ้นยืนด้วยการแสดงออกที่ไม่สบอารมณ์ยิ่ง
"ไม่คาดคิดว่าเผ่ามนุษย์จะอาจหาญบุกเข้ามาในเขตของพวกเราจริงๆ!"
"พวกมนุษย์นั้นโลภมากเกินกว่าเหตุจนไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกต่อไป!" องค์ราชันย์อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างเยาะเย้ย
"ฝ่าา จะให้ข้าทำอย่างไรกับพวกมันดี?" ข้ารับใช้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า แววตาของมันฉายแววอาฆาตยิ่ง ดูเหมือนว่ามันกำลังเตรียมพร้อมที่จะสังหารกลุ่มผู้บุกรุกได้ในทุกยาม
ทว่าองค์ราชันย์โบกมือเพื่อให้มันสงบสติอารมณ์เสียก่อน "ผู้บุกรุกมีกี่คน และมีระดับการบ่มเพาะใดบ้าง?"
"รายงานฝ่าา พวกมันมีกันแค่สามคน บุรุษหนึ่งคนและสตรีอีกสองนาง ซ้ำยังระดับพลังของพวกมันไม่เกินระดับลมปราณฟ้าขั้นกลางด้วยซ้ำ" ในใจของข้ารับใช้ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่มีบุคคลที่ระดับการบ่มเพาะต่ำเตี้ยเรี่ยดินกลับสามารถฝ่าฝืนข้อจำกัดเข้ามาได้เช่นนี้
"ฮ่าๆๆ! เผ่ามนุษย์ช่างโอหังยิ่งนัก กล้าที่จะบุกรุกเขตของราชันย์ผู้นี้ด้วยระดับการบ่มเพาะที่ไม่ต่างผายลมเช่นนี้" องค์ราชันย์ยืนขึ้นอย่างโอ่อ่า รัศมีเย่อหยิ่งประดุจจักรพรรดิแผ่ซ่านจากร่างอันแข็งแกร่ง แรงกดดันทางสายเืที่พวยพุ่งจากร่างของมันส่งผลให้กลุ่มสัตว์อสูรที่หมอบคลานอยู่เบื้องล่างต่างตัวสั่นและหวาดผวาไปตามๆกัน
"ไปดูกันเถิดว่าพวกมัน้าสิ่งใดจากเรา" ปีกสีนิลทั้งสี่ที่น่ากลัวขององค์ราชันย์พลันกางออก ก่อนจะเกิดกระแสลมสีม่วงพุ่งผ่านไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้
ผู้เฒ่าซือและผู้เฒ่าโหวพยักหน้าให้แก่กันก่อนจะตามองค์ราชันย์ออกไป
