ฉู่หยางผู้แข็งแกร่ง
ฉู่หยางผลักประตูห้องเข้าไป ภาพที่เขาเห็นคือชายท่าทางนักเลงสามคนกำลังล้อมกรอบเด็กสาวคนหนึ่งที่ดูรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวของเขา
เด็กสาวพิงหลังติดกำแพง ในมือพรรณนาถึงความใจเด็ดด้วยการกำเศษคอขวดเหล้าไว้แน่น จนเืซึมออกมาจากฝ่ามือไหลอาบข้อมือช้าๆ
แม้สภาพเธอจะดูสะบักสะบอมแต่แววตากลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและกล้าสู้ตาย
เฟิงโก่วแม้จะไม่รู้จักชายที่บุ่มบ่ามเข้ามาคนนี้ แต่เมื่อเห็นชุดฟอร์มก็รู้ทันทีว่าเป็ รปภ. ของร้าน จึงสบถด่า“ใครแม่งสั่งให้แกเข้ามาวะ?!”
หัวหน้าพนักงานรีบตามเข้ามาขอโทษขอโพย“ขอโทษค่ะพี่เฟิงโก่ว เดี๋ยวฉันจะลากเขาออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
พูดพลางพยายามจะดึงแขนฉู่หยางออกไป
แต่ฉู่หยางกลับยืนนิ่งมั่นคงดั่งขุนเขา เขาชี้ไปที่เด็กสาว “ปล่อยเธอไป”
เฟิงโก่ว “แกเป็ใครวะ? รู้ไหมว่าที่นี่ถิ่นใคร?”
“ฉันว่าแกคงไม่อยากทำงานที่นี่แล้วใช่ไหม?!”
ฉู่หยาง “พวกคุณเป็ผู้ชายอกสามศอก แต่รุมรังแกเด็กผู้หญิงคนเดียว มันดูไม่ค่อยดีมั้งครับ?”
คำพูดนี้เขาพูดออกมาจากใจจริง เพราะเขานึกถึงน้องสาวตัวเอง ถ้าไม่มีเื่น้องสาวถูกรังแกเขาก็คงไม่ต้องปลดประจำการก่อนกำหนด
เด็กสาวตรงหน้าอายุมากกว่าน้องเขาแค่ปีสองปี แต่กลับถูกบีบให้สู้ยิบตาขนาดนี้ เขาจะทนดูได้อย่างไร?
“อาหง! แกสั่งสอนพนักงานยังไงวะ? ไม่ได้บอกมันเหรอว่าฉันเป็ใคร!” เฟิงโก่วหันไปตะคอกใส่หัวหน้าพนักงาน
หัวหน้าพนักงานหน้าซีดเผือด “ขอโทษค่ะๆ พี่เฟิงโก่ว วันนี้เขาทำงานวันแรกเลยยังไม่รู้กฎ เดี๋ยวฉันพาเขาไปเอง”
จากนั้นเธอก็พยายามฉุดกระชากแขนเสื้อฉู่หยางอีกครั้ง “ไปเถอะ อย่าหาเื่เลย...”
แต่ฉู่หยางสะบัดมือเธอออก จ้องตาเฟิงโก่วตรงๆ “ให้เด็กคนนี้ไป มีอะไรก็ลงที่ผม”
“โอ้โห... มีคุณธรรมเหลือเกินนะแก!”
เฟิงโก่วเดินเข้ามาคว้าขวดเหล้าฟาดเข้าที่หัวฉู่หยางเต็มแรง!
เพล้ง!
“แกเป็ใครมาสอนฉันทำงาน?!”
ฉู่หยางไม่แม้แต่จะกระพริบตา ราวกับว่าขวดนั้นไม่ได้ฟาดลงบนหัวเขา
เฟิงโก่วเห็นว่ายังไม่สะใจ จึงคว้าอีกขวดฟาดลงไปซ้ำที่เดิมเสียงดัง
ปึก!
ทว่า สิ่งที่น่ามหัศจรรย์คือ นอกจากเหล้าที่ไหลนองลงมาตามใบหน้าแล้ว กลับไม่มีเืซึมออกมาจากหัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว และที่น่าใยิ่งกว่าคือเขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่สุด
หลิวหยูถงแม้จะอดเป็ห่วงชายแปลกหน้าที่ยื่นมือเข้าช่วยไม่ได้ แต่เธอก็รู้สึกทึ่งมาก นอกจากอวิ๋นเฉิงแล้ว เธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนเก่งและนิ่งได้ขนาดนี้มาก่อน
เมื่อพิจารณาจากผมสั้นเกรียนและกลิ่นอายความเด็ดเดี่ยวแบบรั้วของชาติ เธอพอจะเดาออกว่า... ชายคนนี้คงเป็ทหารที่เพิ่งปลดประจำการมาไม่นาน
ฉู่หยางเงยหน้ามองเฟิงโก่วขณะที่น้ำเหล้ายังหยดติ๋งจากใบหน้า “ทีนี้ปล่อยเธอไปได้หรือยัง?”
“ไม่ได้! วันนี้ยัยนี้ต้องอยู่ดื่มกับฉันให้สำราญ และต้องปรนนิบัติฉันให้ถึงใจ ไม่งั้นอย่าหวังจะออกจากห้องนี้” เฟิงโก่วพูดอย่างเหี้ยมเกรียม “แล้วฉันเตือนแกนะ ถ้าแกยังไม่ไสหัวไป เื่มันจะไม่จบแค่โดนขวดฟาดสองทีแน่”
สิ้นเสียงเขา ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ลูกน้อง 4-5 คนพร้อมไม้เบสบอลและแป๊บเหล็กกรูกันเข้ามา
“ไปเถอะ ไม่งั้นนายแย่แน่” หัวหน้าพนักงานพยายามกล่อมเขาครั้งสุดท้าย
คราวนี้ฉู่หยางไม่ตอบ เขาหยิบขวดเบียร์ที่ยังไม่ได้เปิดขึ้นมา ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึง เขาใช้สันมือสับเข้าที่คอขวดจนรอยตัดเรียบกริบขวดขาดกระเด็น แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด
จากนั้นเขาผลักหัวหน้าพนักงานออกนอกห้องแล้วปิดประตูล็อคทันที
เขาถอดสูทนอกออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้ออกที่แทบจะดันกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวจนะเิ
“พวกคุณเนี่ยนะ เกิดมาเป็คนดีๆ ไม่ชอบ ชอบทำตัวเป็เดรัจฉาน พ่อแม่เลี้ยงมาจนโตเพื่อให้มาทำเื่แบบนี้เหรอ?”
“แกพูดอีกทีซิ! แกเชื่อไหมว่าฉันจะส่งแกออกไปในสภาพศพ!” เฟิงโก่วโมโหสุดขีดขู่ฆ่าแกง
ฉู่หยางบิดคอและยืดเส้นยืดสาย “ผมไม่เชื่อหรอก!”
เขากวาดสายตามองนักเลง 6-7 คนในห้อง แล้วเหลือบมองเด็กสาวที่ยังนิ่งสงบ
เขาแอบประหลาดใจลึกๆ ปกติเด็กวัยนี้เจอสถานการณ์แบบนี้ต้องขวัญกระเจิงไปแล้ว แต่เธอกลับนิ่งได้ขนาดนี้... ไม่ธรรมดาจริงๆ
จากนั้นเขาบอกเธอว่า “ระวังตัวด้วย หลบดีๆ นะครับ”
เพราะนักเลงขวางทางประตูไว้ เขาเลยส่งเธอออกไปก่อนไม่ได้
“ฆ่ามัน!” เฟิงโก่วคำรามลั่น
ลูกน้องพุ่งเข้าใส่พร้อมอาวุธทันที ในพริบตาเดียว เสียงการต่อสู้อันดุเดือดก็ดังสนั่นสลับกับเสียงคำรามและเสียงร้องโหยหวน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อทุกอย่างสงบลง หลิวหยูถงเห็นเฟิงโก่วและลูกน้องรวม 7-8 คน นอนกลิ้งระเนระนาดอยู่บนพื้น
เฟิงโก่วเือาบหัว นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมห้อง
“แก... แกอย่าเข้ามานะ ฉันเตือนแกแล้วว่าถ้าตีข้า แกจบเห่แน่!”
ฉู่หยางปาดเหงื่อและคราบเหล้าออกจากหน้าอย่างใจเย็น แล้วนั่งยองๆ ตรงหน้าเขา “ทีนี้ปล่อยคนไปได้ยัง?”
“ไปได้ๆ ไปเลย” เฟิงโก่วละล่ำละลักบอก
ฉู่หยางพยักหน้า หยิบสูทมาสวมแล้วหันไปบอกหลิวหยูถง “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”
หลิวหยูถงทิ้งเศษแก้วในมือลงแล้วกล่าว “ขอบคุณมากค่ะ”
ทว่า ทันทีที่พวกเขาก้าวพ้นประตูห้อง สีหน้าที่หวาดกลัวของเฟิงโก่วก็เปลี่ยนเป็ถแกทึง “เรียกคน! เรียกคนมาให้หมด!”
พวกลูกน้องรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาระดมพลทันที
เพียงชั่วอึดใจเดียว นักเลงนับสิบชีวิต ประมาณ 30-40 คน พร้อมอาวุธครบมือก็ปิดล้อมทางขึ้นลง KTV ไว้หมด
หลิวหยูถงรีบเข้าไปในห้อง 888 เตรียมจะพาเพื่อนๆ หนี แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบก็ดังขึ้นที่บันได
ฉู่หยางสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาหันมาสั่งพวกหลิวหยูถง “กลับเข้าไปในห้อง ล็อคประตูให้แน่น!”
จากนั้นเขาถอดสูทอีกรอบ เตรียมรับศึกหนัก
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นเฉิงที่นั่งรออยู่โถงชั้นล่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติ... ทำไมจู่ๆ ถึงมีนักเลงแห่กันมาเยอะขนาดนี้?
แย่แล้ว เกิดเื่แน่!
เขารีบโทรหาหลิวหยูถงแต่เครื่องปิดอยู่ เขาจึงรีบโทรหาหม่าต๋าและคนอื่นๆ ให้รีบมาสมทบ แล้วตัวเองก็บุกขึ้นไปชั้นบนเพียงลำพัง
เมื่อเขาไปถึงชั้นบน การตะลุมบอนที่ทางเดินก็เริ่มขึ้นแล้ว
เขาเห็นชายหนุ่มเสื้อเชิ้ตขาวคนหนึ่งต่อสู้อย่างกับเทพา ใช้เพียงมือเปล่าซัดพวกนักเลงจนถอยร่น
แต่ทางเดินมันแคบเกินไป นักเลงที่เฟิงโก่วเรียกมาแม้จะเยอะแต่ก็รุมได้ไม่ถนัดนัก ถึงอย่างนั้นการสู้แบบหมาหมู่หลายระลอกก็เริ่มทำให้ฉู่หยางเหนื่อยหอบ
ต่อให้เป็อดีตทหารฝีมือดี แต่การรับมือคนเกือบครึ่งร้อยเพียงลำพังก็เป็เื่เหนือบ่ากว่าแรง
ใน่ที่ฉู่หยางเริ่มตกที่นั่งลำบาก จู่ๆ ทางด้านหลังของพวกนักเลงก็เกิดความวุ่นวายขึ้น
ชายหนุ่มหน้าตาเ็าที่ดูเด็กกว่าฉู่หยางไม่กี่ปี... ได้เริ่มลงมือแล้ว!
