“เหอะ” ฮ่องเต้ร้องเหอะเสียงเย็นออกมา “เื่นี้มันชัดเจนแล้ว ไม่มีความจำเป็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เื่นี้องค์ชายไม่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่ง”
“แค่คำพูดจากคนที่ไม่มีที่มาที่ไปคนเดียว ฝ่าาจะเชื่อง่ายๆ ได้อย่างไร?”
“แต่ความจริงก็อยู่ตรงหน้าตอนนี้แล้ว” สีหน้าของฮ่องเต้ดำคล้ำกำลังโกรธอย่างเต็มที่ “เื่นี้องค์ชายไม่จำเป็ต้องพูดมากอีก เจิ้นมีความคิดตัดสินใจของเจิ้น”
สายตาขององค์ชายห้าจ้องไปที่จี๋โม่หานอยู่ตลอด คิ้วขมวดแน่น จี๋โม่หานคนนี้ช่วยซูิเยว่มาสองสามครั้งแล้วและทำลายแผนของเขา จะให้เขาพอใจได้อย่างไร
ซูิเยว่รู้ว่าวันนี้องค์ชายห้าจะต้องเตรียมตัวมาอย่างดี อีกทั้งเดิมทีฮ่องเต้ก็เกลียดตนอยู่แล้ว สถานการณ์ในตอนนี้จะไปดีต่อตัวนางได้อย่างไร
ถึงแม้จี๋โม่หานจะพูดอะไร สถานการณ์ก็ไม่มีทางเปลี่ยน ไม่แน่ว่ายังเพิ่มเื่ยุ่งยากให้จี๋โม่หานเข้าไปอีก
จี๋โม่หานเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทุกคนในตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ฝ่าา” จี๋โม่หานเอ่ยเสียงเข้ม “ฝ่าาได้โปรดให้เวลากระหม่อมหนึ่งวัน กระหม่อมจะต้องตรวจสอบเื่นี้ออกมาให้ชัดเจน”
ทุกคนในงานเลี้ยงก็แตกตื่นเสียงดัง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายสามถึงได้ลำเอียงปกป้องซูิเยว่
จ้าวอวี้ถิงเห็นว่าแม้แต่จี๋โม่หานก็กำลังช่วยซูิเยว่อย่างออกหน้าออกตา ความริษยากับความไม่พอใจในแววตาจึงแทบจะทะลักออกมา
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจคำขอของจี๋โม่หาน “องค์ชายสาม เจิ้นจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง อย่ายื่นมือเข้ามายุ่ง เจิ้นจะไม่ปล่อยผ่านไปแล้ว”
ซูิเยว่ส่ายหน้าน้อยๆ ไปให้หลิงชวน นางรู้ว่าเื่นี้หากฝืนต่อไปจะไม่ดีต่อจี๋โม่หาน
โชคดีที่จี๋โม่หานยังถือว่าใจเย็น เขารู้ว่าไม่ควรบุ่มบ่าม รู้ว่าการทำอะไรผลีผลามในตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
หลิงชวนก็พลันเข็นจี๋โม่หานไปหาซูิเยว่ องครักษ์พวกนั้นต่างพากันระมัดระวังและขวางตรงหน้านาง
นางขมวดคิ้วแล้วมองจี๋โม่หานอย่างไม่เข้าใจ เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเบาแฝงไปด้วยความอ่อนโยน ไม่เ็าเหมือนเมื่อครู่ “เชื่อข้า”
เสียงของเขาไม่ดังมาก มีแค่ซูิเยว่กับองครักษ์ไม่กี่คนที่ได้ยิน นางชะงักไป หัวใจที่ร้อนรนก็พลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
คนในงานต่างมองไปทางนั้นอย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจี๋โม่หานพูดอะไรกับซูิเยว่
หลังจากที่เขาพูดจบก็ใช้น้ำเสียงเ็าอีกครั้งแล้วพูดกับฮ่องเต้ที่อยู่ตำแหน่งสูงกว่า “ฝ่าา กระหม่อมรู้สึกไม่สบาย ขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หรี่ตาลงแล้วโบกมือ “ไปเถิด”
หลิงชวนเข็นจี๋โม่หานออกไป งานเลี้ยงที่เงียบสงบก็กลับมามีเสียงซุบซิบอีกครั้ง พวกเขาล้วนไม่เข้าใจกับท่าทีขององค์ชายสามเมื่อครู่
พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าองค์ชายสามจี๋โม่หานกับซูิเยว่นั้นมีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่วันนี้ทุกคนต่างพากันคาดเดาว่าระหว่างทั้งสองคนต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาแน่
“เอาล่ะ” สีหน้าฮ่องเต้เต็มไปด้วยความรำคาญ เขากวาดตามองไปรอบๆ “พาซูิเยว่ไปขัง แล้วรอฟังคำตัดสิน”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หลายคนจับซูิเยว่พาเดินไปด้านนอก สุดท้ายซูิเยว่ทำเพียงหันไปมองเสี่ยวอวี่ที่ร้องไห้เป็เผาเต่า
หลังจากซูิเยว่ถูกจับตัวไปแล้ว องครักษ์ที่ล้อมงานเลี้ยงก็พากันออกไป
มุมปากขององค์ชายห้ามีรอยยิ้มที่ดูออกไม่ชัดเจนเล็กน้อย เพียงครู่เดียวก็ซ่อนกลับไป เขามองไปทางฮ่องเต้ “วันนี้ลูกเข้าวังมาโดยไม่ขออนุญาต ขอเสด็จพ่อโปรดลงโทษด้วย”
ฮ่องเต้โบกมืออย่างรำคาญ “ช่างเถิด ช่างเถิด เื่ในวันนี้เห็นแก่ความดีของเ้า เจิ้นจะไม่คิดเล็กคิดน้อย”
เขาพูดแล้วมองไปทางนักพรตก่อนจะถาม “ของสาปแช่งนั้นจะทำอย่างไร?”
“เื่นี้ฝ่าาโปรดวางใจ อาตมาจะไปกำจัดให้สะอาด” นักพรตพูดพร้อมกับหยิบดาบไม้ออกมาแทงไปที่ตุ๊กตาตัวเล็ก
ต่อมาก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาแปะที่ตุ๊กตาตัวเล็ก ก่อนที่ยันต์จะเผาตุ๊กตาตัวเล็กทันใด เพียงครู่เดียวก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ของผ้าลอยออกมา ไม่นานตุ๊กตาตัวเล็กก็ถูกเผาจนหมด
ฮ่องเต้มองพื้นที่เหลือเพียงเศษผ้าพลางขมวดคิ้ว “แค่นี้ก็ได้แล้วหรือ?”
นักพรตพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ ของสาปแช่งได้ไหม้ไปจนหมดจากการร่ายมนต์ของอาตมา ฝ่าาสามารถวางใจได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พิงเก้าอี้แล้วนวดหว่างคิ้วอย่างปวดหัวเล็กน้อย เขาโบกมือออกคำสั่งกงกงที่อยู่ด้านข้าง “ตบรางวัล”
นักพรตหลังจากได้รางวัลแล้วก็ตามองค์ชายห้าออกไป สุดท้ายงานเลี้ยงก็จบลงเช่นนี้ ทุกคนยังสลดใจอยู่เล็กน้อย
“งานเลี้ยงวันนี้ก็จบลงแค่นี้แล้วกัน ทุกท่านกลับไปได้แล้ว” ฮ่องเต้เหนื่อยล้าเล็กน้อย พอพูดจบก็ลุกขึ้นโดยมีกงกงคอยพยุงออกไป
ไทเฮาเองก็มีนางกำนัลพยุงออกไป
“เชิญเสด็จฝ่าา เชิญเสด็จไทเฮาเหนียงเหนียง”
สุดท้ายขุนนางก็ได้ทยอยกันออกไป ตอนที่ออกไปยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ใครจะไปคาดคิดว่าวันนี้จะเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น
จี๋โม่หานที่นั่งอยู่บนรถเข็นไม่พูดออกมาสักคำ ใบหน้าปกคลุมไปด้วยไอเย็น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น บนตัวแผ่ไอเย็นออกมา บรรยากาศรอบตัวราวกับมีพายุขนาดใหญ่
หลิงชวนก้มหน้าเข็นรถเข็นเงียบๆ เขายังไม่เคยเห็นเ้านายตัวเองโกรธขนาดนี้มาก่อน
จนกระทั่งออกจากวังมาถึงที่จอดรถม้าหน้าประตูวัง จื๋อหลันที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็เข้ามาหา เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคนดูแปลกๆ โดยเฉพาะจี๋โม่หานที่มีสีหน้าดำคล้ำจนแทบจะมีหมึกหยดลงมา ทั้งยังแผ่ไอเย็นออกมาอีกด้วย
จื๋อหลันขมวดคิ้ว รู้สึกว่าต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแน่นอน “เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ? เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?”
“เกิดเื่กับคุณหนูซูแล้ว”
คิ้วของจื๋อหลันขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม “เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?”
หลิงชวนถอนหายใจ เขาพยุงจี๋โม่หานขึ้นรถม้าก่อน แล้วค่อยอธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้น
จื๋อหลันตบไปที่ขอบประตูรถม้า สีหน้าคล้ำลงไปเหมือนกัน “เื่นี้จะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ชายห้าเป็แน่ จะต้องเป็เขาที่หาคนมาใส่ร้ายคุณหนูซู”
“เื่นี้พวกเราต่างก็รู้” หลิงชวนมองไปในรถม้า จนถึงตอนนี้จี๋โม่หานก็เงียบอยู่ตลอด แม้แต่ประโยคเดียวก็ไม่พูด
“ประเด็นคือตอนนี้พวกเราไม่มีหลักฐาน แถมคุณหนูซูยังถูกจับเข้าคุกไปแล้ว ไม่รู้ว่าเื้ัพวกเขาจะมีแผนอะไรอีกหรือไม่ ตอนนี้พวกเรามีเวลาไม่มากแล้ว”
จื๋อหลันเม้มปาก เขาไม่กล้าคิดว่าหากเกิดเื่กับซูิเยว่จริงๆ ท่านอ๋องของตนเองจะเปลี่ยนไปอย่างไร จี๋โม่หานในตอนที่ตาบอดมาหลายปีนั้นก็ไม่เหมือนกับตอนนี้
นิสัยของจี๋โม่หานนั้นเ็า แต่พออยู่กับซูิเยว่นานเข้า บนตัวก็เพิ่งจะมีกลิ่นอายความสดใสขึ้นมาอย่างหาได้ยาก ทว่าตอนนี้ก็กลับมาเป็แบบเก่าเสียแล้ว
หลิงชวนถอนหายใจเงียบๆ “กลับจวนก่อนเถิด จากนั้นค่อยวางแผนกัน”
“ไปที่จิ่นชางเก๋อ”
จี๋โม่หานที่อยู่ในรถม้าซึ่งเงียบมาตลอดก็โพล่งออกมา “ไปจิ่นฉางเก๋อ บอกพวกจิ่งฉือให้ไปเจอข้าที่นั่น”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อีกด้านหนึ่ง เสี่ยวอวี่กลับจวนสกุลซูด้วยสภาพิญญาหลุด