“ยังต้องเดินไปอีกไกลเท่าไหร่”
หลังเงียบไปพักใหญ่เมื่อปรับอารมณ์ของตนเองให้กลับมาเป็ปกติได้แล้ว หม่าเจี่ยซินก็เอ่ยถามเหอชางขึ้นมา
หันไปมองรอบด้านแล้วนางอดแปลกใจไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมื่อวานเหอชางบอกว่าวันนี้ตอนบ่ายพวกเขาก็น่าจะเดินทางไปถึงบ้านของเขาแล้ว แต่จนกระทั่งตอนนี้หม่าเจี่ยซินก็ยังมองไม่เห็นบ้านเรือนเลยสักหลัง สิ่งที่นางเห็นมีเพียงป่าที่ยังคงรกทึบเท่านั้น
“ไม่ไกลแล้ว เ้าอดทนอีกหน่อย ผ่านูเาลูกนี้ไปก็ใกล้ถึงแล้ว”
ูเาลูกนี้ที่เหอชางพูดถึงทำให้หม่าเจี่ยซินอดที่จะแหงนหน้าขึ้นไปมองยอดูเาสูงที่โผล่พ้นตรงยอดไม้ด้านหน้าไม่ได้ แล้วเมื่อพบว่าูเาลูกใหญ่ตรงหน้านั้นสูงและใหญ่มากแค่ไหน ความรู้สึกห่อเหี่ยวใจก็เข้ามาปกคลุมหัวใจของนางาทันที
ต้องข้ามูเาลูกนี้ไปอีกลูก เช่นนี้ยังสามารถพูดว่าไม่ไกลได้อีกรึ
“อยากนั่งพักรึ หรือว่าปวดเบา”
“เปล่า ข้าแค่สงสัยเท่านั้น”
ตอบเขาด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยวแล้ว หม่าเจี่ยซินก็ขยับมือที่กำลังเกาะไหล่กว้างอีกครั้ง แล้วหันมามองใบหน้าเสี้ยวด้านข้างของเขาแทน เมื่อพบว่ามันน่ามองมากกว่าป่ารกทึบด้านข้างเป็ไหนๆ
“มีอะไรติดหน้าข้างั้นรึ”
ถูกนางจ้องมองอยู่พักหนึ่ง เหอชางก็รู้สึกร้อนลวกไปทั่วใบหู บริเวณหน้าอกที่เยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อยก็พลันร้อนรุ่มไปด้วย
“เปล่า”
ถูกเขาถามเช่นนี้ นางก็เลื่อนสายตาไปมองที่อื่น มุมปากขยับยิ้มออกมาอย่างหักห้ามไม่ได้ ในใจหวานละมุนไปด้วยความรู้สึกที่อุ่นวาบและขัดเขิน แม้จะไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วนี่ใช่ความรู้สึกของนางหรือไม่ แต่หม่าเจี่ยซินก็ไม่ได้สนใจเื่นี้แล้ว
“แต่เ้ามองข้า”
หม่าเจี่ยซินไม่คิดว่าคนที่พูดน้อยเช่นเขาจะพูดขึ้นมาตรงๆ เช่นนี้ ริมฝีปากหนาได้รูปยังขยับยิ้มออกมาเล็กน้อยเหมือนกำลังอารมณ์ดีมากอีกด้วย
“มองไม่ได้รึ”
ในเมื่อตอบตกลงให้นางเป็ภรรยาของเขา นางอยากจะมองสามีตนเองให้มากเสียหน่อยมิได้หรืออย่างไร
“ฮึ ได้สิ ข้าพอรู้ตัวว่าตนเองค่อนข้างน่ามอง”
เป็อีกครั้งที่หม่าเจี่ยซินไม่คิดว่าเขาจะตอบกลับมาเช่นนี้ แม้ว่าฟังดูเหมือนจะหลงตัวเองไปเสียหน่อย แต่นางไม่ปฏิเสธว่าหน้าตาหล่อเหลาคมคายของเหอชางนั้นน่ามองมากจริงๆ มันจึงทำให้คำพูดที่ดูหลงตัวเองของเขาฟังดูถ่อมตนไปเสียอย่างนั้น
“ท่าน... รู้ตัวก็ดีแล้ว”
“อาชาง เรียกข้าเช่นนี้เถอะ”
ความรู้สึกของหม่าเจี่ยซินถูกทำให้กระตุ้นสั่นไหวอีกครั้ง นางจึงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่อุ่นวาบไปทั่วท้องว่า
“พี่อาชาง เช่นนี้รึ”
“อืม”
ราวกับรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน เขาและนางจึงพากันเงียบ แต่ใบหน้ากลับแต้มไปด้วยรอยยิ้มขัดเขิน
หม่าเจี่ยซินเม้มปากตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้างดงามหมดจดเห่อร้อนไม่หยุดอย่างยากจะหักห้าม เสียงหัวใจที่เต้นแรงของนางแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เขาจึงได้ยินมันชัดเจน
“เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าซินซินเถอะ”
“ซินซิน”
ในขณะที่หม่าเจี่ยซินขัดเขินกับคำเรียกที่เพิ่งได้ยิน น้ำเสียงของเหอชางกลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด แต่หากยื่นหน้าไปมองดูเสียหน่อย จะพบว่าใบหูและโหนกแก้มของเขาซับสีแดงจางๆ อย่างเห็นได้ชัด
หม่าเจี่ยซินรู้สึกว่าความรู้สึกที่อบอวลรอบตัวเขาและนางในยามนี้ช่างดียิ่งนัก นางจึงนึกอยากให้เส้นทางสายนี้ยาวขึ้นอีกเล็กน้อย ให้ตัวนางได้เกาะติดอยู่บนแผ่นหลังกว้างนานมากยิ่งขึ้นไปอีกสักหน่อย
เหอชางแบกนางเดินไปจนใกล้ตีนเขา หม่าเจี่ยซินก็เห็นถ้ำแห่งหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า ตอนแรกนางคิดว่าเขาจะพานางเดินอ้อมูเาไป เพราะูเาลูกใหญ่ตรงหน้าทั้งสูงทั้งชัน ไร้หนทางจะเดินขึ้นไปได้ แต่เหอชางกลับเดินตรงไปยังปากถ้ำแล้ววางนางลง
เขาหยิบเศษผ้าในห่อออกมาแล้วมัดเข้ากับกิ่งไม้แห้งอันหนึ่ง จากนั้นก็หยิบขวดกระเบื้องขวดเล็กออกมาเทของเหลวใส่ผ้าจนเปียกชุ่มเพื่อทำเป็คบไฟ
หลังจุดไฟแล้ว เหอชางก็ยื่นคบไฟมาให้นางถือแล้วถึงได้แบกนางขึ้นหลังตนเองอีกครั้ง
“เราจะเดินเข้าไปในถ้ำรึ”
หม่าเจี่ยซินเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เพราะนางไม่ชอบถ้ำมืดๆ แบบนี้สักเท่าไหร่
“อืม นี่เป็เส้นทางที่ใกล้และปลอดภัยที่สุด”
ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น หม่าเจี่ยซินก็กลืนน้ำลายเฮือกหนึ่งแล้วซบหน้าลงบนบ่าของเหอชาง ส่วนมือยังคงถือคบเพลิงให้ความสว่าง
เหอชางแบกนางเดินเข้าไปในถ้ำ เมื่อเดินเข้าไปไม่ไกลแสงสว่างจากด้านนอกก็ลดลงเรื่อยๆ ยังดีที่่แรกมีช่องว่างตามผนังถ้ำอยู่หลายแห่งทำให้ไม่มืดนัก แต่เมื่อผ่าน่แรกไป ภายในถ้ำที่ทอดยาวก็เริ่มมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงเท่านั้นที่ส่องสว่าง
หม่าเจี่ยซินไม่กล้าคิดว่าในถ้ำที่มืดมิดเช่นนี้จะมีสัตว์อะไรอาศัยอยู่บ้าง เพราะนางหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง นางจึงก้มหน้าก้มตาซบกับหลังของเหอชางไปตลอดทาง จนกระทั่งผ่านไปนานเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล นางถึงได้เงยหน้าขึ้นมา
ด้านหน้าเป็โถงถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ้ามีรูมากมายให้แสงส่องสว่างเข้ามา ด้านล่างตัวถ้ำมีหินน้อยใหญ่วางเรียงรายเต็มไปหมด เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่งมีร่องลึกที่ถูกปดคลุมด้วยความมืดมิดและเสียงน้ำไหลก็ดังมาจากร่องแห่งนี้
เหอชางแบกนางเดินผ่านโถงถ้ำออกไปยังปากทางออก เมื่อเดินออกมาจากถ้ำหม่าเจี่ยซินก็ได้พบกับสถานที่ที่ราวกับสรวง์แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
ต่ำลงไปจากปากถ้ำเป็ดินแดนเล็กๆ ที่แสนสงบสุขแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาสูงที่ค่อนข้างกว้าง เป็บริเวณทีู่เาสองลูกเชื่อมต่อกันอยู่ในลักษณะทับซ้อน หุบเขาแห่งนี้จึงมีูเาสองลูกขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา ตรงกลางมีลำธารสายเล็กสองสายไหลมากันกลายเป็ลำธารสายเดียวไหลตัดผ่านหุบเขาลงไป
ถัดลงมาด้านล่างทั้งสองฟากฝั่งของลำธารเป็ทุ่งนาหลายสิบหมู่ที่ต้นข้าวเขียวชอุ่ม เส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวจากปากถ้ำทอดตัวลงต่ำตัดผ่านทุ่งนาและข้ามลำธารไปยังบ้านสองหลังที่ตั้งอยู่บนเนินอีกด้านของหุบเขา
อีกด้านของหุบเขาที่ปลายทางของลำธารสายเล็ก เป็บริเวณที่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น มองเห็นท้องฟ้าสีครามและูเามากมายที่อยู่ต่ำลงไปสลับเรียงรายจนกลายเป็ทิวทัศน์อันงดงามชวนตะลึง ภาพความงดงามตามธรรมชาตินี้เป็เครื่องยืนยันว่าสรวง์เล็กๆ บนหุบเขาแห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่สูงมากแค่ไหน
“ที่นั่นคือบ้านเกิดของข้า”
หม่าเจี่ยซินหันกลับไปมองบ้านสองหลังที่อยู่อีกด้านของหุบเขาแล้วขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าที่นี่ไม่อาจเรียกว่าหมู่บ้านได้จริงๆ เพราะทั้งหมู่บ้านมีบ้านอยู่เพียงสองหลังเท่านั้น มันจึงไม่แปลกเลยที่ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมา นางจะไม่พบบ้านเรือนของผู้อื่นเลยสักหลัง
ที่แท้บ้านของเหอชางก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าที่ลึกเพียงลำพังเช่นนี้
________________________________________
อ่านจบแล้วกดติดตาม หัวใจและคอมเม้นท์ให้ไรท์ด้วยนะคะ
