“ขอบคุณผู้าุโอวี๋ที่มอบเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลาง ตราประทับอสรพิษโลหิตให้ข้า” เยี่ยเฉินเฟิงลอบมองผู้าุโอวี๋ที่ยืนปากอ้าตาค้าง ก่อนจะผ่อนลมหายใจเฮือกออกมา จงใจเอ่ยขึ้นว่า “ข้าพึงพอใจกับอานุภาพของมันมาก”
ดูจากอานุภาพของตราประทับอสรพิษโลหิตแล้ว มูลค่าต้องสูงยิ่งกว่าดรรชนีสะท้านจิตแน่นอน ต่อให้ศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์จะอยากแลกเปลี่ยนที่หอเคล็ดิญญาก็คงต้องยอมจ่ายราคามหาศาลไม่ใช่น้อย
ทว่าเยี่ยเฉินเฟิงกลับได้เรียนตราประทับอสรพิษโลหิตโดยไม่ต้องควักเงินเลยแม้แต่ตำลึงเดียว แล้วยังชนะพนันผู้าุโอวี๋ต่อหน้าสักขีพยานมากมายจนได้เม็ดยาเก้าลำนำที่มูลค่าควรเมืองมาอีกสองเม็ด เช่นนี้เป็การตบหน้าแก่ๆ ของผู้าุโอวี๋อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าตอบข้ามาตามตรงนะ เ้าเคยฝึกตราประทับอสรพิษโลหิตมาก่อนหรือไม่” ผู้าุโอวี๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครา พยายามข่มกลั้นไฟโทสะและความตกตะลึงในเบื้องลึกของจิตใจ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงต่ำ
“ไม่เคย!” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายศีรษะ “ถ้าผู้าุโอวี๋ยังไม่เชื่อ จะลองเอาเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลางม้วนอื่นมาทดสอบข้าดูก็ได้นะ”
“เอ่อ ที่จริงแล้วเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นสูงก็ได้เช่นกันนะ” เยี่ยเฉินเฟิงเงียบเสียงไปสักพักแล้วเอ่ยขึ้น
“เ้านี่มัน...”
ผู้าุโอวี๋ถูกเยี่ยเฉินเฟิงตอกกลับจนพูดอะไรไม่ออก เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นสูงเป็สมบัติล้ำค่าขนาดไหน ต่อให้เขาจะมีฐานะเป็ผู้าุโของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ยังทำได้เพียงจดจำอยู่ภายในหอเคล็ดิญญา ไม่มีสิทธิ์นำตัวม้วนคัมภีร์ออกมาด้วยซ้ำไป
“เฉินเฟิง เ้าทำได้อย่างไรกันแน่ เหตุใดความเร็วในการฝึกฝนเคล็ดิญญาของเ้าถึงรวดเร็วได้ขนาดนี้”
ในยามนี้ ผู้าุโหลิวก็ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ก็สามารถฝึกฝนตราประทับอสรพิษโลหิตได้สำเร็จแล้ว
“ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทุกครั้งที่ข้ารวบรวมสมาธิเพื่อเริ่มฝึกฝน มักจะหลุดเข้าไปในดินแดนลี้ลับมหัศจรรย์บางอย่าง เพียงไม่นานก็สามารถเข้าใจแก่นสารของเคล็ดิญญาได้อย่างลึกซึ้งแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวอธิบายด้วยคำพูดที่เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
‘หรือว่าเมื่อครู่นี้เยี่ยเฉินเฟิงจะเข้าสู่สภาวะอนัตตา’ ผู้าุโหลิวคาดเดาอยู่ในใจ
สภาวะอนัตตาคือสภาวะทางความคิดที่ลี้ลับมหัศจรรย์เป็อย่างมาก ระดับความเร็วในการฝึกฝนจะเพิ่มพูนขึ้นไปอีกหลายเท่า เพียงแต่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจเหยียบย่างเข้าไปในสภาวะอนัตตาได้เลย
“อัจฉริยะ อัจฉริยะของแท้เลย เฉินเฟิง เ้ามีพร์สูงสุดจากทุกคนที่ข้าเคยพบเจอมา คาดว่าต่อให้เป็นิกายอัคคี์ก็ยังยากจะพบพานคนที่มีพร์ระดับเ้าเลย เ้าคือคนที่ได้อันดับหนึ่งในการทดสอบครั้งนี้ เ้าเก่งกาจสมกับเป็อันดับหนึ่งมาก” ผู้าุโหลิวเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น ชื่นชมเยี่ยเฉินเฟิงจนออกนอกหน้า
“ผู้าุโหลิว ในเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าข้าบริสุทธิ์ เช่นนั้นพวกเราควรจะเจรจาเื่ที่เซินถูเหยี่ยและอีกสองคนลอบสังหารข้ากับเหวินเฟยหงได้แล้วกระมัง”
เยี่ยเฉินเฟิงตวัดสายตาไปทางใบหน้าดำทะมึนของซั่งกวนเผิง เซินถูเสวี่ยและเซินถูเหยี่ย พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
เมื่อััถึงจิตสังหารในแววตาของเยี่ยเฉินเฟิงได้ พวกเซินถูเหยี่ยทั้งสามก็ใจสั่นระริก ยิ่งรับรู้ถึงพร์ดุจปีศาจของอีกฝ่าย พวกเขาทั้งสามคนถึงได้รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ
ขอแค่ให้เวลาเยี่ยเฉินเฟิงได้ฝึกฝน พวกเซินถูเสวี่ยทั้งสามคนเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าเขาจะต้องเติบโตไปถึงขั้นที่พวกเขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง หากคิดอยากจะสังหารพวกตนให้ตายก็ง่ายดายเหมือนบี้มดตัวหนึ่งเท่านั้น
“วางใจเถอะ ถ้าหากสิ่งที่เ้าพูดมาเป็เื่จริง สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ของข้าจะต้องมีคำอธิบายที่น่าพอใจให้เ้าแน่นอน” ผู้าุโหลิวพยักหน้าพร้อมกล่าวรับประกันอย่างดิบดี
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าอย่ามาใส่ร้ายกันนะ พวกเราเคยตามฆ่าเ้ากับเหวินเฟยหงตอนไหนกัน แน่จริงเ้าก็เรียกเหวินเฟยหงออกมาชี้ตัวคนร้ายเลยสิ” เซินถูเหยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มความกลัวในจิตใจ ก่อนจะะโเถียงเสียงดังลั่น
“ข้าไม่สามารถเรียกเหวินเฟยหงออกมาได้จริงๆ เพราะว่าเขาถูกพวกเ้าฆ่าตายอย่างน่าอนาถไปแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงเหลือบมองพวกเซินถูเหยี่ยด้วยสายตาราบเรียบ เอ่ยขึ้นเสียงต่ำ
“เหวินเฟยหงตายแล้ว!”
เมื่อได้ทราบข้อมูลดังกล่าว คนที่ใมากที่สุดคงหนีไม่พ้นจีชิงเสวี่ยที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์บางอย่างด้วย สายตาที่นางมองเยี่ยเฉินเฟิงแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
“เยี่ยเฉินเฟิง แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเ้า้าใส่ร้ายพวกเราด้วยเหตุผลอะไร แต่ก่อนจะใส่ความอะไรพวกเรา เ้าช่วยเอาหลักฐานออกมาแสดงก่อนดีไหม มิฉะนั้นก็อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นใส่ความพวกเราเช่นนี้” ซั่งกวนเผิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ในเมื่อพวกเ้าอยากได้หลักฐานนัก ข้าก็จะทำตามที่พวกเ้า้า”
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็หยิบศิลาบันทึกความจำก้อนที่ได้มาจากจีชิงเสวี่ยออกมา กล่าวว่า “เหตุการณ์ที่พวกเ้าตามสังหารข้าและปลิดชีพเหวินเฟยหงจนตาย ถูกข้าแอบใช้ศิลาบันทึกความจำก้อนนี้บันทึกเอาไว้หมดแล้ว ไม่กลัวพวกเ้าจะบิดพลิ้วหรอก”
เมื่อเห็นศิลาบันทึกความจำในมือของเยี่ยเฉินเฟิง สีหน้าของเซินถูเสวี่ย เซินถูเหยี่ยและซั่งกวนเผิงก็แปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ในบรรดาคนเ่าั้ เซินถูเหยี่ยที่ประคองสติได้น้อยสุดก็เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากจำนวนมาก ในใจเริ่มร้อนรนระส่ำระสาย
“ทำไมถึงไม่พูดอะไรกันเลยล่ะ” เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของทั้งสามคน เยี่ยเฉินเฟิงก็เอ่ยขึ้นอย่างขบขัน “ พวกเ้าบอกว่าข้าใส่ร้ายป้ายสีไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นจะต้องกลัวไปทำไมล่ะ?”
“พวกเ้าทั้งสามกล้าดีมาจากไหนกัน ยังไม่รีบสารภาพความจริงออกมาอีก ถ้ายังคิดจะปิดบังความจริงต่อไป ข้าจะสังหารพวกเ้าเดี๋ยวนี้เลย” เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของทั้งสามคนเปลี่ยนแปลงไป ผู้าุโหลิวก็พลันหน้ามืดครึ้ม จิตพิฆาตอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขา กล่าวตำหนิเสียงกัมปนาท
“ศิษย์น้องเยี่ย พวกเราผิดไปแล้ว ขอศิษย์น้องเยี่ยได้โปรดให้อภัยและปล่อยพวกเราไปเถอะนะ ขอเพียงศิษย์น้องเยี่ยยอมตอบตกลง พวกเรายินดีจะจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับศิลาบันทึกความจำในมือของเ้า เพื่อเป็การชดเชยความผิดพลาดของพวกเรา”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังเคร่งเครียด ผู้าุโหลิวคิดจะใช้ทัณฑ์ทรมานให้พวกเขาสารภาพผิดอยู่นั้น เซินถูเสวี่ยก็ส่งกระแสเสียงเข้าไปในโสตประสาทของเยี่ยเฉินเฟิง
“มูลค่ามหาศาล? ไม่ทราบว่ามูลค่ามหาศาลของเ้ามันสักเท่าไหร่กัน?” เยี่ยเฉินเฟิงค่อยๆ เลิกหัวคิ้วขึ้นเบาๆ เกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย จึงส่งกระแสเสียงกลับไป
“ผลึกิญญาระดับต่ำห้าร้อยชิ้น” เซินถูเสวี่ยกัดฟันกรอดๆ ส่งกระเสียงตอบกลับ
“นี่น่ะหรือมูลค่ามหาศาลที่เ้าพูดถึง อย่าพูดให้ขำไปหน่อยเลย” เยี่ยเฉินเฟิงแค่นเสียงขึ้นจมูก ส่งเสียงกลับไป
“เช่นนั้นเ้า้าเท่าไหร่?”
เซินถูเสวี่ยไม่เคยต้องอัดอั้นตันใจขนาดนี้มาก่อน ทว่าพอนึกถึงผลที่ตามของเื่ดังกล่าว เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันข่มกลืนความโกรธลงท้อง ปล่อยให้เยี่ยเฉินเฟิงขู่เข็ญตนเองต่อไป
“ผลึกิญญาระดับต่ำสองพันชิ้น สมุนไพริญญาฟ้าดินที่ใช้บำรุงเืลมหนึ่งต้น แล้วก็ถุงเอกภพอีกหนึ่งใบ” เยี่ยเฉินเฟิงทำตัวเป็ราชสีห์อ้าปาก[1]ทันที
“ไม่ได้ สิ่งที่เ้าร้องขอมามันมากเกินไป ลำพังข้าคนเดียวจะหามาให้เ้าได้อย่างไร” เซินถูเสวี่ยที่ในใจเดือดปุดๆ ส่งกระแสเสียงตอบกลับ
“ในเมื่อเป็เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ”
“ผู้าุโหลิว ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยนำศิลาบันทึกความจำก้อนนี้ส่งต่อจนถึงมือของท่านเ้าสำนัก ให้ท่านช่วยมอบความยุติธรรมแก่พวกเราได้หรือไม่” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยปากขึ้น
“รอเดี๋ยวก่อน ข้ารับปากเ้าก็ได้”
เซินถูเสวี่ยส่งกระแสเสียงไปอย่างหมดเรี่ยวแรง ถ้าหากเื่นี้ถึงหูท่านเ้าสำนักขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นต่อให้ตระกูลเซินถูออกหน้าช่วยก็ปกป้องอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก
“ข้าไม่ชอบให้ใครมาติดค้างหนี้สิน ถ้าหากเ้าไม่ยอมชำระในทันที อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสก็แล้วกัน” เยี่ยเฉินเฟิงส่งเสียงกลับ เอ่ยเตือนเสียงเยือกเย็น
“ข้ารู้แล้ว” เซินถูเสวี่ยพยักหน้าระรัวอย่างหนักแน่น เอ่ยตอบกลับ
“เฉินเฟิง เอาศิลาบันทึกความจำในมือเ้ามาให้ข้าสิ” ผู้าุโหลิวเอ่ยขอ
“ผู้าุโหลิว ถ้าพวกเขาทั้งสามคนยอมขอโทษข้าอย่างจริงใจ รวมทั้งชดเชยของบางอย่างให้แก่ข้า ข้าก็จะยอมให้อภัยในสิ่งที่พวกเขาทำ” เยี่ยเฉินเฟิงเปลี่ยนน้ำเสียงในการพูดคุย เอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ
“ใช่ๆ ผู้าุโหลิว บางทีพวกเขาทั้งสามคนอาจจะแค่หลงผิดไปชั่ววูบ ขอแค่เยี่ยเฉินเฟิงยอมยกโทษให้พวกเขาแล้วลองให้โอกาสพวกเขาได้กลับตัวกลับใจสักครั้งก็ได้นี่” เมื่อผู้าุโอวี๋เห็นโอกาสพลิกสถานการณ์ จึงรีบพูดจาส่งเสริมทันที
“แล้วหนี้แค้นของเหวินเฟยหงล่ะ?” ผู้าุโหลิวเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เื่ของเหวินเฟยหง ข้าคิดว่าให้เป็หน้าที่ของตระกูลเซินถู ตระกูลซั่งกวนและตระกูลเหวินไปเจรจากันเองจะดีกว่า ข้าว่าตระกูลยิ่งใหญ่ของพวกเขาทั้งสองคงมีคำอธิบายดีๆ ให้ตระกูลเหวินได้” ผู้าุโอวี๋กล่าวขึ้น
“เฉินเฟิง เ้าไม่ต้องแบกปัญหาหนักใจเอาไว้หรอกนะ มีอะไรเ้าสามารถบอกกับข้าตามตรงได้ เ้าอยากให้โอกาสพวกเขาได้กลับตัวกลับใจจริงๆ หรือ” ผู้าุโหลิวเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อขอความคิดเห็นจากเขา
“ก่อนจะเริ่มการทดสอบ ข้าเคยพนันกับเซินถูเหยี่ยและซั่งกวนเผิงเอาไว้ ว่าหากข้าได้คะแนนสูงกว่าพวกเขาทั้งสอง พวกเขาจะยกรางวัลที่ได้จากการทดสอบให้ข้า”
“ถ้าหากพวกเขายอมทำตามคำสัญญาและผู้าุโอวี๋ยอมยกเม็ดยาเก้าลำนำทั้งสองเม็ดที่แพ้พนันให้แก่ข้า รวมกับข้อเสนอที่เขาเพิ่งจะตกลงรับปากข้าเมื่อครู่นี้ ข้าก็จะยอมยกโทษให้พวกเขาและไม่สืบสาวราวเื่อีกต่อไป” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้าพร้อมตอบกลับ
“เ้า...”
เมื่อได้ยินว่าเยี่ยเฉินเฟิงกล้าทวงขอเม็ดยาเก้าลำนำทั้งสองเม็ดจากตนเองจริงๆ ผู้าุโอวี๋ก็พลันหน้ามืดครึ้ม แต่เมื่อมีสายตาของใครหลายคนกำลังจับจ้องมาเขาจึงไม่หน้าหนาพอจะบิดพลิ้วหนี้สิน
ในตอนที่เขาพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองอย่างเต็มที่อยู่นั้น เซินถูเสวี่ยก็เอ่ยประโยคที่ทำให้เขาโกรธจนแทบกระอักเื
----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หมายถึงคนที่ร้องขอสิ่งต่างๆ อย่างโลภมาก
