ดวงตาของเหลียนซานแดงระเรื่อ มีน้ำตาคลอเบ้าเอ่อล้นจวนเจียนจะหยด เขาเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ชูชิง….ช่วยตีฉันสักทีเถอะ เอาให้เจ็บๆ เลยนะ ให้ฉันจำได้แต่ความโหดร้ายของเธอ ฉันจะได้ไม่ต้องคอยนึกถึงเธอให้ทรมานใจ”
เพียงแค่คิดว่าจะไม่ได้เจอชูชิงอีกหลายปี หัวใจดวงน้อยก็ปวดหนึบราวกับจะขาดรอน
“ได้ ในเมื่อขอกันดีๆ ฉันก็จะจัดให้สมใจอยาก” ชูชิงง้างมือขึ้นสูง ทำท่าขึงขังราวกับจะฟาดลงไปเต็มแรง แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างผอมบางตรงหน้า มือที่ชูค้างไว้ก็ชะงักลง หัวใจที่คิดจะแข็งกระด้างกลับอ่อนยวบยาบลงทันที
เหลียนซานหลับตาปี๋ เตรียมใจรับความเ็ป เขาคิดในใจว่าโดนตีสักทีก็ดีเหมือนกัน เพราะในอนาคตต่อให้เขาอยากร้องขอให้เธอตี ก็คงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว... แต่รออยู่ครู่หนึ่ง ความเ็ปที่คาดไว้กลับมาไม่ถึงเสียที เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นเพียงมือของชูชิงที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
“ชูชิง... คงทำไม่ลงใช่ไหม?”
ชูชิงเชิดหน้าขึ้น กลบเกลื่อนความใจอ่อนด้วยวาจาแข็งกระด้าง “ใครว่าทำไม่ลง?” พูดจบเธอก็วางมือลงบนไหล่ของเขา แล้วตบเบาๆ สองสามทีราวกับปัดฝุ่น “อ่ะ นี่ไง ตีแล้ว”
หัวใจของเหลียนซานพองโตด้วยความอิ่มเอม “ชูชิง... ชีวิตนี้แค่มีเพื่อนแท้อย่างเธอสักคน ฉันก็ไม่้าอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าอนาคตฉันจะไปอยู่ที่ไหน ฉันจะไม่มีวันลืมเธอเลย”
ชูชิงรู้สึกว่าประโยคนี้คุ้นหูพิกล พลันนึกขึ้นได้ว่าเถาอี้เฉินเองก็เคยพูดทำนองนี้กับเธอเมื่อไม่นานมานี้ เธอแสร้งทำเสียงดุ “เหลียนซาน เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันเองนะ เพื่อนแท้อะไรกัน? แล้วที่บอกว่าจะไม่ลืมเนี่ย ใครจะไปเชื่อ? เอาไว้อีกสักสิบปี ยี่สิบปี ถ้าตอนนั้นเธอยังจำฉันได้ ค่อยกลับมาพูดคำนี้เถอะ”
คำพูดดักคอของเธอทำให้เหลียนซานหน้าแดงซ่าน “ได้ครับ พอพ่อแม่จัดการเื่ทางนั้นลงตัวเมื่อไหร่ ฉันจะรีบเขียนจดหมายหาเธอทันที”
“ที่นั่นเป็ความลับ ติดต่อออกมาไม่ได้หรอกนะ” ชูชิงรีบเตือนความจำ
เด็กหนุ่มทำหน้าจ๋อยลงเล็กน้อย ก่อนจะฮึดสู้ “งั้นก็... รอให้ผมหายป่วย พอพวกเราออกจากโรงพยาบาลลับนั่นได้เมื่อไหร่ เธอจะเป็คนแรกที่ฉันเขียนจดหมายหา สัญญาครับ”
“ตกลงจ้ะ”
ชูชิงยืนคุยกับเหลียนซานต่ออีกพักใหญ่เพื่อสั่งลา
เธอคาดว่าคนของตระกูลเถาคงจะมารับครอบครัวเหลียนซานเร็วที่สุดก็คงเป็คืนนี้ เธอจึงรีบกลับไปยังลานบ้านเช่าในตัวอำเภอ เพื่อเตรียมทำอาหารเย็นไว้ขายและส่งให้พ่อแม่... และเป็ไปตามคาด เวลาประมาณสี่ทุ่ม รถที่เถาอี้เฉินจัดเตรียมไว้ก็มาถึงเงียบๆ ชาวบ้านในหมู่บ้านเป่ยซินต่างดับไฟเข้านอนกันหมดแล้ว นอกจากคนในบ้านตระกูลหลี่ ก็ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าครอบครัวของเหมยฮวาได้จากไปในความมืดมิด
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ชูชิงออกมาตั้งร้านขายอาหารเช้าตามปกติ ไม่นานนักลุงต้าลี่ก็เดินเข้ามาสมทบ ทำให้เธอรู้ทันทีว่าเหลียนซานและพ่อแม่ได้ออกเดินทางไปเรียบร้อยแล้ว ต้าลี่ไม่ได้รีบร้อนกลับ แต่กลับถลกแขนเสื้อเข้ามาช่วยชูชิงตักอาหารขายอย่างทะมัดทะแมง
“ชิงชิง ต่อไปนี้ลุงจะมาช่วยหนูตั้งร้านทุกวันดีไหม?”
ชูชิงเคยโกหกตายายและคนในบ้านตระกูลหลี่ว่า เธอเช่าลานบ้านของจางผิ่นเพื่อขายของ และมักจะอ้างชื่อจางผิ่นว่าเป็คนดี คอยช่วยเหลือดูแลเธอสารพัด เพื่อให้ตายายสบายใจ แต่ความจริงแล้วต้าลี่รู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านจางผิ่น แต่เขาก็ยอมเล่นตามน้ำเพราะเข้าใจเจตนาของหลานสาว
ชูชิงยิ้มแป้น “ลุงกลัวว่าจะมีใครมารังแกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างหนู แล้วชักดาบค่าอาหารเหรอคะ?”
ต้าลี่พยักหน้ายอมรับตรงๆ
ชูชิงโบกมือหัวเราะร่า “โธ่ลุง ถึงหนูจะตัวเล็กแต่ใจหนูใหญ่นะ หนูไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ หรอก อีกอย่างทุกเช้าพี่จางจะมากินข้าวที่นี่ พวกนักเลงหรือหัวขโมยแถวนี้เห็นหน้าเขาก็หัวหดกันหมดแล้ว แถมพี่จางยังฝากฝังนายสถานีให้ช่วยเป็หูเป็ตาดูแลหนูด้วย... ว่าแต่ ลุงไม่ได้หลุดปากบอกตายายใช่ไหมคะว่าหนูอยู่บ้านเช่านี้คนเดียว?”
ต้าลี่ส่ายหน้า “ไม่ได้บอก แต่ลุงก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี ไม่อย่างนั้นลุงจะเทียวไล้เทียวขื่อมาอำเภอบ่อยขนาดนี้เรอะ ลุงไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพ่อแม่หนูปล่อยให้ลูกสาวมาตั้งร้านขายของคนเดียวได้ยังไง”
ชูชิงหัวเราะคิกคัก “ก็หนูบอกพ่อแม่ว่าอยู่กับตายาย แล้วก็บอกตายายว่าอยู่กับพี่จาง... ต่างฝ่ายต่างก็วางใจไงคะ”
ต้าลี่ถึงบางอ้อ “อ๋อ... ที่แท้เ้าเด็กแสบก็หลอกผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเลยสินะ แต่ระวังเถอะ ความแตกแน่ เพราะยายเขาบอกว่าเดี๋ยวขายซาลาเปาที่ตลาดเสร็จแล้วจะแวะมาดูร้านเช่าของหนู”
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“เหมยชิง ซาลาเปาสอง ข้าวต้มถ้วยนึง”
ชูชิงเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็จางผิ่น ลูกค้าขาประจำนั่นเอง
“อ้าว พี่จาง มาแล้วเหรอคะ เชิญนั่งก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวหนูยกไปเสิร์ฟ” เธอหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบจิ๋ว คีบซาลาเปาร้อนๆ ใส่ลงไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วรีบนำไปวางให้เขา
ต้าลี่ตักข้าวต้มตามมาเสิร์ฟ พร้อมกล่าวทักทาย “จางผิ่น ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์แวะมาอุดหนุนชิงชิงทุกวัน”
จางผิ่นรับถ้วยข้าวต้มมา “ไม่เป็ไรครับพี่ต้าลี่ คนเราต้องกินข้าวทุกวันอยู่แล้ว กินที่ไหนก็เหมือนกัน อีกอย่างรสมือชิงชิงก็อร่อยถูกปาก เพื่อนร่วมงานผมยังฝากซื้อตั้งหลายคน”
ลูกค้าเริ่มทยอยกันเข้ามาไม่ขาดสาย ชูชิงและต้าลี่ง่วนอยู่กับการขายจนแทบไม่มีเวลาคุยกับจางผิ่น
หลังจากจางผิ่นทานเสร็จและกำลังจะจ่ายเงิน เขาก็หันมาบอกข่าวสำคัญกับชูชิง “ชิงชิง เื่โรงเรียนของเธอกับน้องสาว พี่จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ วันที่ 1 กันยายนนี้ เธอไปรายงานตัวที่โรงเรียนมัธยมหยางเสียน ส่วนน้องสาวไปที่โรงเรียนประถม อย่าไปสายล่ะ”
ดวงตาของชูชิงเป็ประกายด้วยความดีใจ เธอรีบปฏิเสธเงินที่เขายื่นให้ “พี่จางคะ หนูไม่รู้จะขอบคุณพี่ยังไงดี มื้อนี้หนูเลี้ยงค่ะ ต่อไปนี้พี่มากินฟรีได้ตลอดชีพเลย”
ต้าลี่เดินเข้ามาแทรก “ไม่ได้หรอกชิงชิง บุญคุณต้องทดแทน แต่การค้าขายก็ต้องมีกำไร... เอาเถอะ ไม่ต้องให้หลานผมเลี้ยงหรอก เดี๋ยวผมจัดการเื่บุญคุณนี้เอง มื้อนี้คิดเงินตามปกติครับ” ต้าลี่ยื่นมือไปรับเงินจากจางผิ่น
จางผิ่นยิ้มกว้างอย่างพอใจ “เยี่ยมเลยครับพี่ต้าลี่ พูดตรงๆ นะ ผมเองก็มีเื่อยากจะรบกวนพี่อยู่เหมือนกัน เดี๋ยวพี่ว่างเมื่อไหร่ผมขอปรึกษาหน่อยนะครับ” พูดจบเขาก็หันไปหาชูชิง “ชิงชิง ต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่จะรีบจัดการให้ทันที ไม่บ่นสักคำ”
จางผิ่นรู้ดีว่า ยิ่งเขาช่วยเหลือชูชิงมากเท่าไหร่ โอกาสที่ต้าลี่—ยอดมนุษย์จอมพลัง—จะช่วยเหลือเขาก็มีมากเท่านั้น ถ้าเป็เมื่อก่อน เขาคงไม่กล้าแม้แต่จะสบตาต้าลี่ แต่ตอนนี้มีชูชิงเป็สะพานเชื่อม ทุกอย่างดูง่ายดายขึ้นเยอะ
ชูชิงรีบคว้าโอกาส “งั้นตอนนี้หนูมีเื่ให้พี่ช่วยด่วนจี๋เลยค่ะหนึ่งเื่”
จางผิ่นหัวเราะร่า “ว่ามาเลยน้องสาว”
ชูชิงกระซิบเสียงเบา “ประมาณสิบโมงครึ่ง รบกวนพี่แวะกลับมาที่ร้านอีกรอบนะคะ ยายของหนูจะมาที่นี่ พี่ช่วยเล่นละครตบตา... เอ้ย ช่วยหาวิธีพูดให้ยายสบายใจหน่อยสิคะ ให้ท่านเชื่อว่าการที่หนูมาขายของที่นี่ปลอดภัยหายห่วง”
จางผิ่นเหลือบตามองต้าลี่ ต้าลี่ก็หันไปมองหลานสาวตัวแสบ
ชูชิงหันขวับไปหาลุง “ลุงคะ... ลุงเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหนูใช่ไหม?”
ต้าลี่ตอบรับงงๆ “ก็ใช่...”
“ในเมื่อเป็ผู้มีพระคุณ หนูก็จะถือโอกาสตอบแทนบุญคุณด้วยการดูแลตัวเองให้ดี ดังนั้น... ตอนยายมาถึง ลุงห้ามโป๊ะแตกเด็ดขาด ห้ามบอกความจริงนะคะ”
ต้าลี่พยักหน้าอย่างจำนน “เออ... ก็ได้”
แม้จะเป็แค่เด็กตัวเล็กๆ แต่ความเ้าเล่ห์แสนกลของชูชิงทำเอาผู้ใหญ่อย่างต้าลี่ไปไม่เป็เหมือนกัน
จางผิ่นเห็นต้าลี่ยอมรับปาก เขาก็รีบเสริมทันที “ได้เลยชิงชิง เื่เป่าหูคนแก่... เอ้ย เื่พูดให้ผู้ใหญ่สบายใจยกให้พี่จัดการเอง รับรองยายเธอกลับบ้านไปยิ้มแก้มปริแน่นอน”
เมื่อนัดแนะกันเสร็จสรรพ จางผิ่นก็ขอตัวกลับไปทำงาน ส่วนต้าลี่และชูชิงก็กลับไปวุ่นวายกับการขายของต่อ
...
ตัดภาพมาที่หมู่บ้านหนานซิน
บรรยากาศในบ้านตระกูลฉู่กำลังตึงเครียด พวกเขากำลังถกเถียงกันเกี่ยงกันว่าใครจะเป็คนไปเอาปิ่นโตคืนจากบ้านยายของชูชิง
นับั้แ่ชูชิงและฉู่เฉียนหอบหิ้วปิ่นโตออกจากบ้านไปก็ไม่ยอมกลับมา... คนไม่กลับไม่ว่า แต่ปิ่นโตก็ดันไม่กลับมาด้วย จางชุนฮวาร้อนใจอยากจะส่งซุปกระดูกหมูไปเอาใจว่าที่ลูกสะใภ้คนที่สอง และจำเป็ต้องใช้ปิ่นโตเดี๋ยวนั้น แต่ติดปัญหาใหญ่อยู่อย่างเดียวคือ... ‘ต้าลี่’ พักอยู่ที่บ้านนั้น
เธอไม่กล้าบุ่มบ่ามไปเอง จึงหันไปสั่งสามี “นี่ตาเฒ่า แกนั่นแหละไปเอาปิ่นโตกลับมา เร็วเข้า”
ชูต้าจงนั่งยองๆ หดคออยู่มุมห้องราวกับนกกระทาหวาดกลัว “โอ๊ย ไม่เอาหรอก ฉันไม่กล้าไปบ้านตระกูลหลี่หรอกโว้ย ได้ยินมาว่าไอ้ต้าลี่นั่นแรงช้างสาร ยกวัวได้ทั้งตัว ขืนฉันไปแหยมกับมัน ได้โดนทุบเละแน่ ใครอยากได้ก็ไปเอาเองสิ ฉันไม่ไปเด็ดขาด”
จางชุนฮวาขัดใจสามี จึงหันขวับไปทางลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “อาฮุยลูกรัก... พ่อเ้ามันปอดแหก งั้นลูกไปแทนสิ แม่จะรีบเอาปิ่นโตไปส่งข้าวให้เมียลูกนะ...”
ฉู่ฮุยได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งโหยง รีบเอามือกุมท้องทำหน้าบิดเบี้ยวทันควัน
“โอ๊ยยย แม่ครับ อยู่ดีๆ ผมก็ปวดท้องจี๊ดขึ้นมาเลย สงสัยท้องเสีย... ข้าศึกบุกแล้วแม่ ผมขอไปเข้าส้วมก่อนนะ”
พูดไม่ทันจบประโยค ฉู่ฮุยก็ใส่ตีนผีวิ่งแน่บไปทางห้องส้วม ทิ้งให้จางชุนฮวายืนเท้าเอวด้วยความโมโหอยู่กลางบ้านอย่างนั้นเอง
