เที่ยงวัน
พระเอกมองเฉียวรุ่ยนั่งกินเป็ดย่างอยู่ห่างจากตนไปไม่ไกลพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
ตอนสังหารสัตว์อสูรดั่งเทพสังหารองค์หนึ่ง ตอนขึ้นประลองดั่งพยัคฆ์ร้ายไม่สนชีวิต ตอนกินอาหารกลับเหมือนหมาป่าหิวโซ หากกดเ้าตัวน้อยที่พยศเช่นนี้ไว้ใต้ร่างได้ จะเป็เื่ที่ยอดเยี่ยมปานใดนะ?
นึกถึงเฉียวรุ่ยยามอยู่ต่อหน้าหลิ่วเทียนฉีที่แสดงออกอย่างโยนอ่อนจนถึงขั้นเชื่องเล็กน้อยปานนั้น ดวงตาของพระเอกก็ยิ่งหรี่ลงไปอีก แม้หลิ่วเทียนฉีจะเป็ผู้ฝึกยันต์ที่โดดเด่นมาก แต่อย่างไรก็เป็แค่ผู้ฝึกยันต์ เสือดาวน้อยที่พยศเช่นนี้ไม่เหมาะกับผู้ฝึกยันต์ปวกเปียกอย่างสิ้นเชิง เฉียวรุ่ยคู่ควรถูกบุรุษที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ห้าวหาญยิ่งนักมา และคนผู้นั้นควรเป็ตน หลันอวี่ิผู้นี้ ไม่ใช่เขาหลิ่วเทียนฉี!
หลันอวี่ิเลียริมฝีปาก นำขนมที่มีความประณีตห่อหนึ่งออกมาจากในมิติ เดินมาถึงข้างกายเฉียวรุ่ยอย่างกระตือรือร้น
“ที่ข้ามีขนมอยู่ จะกินสักชิ้นหรือไม่?” พระเอกนั่งยองๆ ตรงหน้าเฉียวรุ่ย บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เฉียวรุ่ยได้ยินพลันตวัดดวงตามองหลันอวี่ิเล็กน้อย ก่อนมองขนมในมืออีกฝ่าย
“ไม่ต้องเกรงใจ ข้าอิ่มแล้ว!” เ้าหมอนี่ชั่วร้ายนัก ข้าวของเขาไม่อาจกินส่งเดชได้ นอกจากนี้ ในดวงตาเ้าหมอนี่มักมีอารมณ์ซับซ้อนมากมาย ทำให้มองแล้วยากที่จะเข้าใจยิ่งนัก ที่เป็มิตรกับตนนั้นคล้ายไม่บริสุทธิ์ใจเหลือเกิน อย่างไร ระแวงไว้สักหน่อยย่อมดี
“ก็ได้!” พระเอกถูกปฏิเสธกลับไม่โกรธ แต่เอาผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมออกมาส่งให้ต่อ
“ขอบใจ ข้ามีของตัวเอง!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมของตนออกมาเช็ดมือเช็ดใบหน้า
เห็นเฉียวรุ่ยปฏิเสธตนเช่นนี้ก็ถอนหายใจแ่เบาทีหนึ่ง ถอยออกไปอย่างจนปัญญา
หลังรับประทานอาหารเที่ยง ทั้งสองคนก็เร่งเดินทางต่อ
.........
สองชั่วยามให้หลัง
พระเอกเห็นรอยยิ้มเปรมปรีดิ์อยากซ่อนก็ไม่อาจซ่อนอยู่บนใบหน้าเฉียวรุ่ยจึงเลิกคิ้ว “ทำไม หาสมบัติพบอีกแล้วหรือ?”
“เกี่ยวอะไรกับท่านเล่า?” เฉียวรุ่ยก้าวเท้ามาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาใบเขียวชอุ่ม แรกสุดวางรั้วป้องกัน ตามด้วยวางกำแพงคลื่นน้ำ เฉียวรุ่ยมือเท้าว่องไวขวางพระเอกไว้ด้านนอกทันทีด้วยความรวดเร็ว
พระเอกยืนอยู่ด้านนอก ขมวดคิ้วอย่างทำอันใดไม่ได้ ในใจคิด ‘ข้าแสดงท่าทีอ่อนโยนปานนั้นแล้ว ทำไมเฉียวรุ่ยยังไม่สนใจไยดีข้าอีก ทำไมถึงไม่เชื่อใจข้าอีกเล่า? หรือเพราะหลิ่วเทียนฉีกัน?’
ดูท่าหลิ่วเทียนฉีจะเป็ปัญหามากเสียจริง! อยากได้เฉียวรุ่ยมา เกรงว่าต้องสิ้นเปลืองอุบายสักหน่อย!
พระเอกคิดอะไรอยู่เฉียวรุ่ยย่อมไม่สน ตอนนี้ทั้งดวงตาและดวงใจมีเพียงสมบัติที่ใต้ต้นไม้
“ฮ่าๆๆ ถึงกับเป็ไข่มุกิญญาวารีเชียว เอาไข่มุกเม็ดนี้มอบให้เทียนฉี เทียนฉีต้องดีใจมากแน่” คิดเช่นนี้ เฉียวรุ่ยเอายันต์ะเิออกมา ขุดหลุมบนพื้นทันที
“ตูม!” หลังเสียงะเิดังสนั่นทีหนึ่ง หลุมลึกสิบเมตรพลันปรากฏตรงหน้าเฉียวรุ่ย เขาทะยานร่างเข้าไปในนั้น
เฉียวรุ่ยเอาพลั่วเหล็กออกมา เริ่มลงมือขุด
.........
ครึ่งชั่วยามให้หลัง
เฉียวรุ่ยรู้สึกว่าพลั่วเหล็กในมือกระทบกับของนิ่มๆ บางอย่าง เขาระแวงขึ้นมาเล็กน้อย แปะยันต์เรืองแสงแผ่นหนึ่งไว้บนหน้าผากโดยพลัน
หนอนิญญาวารีตัวหนึ่ง ร่างกายดิ้นดุกดิกคืบคลานออกมาจากดินโคลน
หนอนิญญาวารีตัวนี้สีขาวน้ำนม สถานที่ซึ่งมีไข่มุกิญญาวารีอยู่ย่อมมีหนอนิญญาวารี มันยาวถึงหนึ่งเมตรกว่า ตัวขาวอวบอ้วนเหมือนหนอนไหมตัวมโหฬาร แต่หนอนตัวนี้ แม้หน้าตาน่ารักแต่กลับไม่ใช่พวกเป็มิตร มันชอบดูดกินเืของผู้ฝึกตนกับสัตว์อสูรอย่างยิ่ง ฉะนั้น เ้าตัวนี้จึงเป็สิ่งที่ชั่วร้ายนัก
เฉียวรุ่ยเห็นว่าเป็หนอนิญญาวารีระดับสร้างรากฐาน่กลางจึงสะบัดมือ ลูกบอลเพลิงใหญ่ลูกหนึ่งออกไปทักทายอีกฝ่าย
หนอนิญญาวารีสะบัดร่าง ปากพ่นสายน้ำสายหนึ่งออกมาดับไฟของเขาทันที
“เฮอะ!” เฉียวรุ่ยแค่นเสียงเย้ยหยัน เอายันต์อัคคีทองสามแผ่นออกมาขว้างใส่
“เปรี้ยงๆๆ...”
หลังเสียงดังสนั่น เฉียวรุ่ยเห็นหนอนิญญาวารีถูกะเิกลายเป็ชิ้นเนื้อก็ยกมุมปาก ก้มตัวขุดผลึกอสูรของมัน หนอนิญญาวารีเป็สายวารี ผลึกอสูรนี่ สำหรับเทียนฉีเป็ของบำรุงชิ้นใหญ่เชียวล่ะ!
เฉียวรุ่ยเก็บผลึกอสูรได้ กำลังจะขุดไข่มุกิญญาวารีต่อ ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าใต้ฝ่าเท้ามีบางสิ่งขยับเคลื่อนไหว จึงทะยานร่างรีบบินขึ้นมาทันที
“ชี่ๆๆ...”
เท้าแรกของเฉียวรุ่ยเพิ่งบินขึ้น เท้าหลังหนอนิญญาวารีสามตัวก็ทะลวงออกมาจากดินเลนชื้นแฉะ พ่นสายน้ำใส่เฉียวรุ่ยที่บินอยู่เหนือศีรษะอย่างบ้าคลั่ง
“ขวาง!” เฉียวรุ่ยตวาดลั่น รีบกระตุ้นยันต์วิเศษสองแผ่นขวางการโจมตีของหนอนทั้งสามตัวไว้
อย่าได้ดูถูกสายน้ำเล็กๆ ที่หนอนิญญาวารีนี่พ่นออกมาเชียว น้ำนั่นพิษรุนแรงยิ่งนัก ทั้งยังมีฤทธิ์กัดกร่อน หากแตะลงบนผิวจะเปื่อยยุ่ยทันที
“เ้าพวกสารเลว ไปตายเสียให้หมด!” เฉียวรุ่ยสะบัดมือ ขว้างยันต์วิเศษกำหนึ่งเข้าใส่หนอนสามตัวโดยตรง
“ชี่ๆๆ...”
หนอนสามตัวรวมตัวกัน ใช้สายน้ำของพวกมันขวางการโจมตีของเฉียวรุ่ยไว้ แม้ไม่อาจขวางการโจมตีได้ทั้งหมด แต่ก็ขวางการโจมตีโดยส่วนใหญ่ได้
เห็นพวกมันได้รับาเ็แต่ไม่ตาย เฉียวรุ่ยก็หงุดหงิด โยนอุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์สามชิ้นใส่หนอนทั้งสามตัวอีก ในเวลาเดียวกัน เขาผนึกกระบี่อัคคีแถวหนึ่งต่อ แทงเข้าใส่หนอนที่บิดดิ้นทั้งสาม
ภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่องของเฉียวรุ่ย หนอนิญญาวารีสามตัวได้รับาแเต็มตัว หายใจรวยริน นอนพังพาบอยู่กับพื้น
เฉียวรุ่ยเห็นพวกมันเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายถึงร่อนลงพื้นอย่างแ่เบา ทว่า เมื่อเขาแตะพื้น หนอนสามตัวเริ่มโจมตีโต้กลับทันที พ่นน้ำพิษใส่อย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
“อ๊ะ...” เฉียวรุ่ยร้องใคำหนึ่ง รีบร้อนกระตุ้นยันต์ป้องกันบนร่าง ในใจคิด ‘ยังดีนะที่แปะยันต์ป้องกันกับยันต์สะท้อนมากมายไว้บนเสื้อชั้นกลาง ไม่เช่นนั้นคราวนี้ต้องลำบากแน่’
“ไอ้ตัวเ้าเล่ห์นี่!” ขวางการโจมตีของหนอนสามตัวเสร็จ คราวนี้ เฉียวรุ่ยเริ่มขว้างยันต์วิเศษพร้อมโยนอุปกรณ์อาคมทันที กระทั่งมั่นใจว่าหนอนสามตัวล้วนตายหมด ถึงกล้าเข้าใกล้ไปควักผลึกอสูร
หลังควักผลึกอสูรเรียบร้อย เฉียวรุ่ยเก็บศพที่ดำปี๋ของหนอนทั้งสามตัวขึ้นมาอย่างตระหนี่ถี่เหนียว หลังจากนั้นก็ลงมือขุดไข่มุกิญญาวารีต่อ
ขุดไปอีกเวลาราวหนึ่งก้านธูป ในที่สุด เฉียวรุ่ยก็เห็นไข่มุกิญญาวารีโผล่ยอดออกมา เห็นไข่มุกิญญาวารีที่ส่องแสงสีขาวเรืองรอง ทั้งเม็ดขาวพิสุทธิ์ ขนาดเท่าผลผิงกั่ว ในใจเฉียวรุ่ยยินดีอย่างบอกไม่ถูก เทียนฉีเห็นเข้าต้องดีใจแน่
พระเอกที่ยืนอยู่นอกกำแพงคลื่นน้ำเห็นแสงสีขาวพลันปรากฏ ต้นไม้ที่เดิมเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต พริบตากลับเหี่ยวเฉาโรยรา อดเลิกคิ้วไม่ได้พลางคิด ‘เฉียวรุ่ยได้สมบัติแล้วหรือ? ไม่รู้ว่าสมบัติอะไรถึงได้ร้ายกาจปานนี้’
“ไข่มุกิญญาวารี เป็ไข่มุกิญญาวารีไม่ผิดแน่ ไข่มุกิญญาวารีปรากฏแล้ว!”
เงาร่างสามร่างบินมาจากขอบฟ้า ร่อนลงข้างกายพระเอก
พระเอกผินหน้าชำเลืองผู้มาเยือน เห็นผู้ที่มาล้วนเป็ผู้ฝึกตนที่บนร่างสวมชุดแคว้นเทียนโยว ผู้ที่นำหน้าไม่ใช่ใครอื่น เป็สาวน้อยที่แข่งขันวิชายันต์แล้วพ่ายแพ้ให้กับหลิ่วเทียนฉี เย่เฟยเสวี่ยนั่นเอง
“เฟยเสวี่ย เ้าวางใจเถอะ ข้าจะช่วยเ้าเอาไข่มุกิญญาวารีมาให้ได้!” ผู้ฝึกตนชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังเย่เฟยเสวี่ยกำกระบี่วิเศษในมือ เอ่ยปากลั่นวาจาเป็มั่นเป็เหมาะ
“ใช่แล้วเฟยเสวี่ย เ้าวางใจได้ พวกเราต้องช่วยเ้าเอาไข่มุกิญญาวารีมาได้แน่!” ผู้ฝึกตนที่กำกระบี่อีกคนหนึ่งพยักหน้า เอ่ยเช่นเดียวกัน
“อืม ทุกสิ่งต้องพึ่งศิษย์พี่จางกับศิษย์พี่ต่งแล้ว!” เย่เฟยเสวี่ยหันมาก้มต่ำ คำนับให้ทั้งสองคนทีหนึ่ง
หลันอวี่ิเห็นสองคนนี้ในมือล้วนกุมกระบี่จึงหรี่ตา พวกเขาน่าจะเป็ผู้ฝึกกระบี่ คนหนึ่งเคยสู้กับตนมาแล้วรอบหนึ่ง อีกคนกลับไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ดูท่าทางคงเป็ผู้ฝึกกระบี่แน่แท้อย่างไม่ต้องสงสัย
เย่เฟยเสวี่ยพาผู้ฝึกกระบี่สองคนเข้ามาแย่งสมบัติ เกรงว่าเฉียวรุ่ยคงต้านไม่อยู่! หากเขาต้านไม่อยู่ย่อมขอความช่วยเหลือจากตน ถึงเวลาวีรบุรุษช่วยคนงามต้องสร้างความประทับใจที่ดีครั้งหนึ่งให้เขาแล้ว ไม่แน่ว่า อาจคว้าเฉียวรุ่ยมาอยู่ในมือได้ก็เป็ได้นะ!
พระเอกคิดคำนวณเช่นนี้ก็ยกมุมปากเล็กน้อย
“สหายผู้ฝึกตนหลันก็มาหาไข่มุกิญญาวารีเหมือนกันหรือ?” เย่เฟยเสวี่ยมองหลันอวี่ิที่อยู่ด้านข้างพลางถามเสียงเบา
“ไม่ ข้าเพียงผ่านมา เห็นปรากฏการณ์ประหลาดนี้จึงหยุดดูสักหน่อย!” หลันอวี่ิตอบอย่างชาญฉลาด เขาไม่บอกว่าคนที่หาสมบัติพบคือเฉียวรุ่ยกับเื่ที่เดินทางร่วมกันมาถึงที่แห่งนี้ ดึงตนออกอย่างสะอาดเกลี้ยงเกลา
“อ้อ?” เย่เฟยเสวี่ยเลิกคิ้ว เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับคำพูดนั้น
เวลานี้ กำแพงคลื่นน้ำถูกเปิดออก เงาร่างของเฉียวรุ่ยปรากฏอยู่ด้านในรั้วป้องกัน
“เ้าเองหรือ?” เย่เฟยเสวี่ยเห็นเฉียวรุ่ยก็เบิกดวงตาดั่งเมล็ดซิ่งสองข้างโตทันที
“เฮอะ ยัยหนูคนนี้ ยังไม่ตายอีกหรือ?” เฉียวรุ่ยเห็นเย่เฟยเสวี่ยก็แค่นเสียงเย้ยหยันดูแคลน ในใจคิด ‘คนชั่วยืนยงที่พูดถึงกัน คงเป็อย่างยัยหนูเย่เฟยเสวี่ยคนนี้กระมัง?’
“ศิษย์พี่จาง ศิษย์พี่ต่ง เฉียวรุ่ยคนนี้แหละที่ทำร้ายข้าจนาเ็!” เย่เฟยเสวี่ยมองทั้งสองคนที่อยู่ข้างกาย ก่อนเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว
เฉียวรุ่ยที่น่าชังทำร้ายนางจนาเ็หนักปานนั้น หลังเข้าแดนลับนางยังขยับไม่คล่องเลย!
“เฮ้ย เ้ามียางอายหรือไม่ฮะ? ข้าไม่ได้ลงมือกับเ้า แล้วก็ไม่ได้ทำร้ายเ้าด้วย ที่เ้าาเ็เพราะถูกการโจมตีของตัวเ้าทำร้ายต่างหาก เกี่ยวอันใดกับข้ากัน?” เฉียวรุ่ยยักไหล่ ทำหน้าไม่เกี่ยวกับตน
“เ้า เ้ามันเ้าเล่ห์ หากไม่ใช่บนร่างเ้าแปะยันต์สะท้อนไว้ สะท้อนการโจมตีของข้า ข้าจะได้รับาเ็ได้อย่างไรเล่า?” เย่เฟยเสวี่ยชี้หน้าเฉียวรุ่ย พูดคำนี้เหมือนถูกต้องนัก พูดไปก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เฉียวรุ่ยที่น่าชัง เขาสมควรตาย สมควรตายยิ่งนัก!
“เฮอะ ลอบโจมตีผู้อื่นข้างหลัง ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำเช่นนี้อีก พูดอย่างหน้าไม่แดงหายใจไม่สะดุดเช่นนี้ ข้านับถือเ้าจริงเชียว!” เฉียวรุ่ยยกนิ้วโป้งขึ้น แสดงท่าทางนับถืออย่างลึกซึ้ง ในใจคิด ‘แม่สาวคนนี้ กลับดำเป็ขาวได้ ไม่รู้ว่าโตมาอย่างไร บางทีคงถูกผู้ใหญ่ในบ้านตามใจมาจนโตกระมัง?’
“เ้า!” เย่เฟยเสวี่ยได้ยินคำพูดกระแหนะกระแหนของเฉียวรุ่ยจึงโกรธจนหน้าแดง กัดฟันดังกรอดๆ ขึ้นมาทันที
“เฟยเสวี่ย เ้าไม่ต้องกังวล พวกเราจะแก้แค้นให้เ้าเอง!” ผู้ฝึกกระบี่สองคนพูดพลางชักกระบี่พร้อมกัน หนึ่งกระบี่ฟันเข้าใส่ตรงที่เฉียวรุ่ยยืนอยู่
ปราณกระบี่น่าขนลุกประหนึ่งลมหนาวเย็นเยียบพัดหวีดหวิวมา โจมตีประจันหน้าเข้าหาเขา
เฉียวรุ่ยสะบัดมือทีหนึ่งกระตุ้นรั้วป้องกัน ฉับพลัน กำแพงป้องกันสีน้ำเงินผืนแล้วผืนเล่าถูกกระตุ้น ผุดขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว
“เปรี้ยง...” ปราณกระบี่ปะทะบนกำแพงสีฟ้าคราม จึงถูกสะท้อนกลับไปในบัดดล
“อ๊าก...” ผู้ฝึกกระบี่สองคนโดนการโจมตีของตนเอง โซเซถอยหลังไปสามก้าว
“น่าชังนัก คิดไม่ถึงว่าจะทำค่ายกลยันต์ออกมาเชียว?” เห็นเฉียวรุ่ยใช้ยันต์วิเศษสิบกว่าชนิด ได้แก่ ยันต์ป้องกัน ยันต์สะท้อน ยันต์เปลี่ยนถ่าย ยันต์อัคคี ยันต์ะเิ ยันต์อสนีบาต์และยันต์อื่นผสานกับกระดูกสัตว์อสูรที่สลักลายค่ายกลทำกำแพงป้องกันเช่นนี้ออกมา เย่เฟยเสวี่ยลอบกัดฟัน
