“สมัยยามที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังทรงครองราชย์ กระดุมคล้องใจอันนี้เคยอยู่ในตำหนักของข้ามาระยะหนึ่ง วันนี้ได้เห็นสิ่งนี้อีกครั้ง ทำให้ข้าคะนึงถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อนขึ้นมา” ฉางไทเฮายื่นมือออกไปรับ นางลูบกำไลัหงส์อย่างเบามือ สุดท้ายในดวงตาคู่นั้นมิได้ดูสงบนิ่งเช่นเคย ทว่ากลับฉายอารมณ์แห่งความคิดถึง ‘ความคิดถึงต่อฮ่องเต้พระองค์ก่อน’
“ไทเฮากับฮ่องเต้พระองค์ก่อน ทั้งสองทรงรักใคร่ต่อกันยิ่ง ทว่าสุขภาพของฝ่าาในเวลานั้น...” ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงเห็นทุกสิ่งในสายตา นางทอดถอนหายใจ นางเป็คนฉลาด จึงรีบฉวยจังหวะนี้เอ่ยออกไปว่า “วันนี้กำไลัหงส์วงนี้กลับคืนสู่พระหัตถ์ของไทเฮา คิดว่าคงเป็จิติญญาของฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่อยู่บนสรวง์ ทรงดลบันดาลโชคชะตาทั้งหมดนี้มานะเพคะ”
“จิติญญาบน์ของฮ่องเต้พระองค์ก่อนหรือ?” ฉางไทเฮาหรี่ตาลงเล็กน้อย “หากจิติญญาของฮ่องเต้พระองค์ก่อนอยู่บน์จริง คงจะได้เห็นว่าข้าคิดถึงเขามาตลอดหลายปี หากเป็ไปได้ ข้าหวังว่าข้าจะได้ไปหาเขาในเร็ววัน ทว่าเยี่ยนเอ๋อร์เป็โอรสเพียงคนเดียวของข้ากับฮ่องเต้พระองค์ก่อน โลหิตของฮ่องเต้พระองค์ก่อนไหลเวียนอยู่ในตัวเขา ทั้งเื่การสมรสของเขาที่ยังไม่ตัดสินใจ แม้หัวใจดวงนี้ของข้าปรารถนาโลกแสนธรรมดาใบนี้ก็มิอาจทำได้อย่างสมบูรณ์”
“ช่างประจวบเหมาะนักเพคะ ตอนนี้มีอีหลานแล้ว...” ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงลอบเอ่ยหยั่งเชิง
ฉางไทเฮาไม่ได้เอ่ยอะไร เงียบงันเป็เวลานาน เพียงจ้องมองกำไลัหงส์วงนั้นอย่างเหม่อลอย
ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงเห็นสถานการณ์เช่นนี้ นางจึงรีบผุดลุกขึ้นยืนต่อหน้าฉางไทเฮา สวมกำไลัหงส์วงนั้นบนข้อมือของฉางไทเฮา “ในยามนี้ให้ฉางไทเฮาเก็บกำไลัหงส์วงนี้ไว้ก่อน น่าจะเหมาะสมที่สุดนะเพคะ”
ฉางไทเฮาจ้องมองกำไลัหงส์บนข้อมือ มิเอ่ยปฏิเสธ
ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงถอนหายใจอย่างโล่งอก เช่นนี้คงจะรับประกันเื่ของอีหลานได้แล้ว
ฉางไทเฮาถือว่าเหนียนอีหลานเป็ลูกสะใภ้แล้ว เช่นนั้นไทเฮาต้องหาวิธีปกป้องนางได้แน่ และคงจะไม่ปล่อยให้ฮองเฮาอวี่เหวินทรมานอีหลานได้อย่างแน่นอน
ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหนานกงเป็คนฉลาดผู้หนึ่ง ในสถานการณ์ยามนี้ นางจึงไม่จงใจเอ่ยถึงเื่ของเหนียนอีหลานอีก
ทว่าทันทีที่เงียบไปครู่หนึ่ง กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังเข้ามาจากด้านนอก ทั้งสองพลันขมวดคิ้ว
“ฉินกูกูหรือ?” ฉางไทเฮาเอ่ยถามอย่างเสียงดัง ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใด ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง นางจึงรีบคารวะฉางไทเฮาทันที “ไทเฮาเพคะ วันนี้หม่อมฉันรบกวนไทเฮาแล้ว หม่อมฉันทูลลานะเพคะ”
"อืม" ฉางไทเฮาขานรับ เฝ้ามองฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงจากไป ครั้นเหลือเพียงฉางไทเฮาในห้องเพียงผู้เดียว ใบหน้าเมตตาปรานีในวันวานพลันแปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ในห้องเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ประตูห้องก็ถูกผลักออก ฉางไทเฮาหันไปมองบุคคลที่มาเยือน เดิมทีนางนั่งอยู่บนเก้าอี้กลับพลันพรวดลุกยืนขึ้นทันที
“เ้ามาแล้ว” ไม่ต้องมากพิธีรีตองและบุคคลที่มาเยือนเองก็ไม่จำเป็ต้องมากพิธีกับนาง ‘ไทเฮาแห่งเป่ยฉี’ ผู้นี้ ในสถานการณ์เช่นนี้จะเห็นได้ว่าตัวตนของบุคคลผู้นั้นไม่ธรรมดา
“คนที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่คือฮูหยินผู้เฒ่าหนานกง?” น้ำเสียงของบุรุษเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน แม้จะแต่งกายเป็ทหารองครักษ์ ทว่าหากเขาไม่ระงับความมั่นใจฮึกเหิมไว้ คงมิอาจปกปิดพลังที่แผ่ซ่านออกมาได้
“อืม ใช่แล้ว”
ฉางหลิงเกอปรายมองฉางไทเฮา พลางมองหาเก้าอี้นั่ง “เมื่อครู่มีคนแอบฟัง ไทเฮามิได้สังเกตหรือ?”
ฉางไทเฮาที่เพิ่งนั่งลงไป ครั้นได้ยินชายหนุ่มเอ่ยถึงเื่นี้ คิ้วของนางพลันขมวดมุ่นเล็กน้อย ทว่าเพียงพริบตากลับคลายออก “ฝ่าารู้หรือเพคะว่าผู้ใดแอบฟัง?”
“นางกำนัลเฒ่าคนหนึ่ง”
ฉินกูกูหรือ?
ั์ตาของฉางไทเฮาพลันตึงเครียด จากนั้นได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง “นางมิใช่คนของเ้าหรือ?”
“คนของหม่อมฉัน?” มุมปากของฉางไทเฮาพลันแย้มยิ้มเ็า “หากเป็คนของหม่อมฉัน หม่อมฉันคงมิสั่งให้นางออกไป หึ แอบฟังหรือ?”
ฉางไทเฮาปิดตาลง มือข้างหนึ่งลูบลูกประคำ มืออีกข้างัักำไลหยกบนข้อมือ มิมีผู้ใดรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด...
ท้องนภาค่อยๆ มืดมิด งานเลี้ยงยามราตรีในลานพำนักทางใต้
จ้าวอี้พาเหนียนยวี่ไปดูทิวทัศน์ของเขตเรือนพำนักด้วยความตื่นเต้น ครั้นได้ยินถ้อยคำรายงานของเหล่าข้าหลวง จึงเดินกลับไปยังในโถงเรือนพำนักทางใต้พร้อมกับหลีอ๋องและเหนียนยวี่
ยามที่ทั้งสามคนมาถึง ราชทูตแคว้นหนานเยวี่ยและฉางไทเฮานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา เหนียนยวี่เห็นฉางไทเฮานั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุด ยังคงสวมชุดเรียบง่ายเช่นเคย ใบหน้าสงบนิ่งงดงาม ท่าทีที่ไร้ความทะเยอทะยาน ไม่โต้แย้งแข่งขันเช่นนั้น ทำให้เหนียนยวี่หวนนึกถึงสตรีท่าทีดุดันทรงอำนาจ หลังจากที่จ้าวเยี่ยนได้ขึ้นครองราชย์บัลลังก์ในไม่กี่ปีต่อมาเมื่อชาติก่อน
เห็นได้ชัดว่าใบหน้ายังคงเดิม ร่างกายเช่นเดิม ทว่าบุคลิกท่าทีที่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง ราวกับเป็คนละคน แม้แต่นางในเวลานี้ยังรู้สึกตกตะลึงไปเล็กน้อย
ทว่ากลับทำให้เหนียนยวี่เข้าใจมากขึ้นว่า ทักษะการแสดงของฉางไทเฮานั้นล้ำเลิศเป็อย่างยิ่ง
“อี้เอ๋อร์คารวะเสด็จป้าไทเฮา” จ้าวอี้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อคำนับนาง เหนียนยวี่เองก็คำนับพร้อมกับเขาด้วยเช่นกัน
เมื่อครู่ยามที่เหนียนยวี่มองฉางไทเฮาอย่างสังเกต ฉางไทเฮาเองไหนเลยจะไม่พินิจมองเหนียนยวี่ด้วย
ณ วันนั้นที่จวนเหนียน คุณหนูยวี่ผู้นี้ไม่เผยูเาไม่อวดผืนน้ำ[1] ทว่ากลับไปร่วมมือกับฮองเฮาอวี่เหวิน ทำให้เหนียนอีหลานประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่
สตรีผู้นี้ไม่ควรประมาทอย่างแท้จริง!
“นั่งลงเถิด” รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของฉางไทเฮาเบ่งบาน
ยามที่จ้าวอี้นั่งลง เขาดึงเหนียนยวี่ให้เข้าไปนั่งด้วยกัน เดิมทีที่นั่งของเหนียนยวี่ถูกจัดวางไว้อีกด้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับจ้าวเยี่ยน ส่วนที่นั่งของจ้าวอี้อยู่ติดกับที่นั่งของฉางหงเยียน ด้วยเหตุนี้ที่นั่งด้านข้างจ้าวเยี่ยนจึงว่างเปล่า และเหนียนยวี่ก็นั่งอยู่ระหว่างจ้าวอี้และฉางหงเยียน
ยามนี้บนใบหน้าสงบนิ่งของบุรุษในชุดสีขาวผู้นั้นพลันชะงักงัน จ้องมองเงาร่างนั้นอย่างผิดหวังเล็กน้อย
คิ้วของฉางหงเยียนอดขมวดมุ่นไม่ได้ ยามที่เหนียนยวี่เดินผ่านฉางหงเยียน คิ้วของนางเองก็ขมวดมุ่นเช่นกัน
ในอากาศมีกลิ่นหอมหวานของสุราชั้นเลิศและกลิ่นหอมแป้งของสตรี ทว่าในกลิ่นหอมเ่าั้ กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นหนึ่งที่ยากจะเอ่ยถาม กลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นนั้นดูคล้ายมีคล้ายไม่มี ทว่าในเื่กลิ่นรส โดยเฉพาะกลิ่นของยา เหนียนยวี่ดูจะคุ้นเคยและััได้รวดเร็ว ประหนึ่งเป็สัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกมาั้แ่ชาติที่แล้ว
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ไม่ชัดเจนนั้น ดูเหมือนจะเป็...
ดอกเทียนเซียง...
เหนียนยวี่นั่งระหว่างจ้าวอี้และฉางหงเยียน ความคิดของนางได้ล่องลอยไปที่อื่นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อชาติก่อน นางเคยฟังท่านอาจารย์กล่าวถึงสตรีผู้มีนามว่าเทียนเซียง ทั้งยังเคยเห็นดอกไม้สีม่วงที่ตั้งชื่อตามนาง กลิ่นของดอกไม้เทียนเซียงที่เบ่งบานในเตาเผาของท่านอาจารย์ กลิ่นหอมของดอกไม้ดึงดูดผู้คน และสวยงามมากเสียจนทำให้ผู้คนอัศจรรย์ใจ
ทว่าภายใต้ความสวยงามนั้น กลับมีสิ่งเย้ายวนใจอันเหลือคณาแอบซ่อนอยู่
รากและน้ำของดอกเทียนเซียงเป็ยาที่ไม่มีผลต่อสตรี ทว่าสำหรับบุรุษกลับมีฤทธิ์เป็ยาเสน่ห์อย่างดีเลิศ
ท่านอาจารย์เคยบอกว่า เทียนเซียงผู้นั้นเป็คนค้นพบดอกไม้ป่าชนิดนี้ เพื่อผูกมัดหัวใจของชายผู้เป็ที่รัก นางใช้รากดอกเทียนเซียงมาเป็ยาและกลั่นกลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ออกมา ซึ่งกลิ่นหอมนั้น คนทั่วไปจะไม่ได้กลิ่น ทว่าเพราะเป็เช่นนี้จึงทำให้ผู้คนไร้การป้องกัน และเมื่อได้ดมมากๆ เข้า ผลลัพธ์ที่ตามมานั้น...
เหนียนยวี่หันไปมองฉางหงเยียน พลันสบสายตากับฉางหงเยียนซึ่งกำลังมองมาที่นางอย่างประจวบเหมาะ ครั้นดวงตาของทั้งสองปะทะสบตากัน ฉางหงเยียนผงะไปเล็กน้อย ทว่าไม่ช้าก็กลับมาเป็ปกติ พร้อมกับแย้มยิ้มให้กับเหนียนยวี่อย่างสดใส จากนั้นนางจึงเบนสายตาออก
เหนียนยวี่เห็นความไม่พอใจที่พาดผ่านในสายตาของนางอย่างชัดเจน
ไม่พอใจ?
เป็เพราะตนนั่งคั่นระหว่างนางกับท่านอ๋องมู่หรือ?
และกลิ่นอ่อนๆ ที่อ่อนเสียจนไม่ได้กลิ่นบนร่างกายของนางนั้น เตรียมมาเป็พิเศษเพื่อมู่อ๋องจ้าวอี้เลยอย่างนั้นหรือ?
[1] ไม่เผยูเาไม่อวดผืนน้ำ หมายถึง กระทำการโดยไม่เปิดเผย