บทที่ 177 สูญหาย
บน์เก้าชั้นฟ้า มีพระราชวังอันโอฬารซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆา
แต่เดิมการที่ประมุขตระกูลใหญ่้าเข้าพบกับผู้ครองตำแหน่งสูงสุดของตำหนักมหาเทพนั้นเป็เื่ยากยิ่ง แต่เมื่อท่านผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังนำข่าวที่ได้รับมาแจ้งให้ทราบ ท่านผู้เฒ่าที่ถือเป็ผู้ดูแลการต้อนรับของตำหนักมหาเทพก็รีบเข้าไปแจ้งข่าวทันที ซึ่งอาจเป็ครั้งแรกในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ที่รายงานข่าวได้รวดเร็วเช่นนี้
เนื่องจากเื่นี้เป็เื่ที่น่าใไม่น้อย ผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่จึงไม่มีทางนำเื่นี้มาล้อเล่นกับตำหนักมหาเทพ ไม่ว่าอย่างไร ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ก็มีฐานะที่สูงส่งอยู่แล้ว เขาจึงไม่กล้าล่าช้าแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ก็มีคนมานำทางแขกผู้มาเยือนทั้งสองเข้าสู่ตำหนักมหาเทพ
ตำหนักมหาเทพ คือสิ่งที่มหาเทพใช้เวลาหลายร้อยปีสร้างมันขึ้นจากนานาวัสดุอันหายาก พลังของมันไม่ค่อยมีผู้ใดล่วงรู้ แต่ในฐานะสถานที่ฝึกบำเพ็ญเพียรของนักพรตสายหลักของมหาเทพ พื้นที่ของมันจึงกว้างขวางไม่ด้อยไปกว่าเมืองเทียนอวิ๋นของตระกูลลู่ เผลอๆ อาจจะใหญ่กว่าเสียด้วยซ้ำ ต้องรู้ก่อนว่าเมืองเทียนอวิ๋นมีประชากรนับล้านคนั้แ่ยังไม่พัฒนา ดังนั้นจึงสามารถจินตนาการได้ว่าตำหนักมหาเทพแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด
มหาเทพไม่เปิดเผยข่าวคราวในเทียนตูมานานนับพันปี ทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักมหาเทพถูกจัดการโดยผู้เฒ่าสูงสุดของตำหนักมหาเทพหยวนหวูจี๋ คนรุ่นหลังผู้มีพลังสูงสุดในสายเืของมหาเทพที่เป็ยอดฝีมือขั้นหวนสู่สัจธรรม และครั้งนี้ลู่ไท่ชังกับลู่อวี่ก็มาเพื่อพบกับเขา
แม้ว่าตำหนักมหาเทพจะเป็ผู้ครองอำนาจใหญ่สุดในเทียนตูและเป็ที่ดึงดูดของนักพรตจำนวนไม่น้อย ทว่าในความเป็จริงแล้ว ตำหนักมหาเทพกลับไม่ได้ต่างไปจากเจ็ดตระกูลใหญ่ ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดอาจเป็ประวัติศาสตร์อันยาวนานของตำหนักมหาเทพ ด้วยการเชื่อมโยงทางสมรสและการรับนักพรตที่มีพร์เข้ามา ทำให้ผู้ที่ไม่ใช่สายเืโดยตรงของตระกูลหยวนมีมากกว่า แต่ด้วยการมีมหาเทพและท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋นั่งบัญชาการอยู่ที่นี่ ตระกูลหยวนจึงไม่กลัวการก่อฏของพวกนอกสายเื ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นใน่หลายปีที่ผ่านมา
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ต้อนรับลู่ไท่ชังและลู่อวี่ในวังแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ไม่ได้หรูหรามากนัก ลู่อวี่ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของคาถาหรือปราการป้องกันใดด้วยซ้ำ คาดว่าที่นี่คงไม่ใช่สถานที่สำคัญ สิ่งเดียวที่ทำให้เขาประทับใจ คือความโอ่อ่ากว้างขวางของมัน
“ฮ่าๆ สหายลู่ ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านยังคงมีความสง่างามเฉกเช่นเดิม!” เสียงของหยวนหวูจี๋ทุ้มต่ำและนุ่มนวล ไม่ทำให้รู้สึกถึงความห่างเหิน แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามได้
หยวนหวูจี๋เป็บุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำ อายุประมาณสี่สิบปี มีใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม แม้จะนั่งอยู่เฉยๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีรูปร่างที่สมส่วนและสูงสง่า โดยเฉพาะดวงตาที่ลึกล้ำแลดูน่ากลัว ทำให้ไม่กล้ามองสบตาโดยตรง
“หามิได้ เมื่อเทียบกับท่านแล้ว ข้าถือเป็เพียงผู้ที่ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ก็เท่านั้น!”
ความจริงแล้ว หากพูดถึงลำดับชั้น ลู่ไท่ชังถือว่ามีสถานะอยู่ต่ำกว่าหยวนหวูจี๋ยิ่งนัก แต่เื่สถานะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรย่อมพิจารณาจากพลังเป็หลัก ถัดมาจึงเป็ฐานะ เช่นนั้นแล้วแม้ว่าลู่ไท่ชังจะมีพลังน้อยกว่า ทว่าในฐานะผู้ควบคุมตระกูลลู่ที่รุ่งเรืองที่สุดในยามนี้ ย่อมถือว่าเขาเป็หนึ่งในผู้าุโชั้นนำของเทียนตู
ลู่อวี่เห็นว่าทั้งสองไม่ได้พูดถึงเื่ดินแดนมารในทันที ครู่หนึ่งพลันนึกประหลาดใจ แต่ในฐานะคนรุ่นหลัง เขาไม่ควรพูดอะไรจึงทำเพียงนั่งฟังไปเงียบๆ เท่านั้น
หยวนหวูจี๋เผยรอยยิ้มบางๆ มองไปทางลู่อวี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างลู่ไท่ชัง พลางกล่าวว่า “นี่หรือนายน้อยลู่อวี่ แม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ข้าจะใช้ไปกับการบำเพ็ญเพียร แต่ชื่อเสียงของนายน้อยตระกูลลู่ ถือเป็ที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากทีเดียว!”
ลู่อวี่เอ่ยวาจาถ่อมตัวอย่างเหมาะสม แล้วไม่ได้พูดอะไรให้มากความ วันนี้เื่สำคัญไม่ใช่เื่ของเขา อนึ่ง ตัวเขาเองรู้ดีว่าถ้อยคำเ่าั้เป็เพียงการทักทายตามมารยาท ด้วยทัศนคติของเขาเมื่อครั้งที่เป็นักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรม ความสำเร็จในยามนี้ ถือเป็ความโดดเด่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับตำหนักมหาเทพ!
หลังจากหยวนหวูจี๋และลู่ไท่ชังสนทนากันเล็กน้อย ก็เข้าสู่ประเด็นหลักของธุระในวันนี้
“สหายลู่ ข้าได้ยินว่าท่านจับตัวสายลับของดินแดนมารได้ ไม่ทราบว่าสะดวกจะเปิดเผยตัวตนให้ข้าทราบในตอนนี้ได้หรือไม่?”
ลู่ไท่ชังเตรียมพร้อมมาั้แ่แรกแล้ว เขาจึงสะบัดแขนเสื้อไปมาเบาๆ แล้วปล่อยตัวคนออกมา
อูเหวินโฮ่วถูกผนึกพลังเอาไว้ แม้ว่าตอนนี้จะไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองดวงตาที่ล้ำลึกคู่นั้น ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ในฐานะสายลับของดินแดนมาร และเป็คนท้องถิ่นที่เคยอยู่อาศัยในเทียนตู เขาจะไม่รู้จักบุคคลที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างไร? แต่เพราะเตรียมใจตายมาแล้ว เขาจึงไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใด
เื่ราวหลังจากนั้นจึงง่ายดายยิ่งนัก อูเหวินโฮ่วเพียง้าความตายที่รวบรัดและเด็ดขาด หยวนหวูจี๋ก็รับรู้ถึงความร้ายแรงของเื่นี้ หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ก็เรียกคนมาสั่งการว่า “ส่งคนไปสืบสถานการณ์ของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว ข้า้ารู้ความเคลื่อนไหวของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์บัดเดี๋ยวนี้!”
ในฐานะสำนักสายมารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเทียนตู ดินแดนมารไม่อาจมองข้ามขุมพลังนี้ไปได้ โดยเฉพาะใน่หนึ่งถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา สำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ทำตัวเงียบสงบเกินไป คราแรกยังไม่เป็ที่สนใจของผู้คน แต่เมื่อเื่ของดินแดนมารถูกเปิดเผยอย่างกะทันหันเช่นนี้ ในฐานะผู้ปกครองที่แท้จริงของเทียนตู หยวนหวูจี๋ย่อมไม่อาจมองข้ามปัญหาของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ได้ ดังนั้นจึงรีบส่งคนไปสืบหาข้อมูล
แม้ลู่อวี่จะไม่รู้ว่าตำหนักมหาเทพใช้วิธีใดในการสืบหา แต่ด้วยพลังของตำหนักมหาเทพ คาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน ลู่อวี่จึงนั่งฟังอย่างมีความอดทน ขณะที่ลู่ไท่ชังและหยวนหวูจี๋ต่างสนทนาเกี่ยวกับเื่ที่พวกเขาสนใจ
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ที่หน้าประตูห้องโถงใหญ่ก็มีแสงสว่างวาบขึ้น นักพรตสูงวัยผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมา เขายังไม่ทันได้รายงานตัวก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ข้าไปตรวจสอบสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยามนี้ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่นแม้แต่เงา!” ประโยคสุดท้ายของเขาคล้ายมีน้ำเสียงหนักแน่น แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ใไม่น้อยกับการหายตัวไปของนักพรตในสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ และตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์นี้
“ไม่มีผู้ใดอยู่หรือ? ได้ไต่ถามถึง่เวลาที่สำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์หายไปหรือไม่? ผู้ที่ติดต่อกับพวกเขาเป็คนสุดท้ายคือใคร?” หยวนหวูจี๋มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ทว่าดวงตาของเขากลับทอประกายความเยือกเย็น แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ไม่ได้สงบใจดังเช่นภาพที่แสดงออกไป
นักพรตาุโส่ายหน้าและกล่าวต่อว่า “เื่นี้ข้าไม่อาจทราบได้ แม้แต่ผู้ดูแลร้านค้าของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ที่เปิดตามสถานที่ต่างๆ ก็ยังไม่ได้รับคำสั่งจากสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์มาเป็เวลาครึ่งปีแล้ว ดูเหมือนว่าสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์จะมีความสัมพันธ์กับดินแดนมารจริงๆ!”
หยวนหวูจี๋เงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “หากเป็เช่นนั้น คงไม่มีอะไรที่ต้องสอบสวนอีกแล้ว แจ้งให้ทุกขุมอำนาจใหญ่ทราบและเรียกประชุมเพื่อวางแผนการรับมือ พร้อมกับส่งนักพรตไปสำรวจพื้นที่โดยละเอียด เตรียมความพร้อมสำหรับการทำาอย่างเต็มกำลัง!”
หลังจากกล่าวจบ เขาก็หันไปทางลู่ไท่ชังพลางกล่าวว่า “สหายลู่ ครั้งนี้ต้องขอบคุณตระกูลลู่ยิ่งนักที่ตรวจพบเื่นี้ก่อน มิเช่นนั้น หากถูกผู้คนจากดินแดนมารโจมตีจากทุกสารทิศพร้อมกัน เกรงว่าผลลัพธ์อาจเลวร้ายจนยากจะจินตนาการได้ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ได้ยินว่านายน้อยลู่เพิ่งบรรลุขั้นพลังมาจนถึงขั้นตงซวนแล้ว ถือเป็นักพรตชั้นสูง จงไปเลือกรางวัลจากคลังสมบัติของเราที่ตำหนักมหาเทพ เพื่อแทนคำขอบคุณเถิด!”
ลู่ไท่ชังยิ้มและพยักหน้ารับ แม้ว่าข้อมูลเื่นี้จะสำคัญยิ่ง แต่ก็เกี่ยวเนื่องกับชีวิตและความตายของตระกูลลู่ด้วย การแจ้งข่าวให้ตำหนักมหาเทพทราบจึงเป็สิ่งที่สมควรกระทำ ทางตำหนักมหาเทพเองก็ไม่ควรนิ่งเฉย และแม้ตระกูลลู่จะมีหน้าที่แจ้งข่าวให้ทราบ แต่ก็นับว่าได้ทำประโยชน์ให้กับเทียนตูเช่นกัน จึงควรตกรางวัลให้ตามความเหมาะสม
แม้ว่าผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋จะพูดอย่างผ่อนคลาย รางวัลตอบแทนคล้ายว่าจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่ลู่อวี่ตระหนักได้ดีว่าตำหนักมหาเทพปกครองเทียนตูมาเกือบหมื่นปี สะสมสมบัติวิเศษหายากอันมีค่าเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะของที่ได้จากซากโบราณนอกเทียนตู คาดเดาไม่ได้เลยว่ามีสมบัติกี่ชิ้นที่หลั่งไหลเข้ามาในคลังของตำหนักมหาเทพตลอด่หลายปีที่ผ่านมา
ลู่อวี่เพิ่งจะบรรลุขั้นพลังและยังกำลัง้าสมบัติวิเศษ ยามนี้เขามีเพียง “แสงกำบังใสอวิ๋นลัว” ที่พอจะใช้งานได้ อีกทั้งสมบัติอื่นๆ ก็ไม่เข้าตาเขาสักนิด ครานี้มีโอกาสได้เข้าไปในคลังสมบัติของตำหนักมหาเทพเพื่อเลือกของรางวัลด้วยสายตาและความรู้ของเขา โอกาสเช่นนี้หาได้ง่ายเสียเมื่อไรกัน
นักพรตวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์สีขาวผู้นั้น ซึ่งเดินเข้ามารายงานเมื่อครู่มองลู่อวี่ด้วยสายตาที่แสดงถึงความอิจฉา แม้ว่าเขาจะเป็หนึ่งในยอดฝีมือของตำหนักมหาเทพ แต่โอกาสที่จะได้เข้าคลังสมบัติของตำหนักนั้นมีน้อยยิ่ง สำหรับนักพรตทั่วไปแล้ว หากสร้างผลงานสำคัญ ก็อาจจะไม่มีโอกาสเข้าไปเลือกของรางวัลตลอดชีวิต
อีกอย่างคราวนี้ท่านผู้เฒ่าสูงสุดยังบอกอีกว่าจะเลือกสมบัติไปกี่ชิ้นก็ได้ แล้วยังไม่กำหนดจำนวนสูงสุดที่เลือกได้อีกต่างหาก ขอเพียงไม่มากจนเกินไป ท่านผู้เฒ่าสูงสุดย่อมไม่ถือสาหาความ ถือเป็การต้อนรับที่เขาไม่เคยได้ัันับั้แ่ได้เข้าร่วมกับตำหนักมหาเทพ
เนื่องด้วยตำหนักมหาเทพจะเรียกผู้นำของแต่ละขุมอำนาจมาหารือเื่การรับมือจากการบุกรุกของดินแดนมาร ลู่ไท่ชังจึงไม่รีบร้อนเดินทางกลับ ส่วนทางด้านอูเหวินโฮ่ว ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้เขามากนัก เพียงสั่งให้คนพาเขาไปพักผ่อนที่ตำหนักด้านข้าง ตั้งใจจะสะสางเื่ทั้งหมดให้เรียบร้อย แล้วค่อยตัดสินว่าจะจัดการเขาอย่างไร
ขณะนั้นท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ก็ได้เรียกตัวชายวัยกลางคน อายุประมาณสามสิบกว่าปีในอาภรณ์สีขาวเข้ามา อีกฝ่ายมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน จึงสั่งการแก่เขาว่า “จิ้งเสียง เ้าพานายน้อยลู่ไปยังคลังสมบัติเพื่อเลือกของรางวัลสักหน่อย ไม่ต้องเข้มงวดกับเขานักเล่า ไปเถิด”
บุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์สีขาวรับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลันกล่าวอย่างสุภาพว่า “นายน้อยลู่ เชิญขอรับ!”
ลู่อวี่เสมองท่านผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังแวบหนึ่ง และเมื่อเห็นเขาพยักหน้าให้ จึงลุกขึ้นและโค้งกายให้หยวนหวูจี๋โดยไม่ได้กล่าวขอบคุณอะไร พลันเดินตามบุรุษผู้นั้นไป
หยวนหวูจี๋พยักหน้ารับ พร้อมกับยิ้มด้วยความอิจฉาให้กับสหายอย่างลู่ไท่ชัง “สหายลู่ ข้าอิจฉาท่านเสียจริง ที่มีลูกหลานมากพร์เช่นนี้ อายุยังน้อยแต่กลับมีความสุขุมนิ่งสงบ ไม่เย่อหยิ่ง ไม่วู่วาม ไม่ทราบว่าว่าท่านเลี้ยงดูเขามาอย่างไร ถึงได้ดีกว่าลูกหลานของตระกูลข้าหลายเท่ายิ่งนัก!”
ขณะนี้ ชายสูงวัยที่เข้ามารายงานเมื่อครู่ก็ได้นั่งลงข้างๆ ลู่ไท่ชังรู้จักเขาเป็อย่างดี คนผู้นี้คือหนึ่งในแปดผู้าุโของตำหนักมหาเทพ นามว่าผู้รอบรู้หยวนตู้ เป็ยอดฝีมือ่ปลายของขั้นเกิดเทพเ้า เพิ่งออกไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์มา
ลู่ไท่ชังพยักหน้าให้ผู้รอบรู้หยวนตู้เป็การทักทาย แล้วก็ยิ้มอย่างขมขื่นให้หยวนหวูจี๋ว่า “สหายหยวน อย่าได้ชื่นชมเ้าเด็กนั่นมากนักเลย ทุกคนย่อมรู้ดีว่าก่อนหน้านี้เขาเช่นไร ผู้คนขนานนามให้เขาว่า “คุณชายจอมเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเทียนตู” แล้วยังครองตำแหน่งคนไร้ค่าอันดับหนึ่งในเทียนตูอีก ชื่อเสียงที่โด่งดังไปทั่วใต้หล้า แทบจะทำให้ข้ากับเหว่ยจุนเครียดจนผมขาวเลยทีเดียว อีกนิดก็เกือบจะเกิดการต่อสู้ในตระกูลอยู่แล้ว! ตอนนี้เขาทำผลงานได้เพียงเล็กน้อย หากเทียบกับชื่อเสียงฉาวโฉ่ในอดีต ก็เพียงฟังดูดีขึ้นเล็กน้อย ไม่อาจนับว่าเป็อะไรได้!”
