ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผ่นดินอาเซรอท ไม่เคยมีาาองค์ไหนที่เผยแพร่กฎหมายให้แก่สาธารณชน
เป็เวลานานแล้ว มีแค่ขุนนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์รู้เื่กฎหมายกฎหมายที่บันทึกไว้เป็ลายลักษณ์อักษร จะไม่มีการเผยแพร่แก่สาธารณชนเพราะขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างคิดว่ากฎหมายที่เป็ลายลักษณ์อักษรจะต้องเก็บรักษาไว้เป็ความลับแก่พวกประชาชน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกกริ่งเกรง หากประชาชนรู้มาตรากฎหมายก็อาจเกิดข้อโต้แย้งขึ้นมา ทำให้กฎหมายสูญเสียบทบาทในควบคุมประชาชนและเป็รักษาจริยธรรมของขุนนาง โดยส่วนใหญ่หลังจากที่ประชาชนละเมิดกฎหมายแล้วถึงจะได้รู้ว่าตัวเองทำผิดกฎหมายและถูกลงโทษ แิกฎหมายนี้ก็เพื่อที่จะรักษาสถานะของขุนนางกับระเบียบการปกครองอย่างเข้มงวด แน่นอนว่ามันสร้างความสับสนเกี่ยวกับกฎหมายและเกิดสิทธิพิเศษสำหรับขุนนาง
การที่ซุนเฟยสร้างนักรบทองสัมฤทธิ์เพื่อเผยแพร่กฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร ถือได้ว่าเป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์แผ่นดินอาเซรอท
เพียงไม่กี่วันก็มีฝูงชนพากันหลั่งไหลไปที่รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ ทุกคนพากันอ่านบทบัญญัติทางกฎหมายทุกๆ ข้ออย่างละเอียด ผู้ปกครองบางคนแม้ไม่รู้ตัวหนังสือ ก็จะพาลูกชายของตัวเองที่ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียบแซมบอร์ดมาอ่านบทบัญญัติทางกฎหมายบนรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ให้ฟังเสียงดังเพื่อเป็การโอ้อวด
ทำให้เกิดเสียงหัวเราะและร้องให้กำลังใจดังออกมาเป็บางครั้ง
ขอบข่ายที่กำหนดและความสมบูรณ์ของประมวลกฎหมายนั้นกว้างขวางมาก มันเกินกว่าที่ทุกคนจะจินตนาการได้ เพราะมันครอบคลุมในทุกๆ ด้านของอาณาจักร เรียกได้ว่าเป็ประมวลกฎหมายที่สมบูรณ์แบบที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้กระทั่งองค์หญิงนาตาชา (ที่ไม่รู้ว่าจะมาพักที่เมืองแซมบอร์ดชั่วคราวทำไม) เมื่อได้ยินข่าวลือนี้ก็ยังมาที่สิบสองรูปปั้นนักรบทองสัมฤทธิ์ นางก้มหน้าก้มตาอ่านรายละเอียดของประมวลกฎหมายที่จารึกบนรูปปั้นนักรบทองสัมฤทธิ์ทีละคำ ทีละประโยคอย่างละเอียด สุดท้ายก็สั่งให้คนมาคัดลอกประมวลกฎหมายนี้อย่างระมัดระวัง
“นี่มันปราชญ์แห่งกฎหมาย...องค์าาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด บางทีด้วยประมวลกฎหมายนี้อาจจะทำให้เขากลายเป็นักปราชญ์ที่จะถูกกล่าวขานไปทุกยุคทุกสมัย!”
ประโยคนี้ องค์หญิงกล่าวออกมาหลังจากที่ได้เห็นสิบสองรูปปั้นนักรบทองสัมฤทธิ์ นางรู้สึกตกตะลึงและถอนหายใจออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ โดยที่นางไม่รู้ว่ามีคนแอบได้ยิน จากนั้นเื่นี้ก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองแซมบอร์ด แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจความหมายของประมวลกฎหมายนี้อย่างแท้จริง แต่ถ้าได้รับการประเมินไว้สูงจากองค์หญิงแห่งราชอาณาจักร ชื่อเสียงและบารมีขององค์าาอเล็กซานเดอร์ได้เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนอย่างรวดเร็ว หลายคนเรียกาาของตัวเองว่า ‘าาปราชญ์อเล็กซานเดอร์’ อย่างภาคภูมิใจ
แต่สำหรับอเล็กซานเดอร์แล้ว นี่เป็แค่การเริ่มต้น
เขายืมความคิดของนักปราชญ์โลกเก่ามาใช้ในการวางแผนทางทหารของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็เทศกิจหรือจิ่นอีเว่ย ทั้งยังปรับปรุงระบบการเมืองการปกครองในอาณาจักรให้กลายเป็สามกระทรวงหกกรม สุดท้ายก็ลอกเลียนแบบ 'กฎหมายสิบสองโต๊ะ' ของโลกเก่าที่ถูกเรียกว่าต้นกำเนิดของกฎหมายโรมันโบราณ ซุนเฟยออกแบบภาพวาดที่สวยงามและยิ่งใหญ่บนกระดาษสีขาวเช่นเมืองแซมบอร์ด อย่างน้อยที่สุด ในแง่ของระบบ บางทีระบบของเมืองแซมบอร์ดอาจจะก้าวหน้ายิ่งกว่าราชอาณาจักรชั้นสูงบางแห่งของแผ่นดินอาเซรอทด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าซุนเฟยเองก็โชคดีที่เมืองแซมบอร์ดเป็เพียงกระดาษสีขาว หากเปลี่ยนเป็ราชอาณาจักรใหญ่แห่งอื่น คงไม่สามารถปฏิวัติระบบใหม่ได้สำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น เผลอๆ อาจจะพบการคัดค้านที่แค่คิดก็รู้แล้วว่าผลมันจะเป็อย่างไร คงไม่สามารถทำการปฏิรูปต่อไปได้แน่ๆ
เมื่อจัดการทุกอย่างจนเสร็จ เป้าหมายของซุนเฟยก็คือการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่เมืองแซมบอร์ด
……
หลังจากจบศึกบนยอดเขาตะวันออกวันที่ห้า
นักบวชแมซโซลาและลูเซียโนได้นำคัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทที่รวบรวมมาได้เข้าเฝ้าซุนเฟยที่พระราชวัง ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งสองคนต่างก็ได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นในระหว่างพิธีาาภิเษกบนยอดเขาตะวันออก ในตอนนั้นพวกเขาก็พากันเหงื่อตก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าก่อนหน้านั้นได้องค์าากล่าวเตือนไว้ว่าไม่ให้ไปที่พิธีาาภิเษก เกรงว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนคงกลายเป็ศพจมอยู่ในโคลนไปนานแล้ว ตอนนี้ความรู้สึกที่มีให้ต่อซุนเฟยนอกจากจะเคารพยำเกรงและประจบประแจงแล้ว ยังมีความรู้สึกขอบคุณอีกด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเขาเร็วขึ้น ไม่ถึงสิบวันพวกเขาก็สามารถจัดหาคัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทมาวางไว้ที่หน้าซุนเฟยได้แล้ว
ซุนเฟยพอใจกับประสิทธิภาพการทำงานของทั้งสองคนมาก ก่อนจะมอบ ‘พุทราจีน’ ให้ แล้วส่งพวกเขาทั้งสองคนกลับ
ครั้งนี้เขาได้คัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทมาทั้งหมดรวมกันสิบเล่ม เป็คัมภีร์สองดาวห้าธาตุคลื่นพลังห้าเล่ม และบันทึกการฝึกฝนของนักเวทอีกห้าเล่ม แม้ว่ามันจะไม่ได้ครอบคลุมคุณสมบัติทั้งหมด แต่ก็เพียงพอที่จะให้โรงเรียนแซมบอร์ดได้ใช้ในอนาคต ซุนเฟยคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดด้วยมือของตัวเอง จากนั้นก็สั่งให้ตอร์เรสนำไปเก็บไว้ที่ห้องสมุดในโรงเรียนแซมบอร์ด เพื่อให้อาจารย์และพวกนักเรียนได้อ่านและนำไปประยุกต์ใช้
ในมือของซุนเฟยถือคัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทฉบับที่ตัวเองคัดลอกไว้ ก่อนจะเหม่อมองท้องฟ้า
เขาเคยคิดที่จะฝึกฝนคลื่นพลังและเวทมนตร์ของแผ่นดินอาเซรอทเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเอง แต่วันนี้ซุนเฟยกลับต้องผิดหวัง หลังจากที่เขาลองทดสอบดูแล้ว เขาก็พบว่าพร์ในด้านนี้ของตัวเองอยู่ในระดับปานกลาง ไม่มีคุณสมบัติเลิศเลอแต่อย่างใด และที่ทำให้เขาโกรธที่สุดก็คือ ร่างกายของเขานั้นแตกต่างกว่าคนอื่นมาก มันไม่สามารถฝึกฝนคลื่นพลังหรือเวทมนตร์ใดๆ ได้
ตามกระบวนการฝึกฝนพลังของแผ่นดินอาเซรอท ในระหว่างการบ่มเพาะหรือฝึกฝน ทุกคนจะสามารถสร้างคลื่นพลังหรือเวทมนตร์ได้ แต่สำหรับซุนเฟย ในขณะที่ฝึกฝน เขารู้สึกได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าคลื่นพลังและเวทมนตร์ แต่เมื่อเขาหยุดฝึก คลื่นพลังและเวทมนตร์ก็เหมือนแมวที่เล่นซ่อนหา เพียงพริบตาเดียวก็หายไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ซุนเฟยตัดสินใจที่จะหยุดการฝึกฝนคลื่นพลังและเวทมนตร์ชั่วคราว
เขาคิดว่าจะพึ่งพาขาทองคำอย่างโลก Diablo ในการเพิ่มความแข็งแกร่ง
ซุนเฟยนำคัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทที่ตัวเองคัดลอกเข้าสู่โลก Diablo ด้วย
ครั้งนี้เขาเลือกโหมดคนเถื่อนแล้วไปหาแม่ชีอาคาร่าที่เต็นท์
ใน่เวลาที่ผ่านมา ซุนเฟยเคยชินกับการที่เมื่อเข้าโลก Diablo แล้วจะต้องมาเรียนรู้หลักการสร้างม้วนคัมภีร์เวทมนตร์และน้ำยา ซึ่งทำให้หนึ่งในสามทักษะพระเ้า ทักษะ 'เรียนรู้' ค่อยๆ แสดงผลของมันอย่างช้าๆ พร์ด้านนี้ของซุนเฟยเป็ที่น่าทึ่งมาก และยังทำให้อาคาร่ารู้สึกแปลกใจกับความก้าวหน้าของซุนเฟยด้วย โชคร้ายที่าาน้อยนำนิสัยสะเพร่าของโลกก่อนมาใช้ในโลกนี้ ทำให้บ่อยครั้งเขามักจะหลงๆ ลืมๆ เช่น ลืมสูตรยาที่สำคัญบางอย่างไปบ้าง หรือไม่ก็วาดอักขระม้วนเวทมนตร์ผิดบ้าง บางครั้งก็ยังเป็สาเหตุที่ทำให้ 'ค่ายโร้ก' ต้องเกิดเหตุไฟไหม้ ซึ่งทำให้พวกโร้กสาวแสนสวยทุกคนได้มีโอกาสเห็นแม่ชีอาคาร่าที่หน้าดำเป็ถ่าน ผมเผ้ายุ่งเหยิง คว้าไม้กวาดไล่ตีซุนเฟยไปทั่วค่าย...
แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่นเสมอ
มาถึงตอนนี้ ซุนเฟยก็คุ้นเคยกับวัตถุดิบและขั้นตอนการสร้าง 'น้ำยารักษาชีวิต' และ 'น้ำยาฟื้นฟูมานา' แล้ว
การเรียนรู้ทางทฤษฎีมันน่าเบื่อมาก และเวลาก็จะผ่านไปอย่างเชื่องช้าอีกด้วย
เวลาเรียนแค่ครึ่งชั่วโมงกำลังจะจบลงแล้ว ซุนเฟยหยิบน้ำยาสีชมพูที่เตรียมไว้ขึ้นมา น้ำยาขวดนี้ซุนเฟยเรียกมันว่า 'น้ำยาแกล้งตาย' บนยอดเขาตะวันออกก่อนหน้านี้ ซุนเฟยได้ใช้วิธีแกล้งตายนี้ไปหลอกแพรีสและองค์หญิงใหญ่ การที่เมืองแซมบอร์ดรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนั้นได้ ก็เพราะมี 'น้ำยาแกล้งตาย' นี่แหละที่เป็ตัวช่วย
“นี่เป็น้ำยากลายพันธุ์ที่ท่านพูดหรือ?”
อาคาร่ามองไปที่ขวดน้ำยาสีชมพูอย่างละเอียด ดวงตาของนางเปล่งประกายขณะที่เปิดจุกขวดออก หลังจากเขย่าน้ำยาก็ดมกลิ่นมันผ่านๆ อาคาร่าหยดน้ำยาสีชมพูลงบนฝ่ามือนางหนึ่งหยด เพียงครู่เดียวก็ส่ายหน้าน้อยๆ “ข้าไม่เคยเห็นน้ำยาขวดนี้มาก่อน...ท่านบอกขั้นตอนและวัตถุดิบที่ใช้ทำมันให้ข้าหน่อยสิ อย่าได้ตกหล่นแม้แต่คำเดียวนะ”
ซุนเฟยเล่าต้นสายปลายเหตุที่ได้สร้าง 'น้ำยาแกล้งตาย' ขึ้นมาอย่างละเอียด
“พูดแบบนี้แสดงว่าเดิมทีท่าน้าสร้าง 'น้ำยารักษาชีวิต' โดยใช้สูตรเดียวกัน แต่พอท่านไปลองสร้างน้ำยาที่โลกของท่านมันกลับเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นงั้นหรือ?” อาคาร่ารู้สึกเหลือเชื่อ “ไม่ใช่เพราะว่าท่านจำสูตรผิดหรอกนะ?” ดูเหมือนว่าาอคาร่าจะไม่ค่อยไว้ใจความจำของซุนเฟยเท่าไร
“เป็ไปไม่ได้หรอก...” ซุนเฟยพูดปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ข้าทำตามสูตร 'น้ำยารักษาชีวิต' ที่ท่านสอนข้าต่อเนื่องกันถึงยี่สิบขวด ผลของมันก็กลายพันธุ์หมดทุกขวด...” ซุนเฟยส่ายหน้า เขาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่า หากไม่ใช่ว่าสูตรมีปัญหา ก็คงเป็เพราะวัตถุดิบระหว่างทั้งสองโลกแตกต่างกันเล็กน้อย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม...อืม อาจจะเป็เพราะวัตถุดิบของน้ำยาทั้งยี่สิบขวดมันเกิดมาจากโลกของข้า เลยทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น”
“อะไรกัน? นี่ท่านจะบอกว่าในโลกแห่งแสงสว่างของท่านก็มีวัตถุดิบในการสร้างน้ำยาเช่นกันหรือ?” ทุกคนที่อยู่ในค่ายชอบเรียกแผ่นดินอาเซรอทว่าโลกแห่งแสงสว่าง หลังจากที่อาคาร่าได้ฟังการคาดเดาของซุนเฟยก็พลันตกตะลึง “ท่านซุนเฟย ทำไมก่อนหน้านี้ท่านไม่บอกเื่นี้กับข้า?”
ซุนเฟยถูจมูก “เื่นี้ข้าก็ค้นพบโดยบังเอิญ อีกทั้ง่นี้ก็มีเื่มากมายทำให้ไม่มีเวลาได้บอกท่าน” พูดจบเขาก็หยิบคัมภีร์คลื่นพลังและบันทึกการฝึกฝนของนักเวทที่ตัวเองคัดลอกออกมามอบให้อาคาร่า พร้อมพูดว่า “นี่เป็รูปแบบการฝึกฝนพลังของโลกแห่งแสงสว่าง พวกเขาเรียกมันว่าเวทมนตร์และคลื่นพลัง บางทีมันอาจช่วยทำให้ท่านมีแิอะไรดีๆ ขึ้นมาบ้าง”
ตอนนี้เอง...
“ฮ่าๆๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง...ฮ่าๆๆๆ นี่เป็เื่ที่มัศจรรย์มาก...” ทันใดนั้นก็มีเสียงแหบห้าวดังขึ้นมาจากไกลๆ ซุนเฟยและแม่ชีอาคาร่าหันไปมอง พวกเขาเห็นตาเฒ่าเคราขาวเคนที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างคลุ้มคลั่งประหนึ่งเห็นเทพธิดางาม เมื่อเขาเห็นซุนเฟย ตาเฒ่าเคนไม่รอช้ารีบคว้ามือของซุนเฟยขึ้นมาแล้วหยิบชุดเกราะเวทมนตร์ออกมาจากด้านหลัง พลางหัวเราะเสียงดังอย่างภาคภูมิใจว่า “นายท่านซุนเฟย ข้าเข้าใจแล้ว ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว ที่แท้ลำดับการโคจรและอักขระเวทมนตร์พวกนี้มันก็ทำงานแบบนี้นี่เอง...วะฮะฮ่า นายท่าน รีบดูชุดเกราะพวกนี้สิ...”
ซุนเฟยก้มมองอย่างละเอียด
เขาพบว่าชุดเกราะในมือของตาเฒ่าเคนมันช่างดูคุ้นหูคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาว่าตัวเองหยิบมาชุดเกราะนี้มาจากร่างของผู้บัญชาการทหารเกราะดำหน้ากากเงิน ตอนนี้ความผันผวนของเวทมนตร์และสีชุดเกราะนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว มันเป็เวทมนตร์ของแผ่นดินอาเซรอท แต่กลับกลายเป็ความผันผวนของเวทมนตร์ที่มีแต่ในเฉพาะโลก Diablo เสียอย่างนั้น
-----------------------------------------------
