ยังคงเป็โยวหรานที่ฉลาดหลักแหลม สามารถคาดเดาเื่ที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าและเสนอแผนการรับมือมากมาย
ไม่เช่นนั้นเกรงว่าวันนี้คงจะรักษาวิธีทำเต้าหู้เอาไว้มิได้เสียแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านเฉินคิดในใจว่า : โชคยังดีที่สะใภ้ทั้งสองเองก็หลักแหลมเช่นกัน จึงจัดการเก็บวัตถุดิบอย่างถั่วเหลืองกับเกลือจืดออกไปก่อน
ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยของเ้ารองสกุลเคอ อีกฝ่ายคงรื้อค้นที่นี่จนถึงที่สุด หากไม่พบคำตอบที่้าก็ไม่มีทางรามือ
ดังคาด เป็เช่นที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินคิดเอาไว้ ปู่รองสกุลเคอสอดส่องรอบข้างด้วยความใคร่รู้ ปากยังเอ่ยว่า
“เอ๋ ท่านอาเฉิน การใช้ลาเตี้ยลากโม่ของท่านนับว่าแปลกใหม่จริงๆ ไม่รู้ว่ากำลังโม่สิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงส่งกลิ่นหอมถึงเพียงนี้?”
ขณะเอ่ยยังเอานิ้วแตะของเหลวสีขาวบนหินโม่มาเข้าปากชิม แต่น่าเสียดายที่ชิมแล้วยังไม่พบอันใด
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเผยสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า “เ้ารองเคอ เ้าก่อความวุ่นวายจนพอใจแล้วหรือไม่?”
ปู่รองสกุลเคอพลันตื่นตระหนก รับรู้ว่าครั้งนี้ตนทำเกินไปอยู่บ้างจริงๆ ครั้นกำลังจะก้มหน้ายอมรับผิด หางตากลับเหลือบไปเห็นถังใบหนึ่งที่อยู่ตรงหัวมุม
เขารีบเบี่ยงกายหลบผู้ใหญ่บ้านเฉินแล้ววิ่งเข้าไป ทอดมองเต้าฮวยภายในถังพลางเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านอาเฉิน สิ่งนี้คืออันใดหรือ เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นมาก่อน?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินคิดในใจว่ามิได้การ ทั้งที่ตนรีบสาวเท้าเข้าไปหมายจะเก็บถังใบนั้น แต่กลับไม่ทันกาลเสียแล้ว
อีกทั้งต่งปี้อู่ที่ตามหลังมาพลันพูดโพล่งด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า “นี่มิใช่ ‘เกี๊ยวน้ำมรกต’ ของโรงสุราฟู่หยวนหรอกหรือ?
นอกจากนี้ ‘เกี๊ยวน้ำมรกต’ ของพวกเขายังมีจำนวนจำกัดทุกวัน หากไม่สั่งล่วงหน้าหนึ่งวัน วันต่อมาก็ย่อมไม่ได้กินอย่างแน่นอน
ขนาดเท่าถ้วยแกงขายในราคาหนึ่งตำลึง แล้วถังใหญ่เช่นนี้จะขายได้เงินมากมายเพียงใด?”
“ซี้ด!...” ปู่รองสกุลเคอถึงกับสูดอากาศเย็นหลังได้ฟังคำกล่าวของต่งปี้อู่
แม้กระทั่งผู้ใหญ่บ้านเฉินก็ยังตกตะลึงอย่างยิ่งเช่นกัน เต้าฮวยที่เขาส่งไปยังโรงสุราฟู่หยวนราคาจินละยี่สิบอีแปะเท่านั้น แต่พวกเขากลับขายในราคาถ้วยละหนึ่งตำลึง
นะ...นี่...นี่มันป่าเถื่อนเกินไปแล้ว ชั่วขณะนั้นผู้ใหญ่บ้านเฉินถึงขั้นมิอาจยอมรับอยู่บ้าง
เขาคิดว่าจะไปสกุลต้วนสักครั้งเพื่อหารือเื่นี้กับเคอโยวหราน โรงสุราฟู่หยวนขายในราคาเยี่ยงนี้ กระทั่งตัวเขาเองก็ยังคาดไม่ถึงเช่นกัน
ปู่รองสกุลเคอกล่าวด้วยวาจาเสียดสี “ท่านอาเฉิน ท่านช่างไร้น้ำใจนัก มีลู่ทางหาเงินดันไม่พาคนทั้งหมู่บ้านร่ำรวยด้วยกัน กลับแอบมั่งคั่งอยู่เพียงผู้เดียว เหตุใดจึงไม่เอาวิธีทำออกมาแบ่งปันให้กับทุกคนเล่า?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินจดจ้องปู่รองสกุลเคอพลางเอ่ยว่า “เ้ารองเคอ วิธีทำนี้มิใช่ของคนสกุลเฉิน เหตุที่ทำอยู่นี้ก็เพราะช่วยงานผู้อื่นเท่านั้น เ้ามีสิทธิ์อันใดจะเอาวิธีทำของผู้อื่นไปแบ่งให้คนทั้งหมู่บ้านกัน?
สกุลใดไม่ปกปิดเคล็ดลับที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษเอาไว้ให้ดีบ้าง เ้ากล่าววาจาเช่นนี้นึกละอายใจบ้างหรือไม่?”
“คำกล่าวนี้ผิดนัก” ปู่รองสกุลเคอส่ายหน้าเอ่ยแก้ต่าง “วิธีทำนี้จะต้องเป็ของคนสกุลต้วนทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอย่างแน่นอน พวกเขาเป็สกุลที่มาจากภายนอก หากอยากจะลงหลักปักฐานในหมู่บ้านเถาหยวนให้มั่นคง ก็จำเป็ต้องประจบเอาใจคนทั้งหมู่บ้านจึงจะถูก
ไม่เช่นนั้นหากถูกทุกคนร่วมกันโจมตี พวกเขายังจะตั้งจวนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
......
มุมปากของต่งปี้อู่หยักยก ลอบถอยออกไปด้านข้างเพื่อดูคนทั้งสองโต้เถียงกันและคิดในใจว่า : นกปากซ่อมกับหอยกาบต่อสู้กัน ชาวประมงได้ประโยชน์ [1] หากสกุลต่งของพวกเขาได้วิธีทำเกี๊ยวน้ำมรกตนี้มา ยังต้องกังวลว่าจะไม่มีทางออกอีกหรือ?
......
ทางฝั่งนี้ ผู้ใหญ่บ้านเฉินกับปู่รองสกุลเคอกำลังโต้เถียงกันเื่วิธีทำเต้าฮวยไม่ยอมหยุด
ทางฝั่งนั้น เคอโยวหรานได้ผ่านการเคี่ยวกรำมาหลายวัน ภายใต้ความช่วยเหลือของต้วนเหลยถิง นางจึงสามารถหาช่องทางบนเสาไม้ได้สำเร็จ
ในที่สุดเคอโยวหรานก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้เฒ่าทั้งสองถึงให้นางฝึกฝนสิ่งนี้
ผู้เฒ่าทั้งสองดูออกว่านางไม่มีคุณสมบัติในการฝึกวิทยายุทธ์ ทั้งยังไร้ซึ่งพร์
ดังนั้นพวกเขาจึงหาช่องทางอื่นฝึกฝนวิชาตัวเบาของนาง แม้มิอาจเอาชนะศัตรู แต่การหนีย่อมไม่เป็ปัญหากระมัง? ช่างเข้ากับนิสัยใจคอของผู้เฒ่าทั้งสองจริงๆ
เคอโยวหรานอยู่บนเสาไม้ บางครั้งทะยานกายลอยขึ้นลง บางครั้งะโหลบซ้ายขวา บางครั้งเหาะเหินบนอากาศ บางครั้งย่ำเดินชิดพื้นดิน หลังจากฝ่าด่านทั้งหมดได้ก็โปรยกายลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ งดงามจนราวกับนางเซียนไม่แปดเปื้อนธุลีแดง
หมอเทวะจิ๊ปากเอ่ย “แม่นางน้อย สมแล้วที่เป็ศิษย์ของอาจารย์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันก็สำเร็จวิชากำลังภายใน ช่างเกินความคาดหมายของอาจารย์จริงๆ”
“ฮ่าๆๆ...” เซียนพิษดีใจเสียจนยกยิ้มไม่หุบ “นึกไม่ถึงว่าแม้วิทยายุทธ์ของแม่นางน้อยเช่นเ้าจะใช้การมิได้ แต่กลับฝึกวิชาตัวเบาจนช่ำชองอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับอาจารย์แล้วมีแต่จะเหนือกว่า”
ต้วนเหลยถิงพลันโอบเคอโยวหรานเอาไว้ก่อนจะประทับจูบลงบนหน้าผากของนาง “แม่ทูนหัว ยินดีกับเ้าด้วย ลำบากมานานถึงเพียงนี้ ในที่สุดก็ฝึกสำเร็จแล้ว”
ภายในใจของเคอโยวหรานรู้สึกลำพองยิ่งนัก นางเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอดว่า “ข้าจะไปเทียบท่านได้อย่างไร ั้แ่วันแรกก็หาลู่ทางพบและฝึกสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบเสียแล้ว”
“หึๆ...” ต้วนเหลยถิงรู้สึกขบขัน “ข้าเป็คนฝึกยุทธ์มาั้แ่เด็ก เ้าเพิ่งจะฝึกได้สักกี่วันกัน? หากจะเทียบจริงจัง เ้าเก่งกาจกว่าข้าตั้งมากโข”
ขณะคนทั้งสองเยินยอกันไปมาพลางแสดงความรักใคร่ ทันใดนั้นหมอเทวะก็เอ่ยขัดจังหวะพวกเขาว่า “เอ๋ ข้าว่านะแม่นางน้อย ลูกหมาป่าสีขาวกับสีดำที่เมื่อก่อนเ้าเอาไว้ข้างกายตลอดเล่า? เหตุใดหลายวันมานี้กลับไม่เห็นเลยหรือ?”
เซียนพิษเอ่ยตำหนิตนเอง “ดูเอาเถิด อาจารย์ช่างเลินเล่อนัก หลังจากพบต้นกล้าดีๆ เช่นเ้า นึกไม่ถึงว่าจะลืมเ้าตัวเล็กทั้งสองไปเสียได้
แม่นางน้อย จะว่าไปเมื่อก่อนเ้าไม่ปล่อยลูกหมาป่าเ่าั้ให้ห่างกายเลยมิใช่หรือ? ยามนี้เ้าตัวเล็กทั้งสองไปอยู่ที่ใดแล้วเล่า?”
คำถามนี้ทำเอาเคอโยวหรานรู้สึกประหลาดนัก เมื่อก่อนก็มักรู้สึกว่าสายตาที่ผู้เฒ่าทั้งสองมองลูกหมาป่าดูต่างออกไป
ยามนั้นผู้เฒ่าทั้งสองมิได้แสดงท่าทีน่าสงสัย เคอโยวหรานจึงยอมมองข้ามไป ทว่ายามนี้เมื่อคนทั้งสองเปิดปากถาม นางพลันตระหนักได้ว่าพวกเขามีเจตนาไม่บริสุทธิ์
ครั้นเห็นดวงตาของเคอโยวหรานกลิ้งกลอกไปมา แต่กลับไม่ตอบคำถามของพวกตน หมอเทวะพลันเอ่ยด้วยความร้อนใจว่า
“เอ๋ แม่นางน้อย อย่าบอกอาจารย์นะว่าเ้ามาฝึกแล้วลืมเ้าตัวเล็กทั้งสองไว้ในจวน?”
เซียนพิษถึงกับหน้าถอดสี เอ่ยด้วยความร้อนรนว่า “มิใช่กระมัง? แล้วผู้ใดจะคอยป้อนน้ำป้อนนมเล่า? ไม่มีผู้ใดป้อนน้ำป้อนนมนานเพียงนี้ คงมิได้เป็อันใดไปแล้วกระมัง?”
หมอเทวะพลันคว้าท่อนแขนของเคอโยวหราน เคลื่อนพลังชี่พานางเหาะลงจากูเา ปากยังเอ่ยพึมพำไม่ยอมหยุดว่า
“์คุ้มครอง เ้าตัวเล็กทั้งสองจะเป็อันใดไปมิได้โดยเด็ดขาด การสืบทอดล้วนแต่ต้องพึ่งพวกมันสองตัวแล้ว...”
เคอโยวหราน “...?”
การสืบทอดอันใด? ผู้เฒ่าทั้งสองไปรู้สิ่งใดมา? พวกเขามักไปตระเวนรอบเขาต้าชิงเพื่อหาบางสิ่งอยู่บ่อยๆ หรือว่าแท้จริงแล้วกำลังตามหาหมาป่าน้อยทั้งสองตัวนั้นกัน?
มิถูกต้อง หากคิดตามนี้ ผู้เฒ่าทั้งสองย่อมไม่ได้ตามหาหมาป่าน้อย ทว่าตามหาหมาป่าโตทั้งสองตัว
ขณะเคอโยวหรานกำลังครุ่นคิด เซียนพิษนึกรังเกียจที่หมอเทวะชักช้าเกินไป พลันคว้าท่อนแขนอีกด้านของเคอโยวหรานแล้วใช้กำลังภายในเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ไม่มีแม้แต่เวลาจะเอ่ยสิ่งใด สมาธิทั้งหมดล้วนจดจ่ออยู่กับการห้อตะบึงลงเขา
ต้วนเหลยถิงขมวดคิ้วก่อนจะรีบไล่ตามไป เขาคอยรักษาระยะห่างสามก้าวจากผู้เฒ่าทั้งสอง นึกอยากจะชิงตัวเคอโยวหรานมาจากมือผู้เฒ่าที่ได้ยินอันใดเล็กๆ น้อยๆ ก็เชื่อโดยง่าย แต่ก็กลัวว่าหากไม่ทันระวังจะทำให้แม่นางน้อยของตนต้องเจ็บตัว
เมื่อเห็นเคอโยวหรานถูกผู้เฒ่าทั้งสองหิ้วไปทั้งเช่นนี้ ต้วนเหลยถิงรู้สึกปวดใจเจียนตายอย่างแท้จริง
จำต้องโทษที่ตนปันความสนใจเพราะใคร่ครวญคำกล่าวของผู้เฒ่าทั้งสอง ถึงได้ทำให้โยวหรานของเขาถูกพาตัวไปโดยไม่ทันรู้ตัว ผู้เฒ่าสองคนนี้ก็ช่างเหลือเกินนัก ไม่ปล่อยโอกาสให้ผู้อื่นได้ตอบสนองแม้แต่นิด
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] นกปากซ่อมกับหอยกาบต่อสู้กัน ชาวประมงได้ประโยชน์ 鹬蚌相争,渔翁得利 เป็สำนวนหมายถึง ทั้งสองฝ่ายที่ต่อสู้กันต่างไม่ได้รับผลประโยชน์ ปล่อยให้ฝ่ายที่สามกอบโกยผลประโยชน์ไป
