ลมหมุนกว้างครึ่งวาสูงวาครึ่งจู่ๆก็ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหันพัดพาเอาใบไม้รอบข้างปลิวเวียนว่อน ที่กึ่งกลางลมหมุนถังซินหยุนกำลังมองดูความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากอะไร
“คุณหนู!” จ้าวม่านฉาร่ำร้องขึ้น จากนั้นแสงเจิดจ้าก็วนเวียนรอบกายเตรียมจะเข้าไป‘ช่วยเหลือ’คุณหนูของนาง
“ป้าจ้าว! อย่าได้เข้าไปรบกวน!”
ชั่วขณะที่ป้าจ้าวจะทะยานเข้าไป ก็มีเสียงร้องเตือนดังมาจากข้างหลัง จากนั้นไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงและเทียนิก็รีบเดินเข้ามา
“ไฉนพวกเ้าห้ามข้าไว้? คุณหนูกำลังตกอยู่ในอันตราย!” ป้าจ้าวงุนงงที่ไฉนไป๋หยุนเฟยจึงพยายามห้ามนางเอาไว้ก่อนจะพุ่งเข้าไปด้านในลมหมุน
“ทางที่ดีท่านอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้นอาจทำให้คุณหนูท่านเป็อันตรายยิ่งกว่าเดิม!” ไป๋หยุนเฟยทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังกังวล ดังนั้นจึงถามขึ้น “มองดูให้ดี หรือแม่นางถังกำลังอยู่ในอันตรายจริงๆ?”
“หากข้าจำไม่ผิด นี่คล้ายกับจะเป็...” ไป๋หยุนเฟยขยับเข้าไปรั้งจ้าวม่านฉาไว้ขณะเดียวกันก็พิจารณาดูถังซินหยุนที่ใจกลางลมหมุน สายตามันพอประกายพิสดารราวกับได้เห็นเื่ราวเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
“หรือเ้าทราบว่าเกิดอะไรขึ้น? บอกมา เกิดอะไรขึ้นกันแน่” น้ำเสียงป้าจ้าวค่อยสงบลงบ้างเมื่อพบว่าถังซินหยุนยังคงปลอดภัยดี แต่ทว่ายามนี้พลังิญญาในบริเวณรอบข้างกลับเริ่มปั่นป่วนขึ้น
ไป๋หยุนเฟยตอบอย่างลังเล “หากข้าเดาไม่ผิด นี่เป็ สิ่งที่เกิดขึ้นยามสร้างพันธะิญญา!”
“พันธะิญญา!!”
จิ้งิเฟิงและจ้าวม่านฉาร้องขึ้นพร้อมกันด้วยความประหลาดใจต่อสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยบอกออกมา
“มิผิด หากความคิดข้าถูกต้อง เหตุการณ์ก็จะเป็เช่นนี้” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าขณะเดียวกันก็จ้องมองไปที่ถังซินหยุนอย่างสงสัย ไม่ว่าจะพิจารณาดูอย่างไรฉากเบื้องหน้านี้ก็เป็เช่นเดียวกับที่หงยินบอกเล่า นี่เป็สิ่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างการก่อพันธะระหว่างผู้ฝึกปรือิญญาและอสูริญญา
“การแลกเปลี่ยนพลังิญญาคือการใช้ทุกอย่างร่วมกัน ไม่เพียงแต่ใช้พลังิญญาร่วมกัน แต่แม้แต่ชีวิตก็เชื่อมโยงถึงกัน... ใช่แล้ว เป็เช่นเดียวกับที่พี่หงยินบ่งบอกเื่พันธะิญญา! จากที่เห็น ปักษาไร้เงาเป็ฝ่ายเริ่มต้นขึ้นเอง! แต่ดูแล้วไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น...” ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอแววกังขา “แต่ว่า เพราะเหตุใด? ไฉนปักษาไร้เงาจึงตัดสินใจเสนอสร้างพันธะต่อแม่นางถัง... หรือเป็เพราะนางช่วยชีวิตมันเอาไว้? เพียงเชื่อมโยงชีวิตกัน่สั้นๆเท่านี้ ก็เห็นได้ชัดว่าช่วยให้มันฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ยังมี ยามนี้มันห่างไกลจากความตายออกมาแล้ว ปักษาไร้เงาพยายามสุดชีวิตที่จะหนีจากการตามจับของสำนักเ้าอสูร แล้วไฉนจึงเป็ฝ่ายยอมเสนอก่อพันธะิญญา?”
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยหัวหมุนกับความคิดในใจก็เอ่ยปากบอกถังซินหยุน “แม่นางถัง! อย่าได้ปฏิเสธการเชื่อมโยงต่อิญญาของท่าน! ยอมรับิญญาของปักษาไร้เงาและตั้งมั่นต่อมัน! เมื่อใดที่ท่านสามารถสื่อสารกับมันได้ก็จะสามารถก่อพันธะิญญาขึ้น! และนับจากนี้ไป มันจะกลายเป็อสูริญญาคู่หูของท่าน!”
ถังซินหยุนไม่ได้ตอบรับคำพูดของไป๋หยุนเฟย จะเป็เพราะนางไม่ได้ยินหรือเพราะนางไม่อาจตอบสนอง ไป๋หยุนเฟยก็ไม่อาจทราบได้ พลังิญญาสองกลุ่มไหลวนเวียนไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้ได้ ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะแก่ป้าจ้าวบ่งบอกต่อนางว่าไม่ต้องกังวลและควรถอยห่างเพื่อรอดูว่าจะเป็อย่างไรต่อไป แสงสีส้มรอบกายป้าจ้าวค่อยๆสลายไปในอากาศ กระนั้นสายตาของนางยังคงแสดงความกังวล และยังคงเตรียมพร้อมเคลื่อนไหวหากสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลง
ผ่านไปหลายอึดใจ ลมหมุนที่พัดอย่างรวดเร็วก็ชะลอความเร็วลงทีละน้อยก่อนจะสลายไปในที่สุด ใบไม้กิ่งไม้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ มองเห็นถังซินหยุนนอนเหยียดกายกับพื้นโดยมีปักษาไร้เงาตัวน้อยขดตัวอยู่ในอ้อมแขน ทั้งคู่ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด
“คุณหนู!” ป้าจ้าวร่ำร้องอย่างแตกตื่นพร้อมกับพุ่งเข้าไปตรวจสอบถังซินหยุน เมื่อรับทราบว่านางเพียงหมดสติจากการสูญสิ้นพลังิญญามากเกินไปก็ถอนหายใจโล่งอก
“มิใช่ว่าข้าบอกท่านว่านางจะไม่เป็ไรหรือ? ท่านป้าท่านสมควรคลายใจได้แล้ว เพียงไม่นานแม่นางถังก็จะคืนสติมา” ไป๋หยุนเฟยหันมองทุกคน “เอาล่ะ กลับกันเถอะ คาดว่าเถ้าแก่หวงคงรอพวกเรานานมากแล้ว ได้ยินว่าพวกมันรอเราอยู่ที่จุดพักริมทางไม่ไกลจากที่นี่ พวกเรารีบพาแม่นางถังไปพักผ่อนที่นั่นเถอะ”
…………
ยามค่ำคืนภายในโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงและเทียนิที่เบื่อหน่ายแทบตายนั่งล้มวงกันที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งพลางแกะถั่วลิสงรับประทานพร้อมกับสนทนากัน หวงว่านและพวกนั่งอยู่ด้านข้างห่างออกไปไม่กี่โต๊ะกำลังสนทนากันด้วยเสียงแ่เบา ภายในพื้นที่อันกว้างขวางนี้ยังมีคนเดินทางอีกหลายคนหยุดพักเพื่อรับประทานอาหาร เนื่องจากเมืองกู่ยี่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก จำนวนผู้คนที่เดินทางมาถึงที่นี่จึงมีไม่น้อย
“เฮ้อ...” จิ้งิเฟิงโยนเมล็ดถั่วลิสงเข้าปาก จากนั้นกระดกสุราเข้าไปอึกใหญ่ แล้งจึงถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
“พี่จิ้ง ท่านเอาแต่ถอนหายใจมาระยะหนึ่งแล้ว ท่านมีความในใจอันใด?” เทียนิถามด้วยความสงสัยพร้อมกับรับประทานถั่วลิสงอย่างแช่มช้า
“เฮอะ เฮอะ เดาว่า... มันคงหดหู่ใจที่ปักษาไร้เงาสร้างพันธะิญญากับแม่นางถัง” ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางจิบชาในมือ
“ไม่ให้ข้าหดหู่ได้หรือ?” จิ้งิเฟิงเอ่ยปากด้วยความ‘ระทม’ “นั่นเป็ถึงอสูริญญาระดับห้า! ปักษาไร้เงาที่มีพลังธาตุลม... พวกเราเป็คนช่วยมันเอาไว้ แล้วไฉนมันไม่เลือกข้า? เ้าใช้พลังธาตุไฟ จึงไม่มีผู้ใดจะมาแข่งขันกับข้าได้! แต่ว่า ยังไม่ทันมีโอกาสได้คุยกับมัน มันก็เลือกผู้อื่นเพื่อสร้างพันธะิญญา...”
“เ้าก็หดหู่มาตลอดบ่ายแล้ว ปล่อยวางบ้างเถอะ” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้า “หรือเ้าไม่ได้ยินที่ป้าจ้าวบอกว่าปักษาไร้เงากำลังร่อแร่ใกล้ตาย? หากแม่นางถังไม่อยู่ที่นั่นและสร้างพันธะิญญาขึ้น เ้าคงได้แต่พยายามสื่อสารกับซากวิหคตายแล้ว ปักษาไร้เงาตัวนั้นเป็อสูริญญาที่ดื้อรั้น ต่อให้มันต้องตายก็ไม่ยอมสยบต่อสำนักเ้าอสูร ดังนั้นต่อให้เ้าช่วยมันเอาไว้ ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะยอมเป็อสูริญญาคู่หูกับเ้าหรือไม่ แม่นางถังมีวาสนาและจิตใจดีงามจึงทำให้ปักษาไร้เงายินยอมได้ นี่เป็โชคเข้าข้างนาง เ้ายอมรับเถอะ...”
“อ๊าก...” จิ้งิเฟิงถูกคำพูดเหล่านี้ทำให้ตกอยู่ในความหดหู่อีกครา มันรินสุราให้ตนเองอีกจอกก่อนจะยื่นขวดสุราให้แก่ไป๋หยุนเฟย “มาเถอะเหล่าไป๋ มาจิบสุราสักจอกสองจอก เป็ลูกผู้ชายไฉนไม่ยอมดื่ม? หรือเ้าอยากให้ผู้อื่นรังเกียจ?”
“เหล่าไป๋...” ริมฝีปากไป๋หยุนเฟยกระตุกวูบ หลังจากรู้ใจกันเมื่อยามบ่าย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะสนิทสนมกันยิ่งขึ้น กับคำเรียกหาใหม่ของจิ้งิเฟิงนี้ ไป๋หยุนเฟยก็คร้านจะแก้ไข มันส่ายหน้าตอบ “ถูกรังเกียจก็ไม่เป็ไร แต่ข้าจะไม่ดื่ม ของที่ขมและกลิ่นฉุนเช่นนี้น่าดื่มนักหรือ?”
“ไฉนเ้ามองการดื่มสุราในแง่ร้ายนัก? หากเ้าเมามายก็แค่ใช้พลังิญญาขับไล่ฤทธิ์สุราออกไปก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ไม่เมามายแล้วจะดื่มสุราทำอะไร? ดังนั้นข้าเลือกดื่มชาจะดีกว่า” ไป๋หยุนเฟยจิบชาลงไปอีกคำ
“เฮ้อ เ้าช่างไม่มีความเป็วีรบุรุษแม้แต่น้อย ข้ายังประหลาดใจว่าเ้าเลือกใช้ธาตุไฟได้อย่างไร ผู้ฝึกปรือิญญาธาตุไฟคนอื่นหากไม่เป็วีรบุรุษผู้กล้าก็เป็จอมวายร้าย แต่แทบทุกคนล้วนเป็คนตรงไปตรงมา” จิ้งิเฟิงส่งยิ้มดูถูกแก่ไป๋หยุนเฟย “แล้วเ้าล่ะเทียนิ อยากลองจิบดูหรือไม่?”
“อยาก! ข้าอยาก! ข้าอยากเป็ดั่งลูกผู้ชายและลองดื่มสุราดู! จะยอดเยี่ยมปานใด...” เทียนิพยักหน้าอย่างยินดี
“ประเสริฐ! นี่จึงจะสมควร! มา ให้ข้ารินแก่เ้าสักจอก เ้าต้องพอใจแน่ ข้ารับรอง!” จิ้งิเฟิงหัวเราะพลางรินสุราใส่จอก
หลังจากรับจอกสุราไป เทียนิก็สูดดมด้วยความสงสัย จากนั้นก็ทำตามตัวอย่างจากจิ้งิเฟิง ยกจอกสุราขึ้นดื่มในอึกเดียว...
ไม่ถึงอึดใจใบหน้าเทียนิก็เปลี่ยนเป็สีแดงราวก้นวานร พร้อมทำหน้าเหยเก มันรีบซดชาที่เหลือในถ้วยลงไป กระทั่งใบชาก็กลืนลงไปหมดสิ้น
“เอ๋...” ริมฝีปากไป๋หยุนเฟยชักกระตุกยามก่นด่าสาปแช่งจิ้งิเฟิง “เ้าดูว่าทำอะไรลงไป เ้ามักจะทำให้มันต้องลำบากอยู่เสมอ เท่าที่ดูเทียนิยังคออ่อนกว่าข้าอีก...”
แต่จู่ๆเทียนิก็โพล่งขึ้น “ฮ่า ฮ่า ข้าไม่เป็ไร! ไม่เป็ไรแม้แต่น้อย! ข้ารู้สึกว่า... ข้ารู้สึกดียิ่ง ฮี่ ฮี่ ความรู้สึกของการดื่มสุราเป็เช่นนี้เอง...”
“ว่ากระไร? เ้าไม่เคยดื่มสุรามาก่อน?” จิ้งิเฟิงเพล่งถาม
“ไม่ ไม่เคย ตระกูลข้าเข้มงวดอย่างยิ่ง! แม้แต่จะก้าวเท้าออกจากบ้านยังทำไม่ได้ ไม่อาจทำนี่ ไม่อาจทำนั่น... มารดากับท่านย่าเข้มงวดยิ่งนัก มักจะบ่นจู้จี้ข้าเื่นั้นเื่นี้ พวกเขาทำราวกับข้าเป็เด็กทารก ช่างน่ารำคาญนัก!” เทียนิหน้าแดงฉาน ไม่ทราบเพราะเหตุใดมันจึงเมามายด้วยสุราจอกเดียวได้
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วราวคิดจะกล่าวบางอย่าง แต่ก็ััถึงความผิดปกติที่ด้านหลัง จึงหันไปมองก็พบป้าจ้าวเดินจากชั้นสองลงมา
“ป้าจ้าว แม่นางถังเป็อย่างไรบ้าง?” ไป๋หยุนเฟยถามป้าจ้าวที่สีหน้าอิดโรยพลางยื่นถ้วยชาให้
“ปักษาไร้เงาเป็อย่างไรบ้าง?” จิ้งิเฟิงถามเพิ่ม
หลังจากจิบชาเพื่อสงบใจลง ป้าจ้าวก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง คุณหนูเพิ่งตื่นเมื่อครู่ แต่ก็หลับไปอีก การทำพันธะิญญาทำให้นางสูญสิ้นพลังไปมากมาย และระหว่างที่คุณหนูกำลังทะลวงผ่านสู่ด่านภูติญญาและควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุลมขึ้นได้สำเร็จ แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดไป จึงสร้างภาระแก่ร่างกายยิ่งขึ้นกว่าเดิม คาดว่าพรุ่งนี้จึงจะกลับเป็ปกติ...”
“นางล้มเลิก? เพราะเหตุใด?” บุรุษทั้งสามเอ่ยปากถามด้วยความสับสน
“นั่นก็เพราะคุณหนูหวังจะฝึกปรือพลังธาตุไฟ...” ป้าจ้าวกล่าวพลางสั่นศีรษะก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “พวกเ้าจัดการต่อศิษย์สำนักเ้าอสูรเหมาะสมหรือไม่? พวกมันทราบหรือไม่ว่าพวกเ้าเป็ใคร?”
“แน่นอนว่าไม่ ท่านป้า ท่านไม่จำเป็ต้องกังวล พวกเรายั้งมือไว้ไมตรีต่อพวกมัน ตราบใดที่พวกเราเดินทางอย่างระมัดระวัง คาดว่าจะไม่เผชิญปัญหาอันใด อีกอย่างพวกเราก็ปลอมแปลงโฉมก่อนลงมือ ต่อให้พวกมันพยายามเพียงใดก็ไม่มีทางหาพวกเราพบได้...” จิ้งิเฟิงโบกมือพลางกล่าวอย่างภูมิใจ
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี...” จ้าวม่ายฉาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“อาหารพวกเรามาแล้ว รับประทานก่อนเถอะ วันนี้พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว หลังจากรับประทานเสร็จก็พักผ่อนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้จะได้รีบเดินทางแต่เช้า” ทันทีที่เห็นผู้รับใช้ยกอาหารมาไป๋หยุนเฟยก็กล่าวต่อทุกคน
……
คืนนั้นภายในห้องของตน ไป๋หยุนเฟยนั่งอยู่บนเตียงนึกทบทวนเหตุการณ์ในวันนี้อย่างละเอียด หลังจากใคร่ครวญโดยละเอียดมันก็สะบัดมือเรียกของสิ่งหนึ่งมาไว้ในมือ
สิ่งนั้นก็คือเชือกสีทองที่มัน่ชิงมานั่นเอง...
