บทที่ 7 ร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงและสายตาที่จับจ้อง
กระดาษฟางสีเหลืองตุ่นที่มีรอยหมึกสีดำเขียนข้อความระบุการตัดขาดความสัมพันธ์ และแยกทะเบียนบ้าน ถูกกำแน่นอยู่ในมือเรียวบางของหลินซี ความรู้สึกของกระดาษแผ่นนั้นช่างเบาหวิวดุจขนนก แต่ทว่าน้ำหนักทางความรู้สึกกลับหนักแน่นประหนึ่งขุนเขาไท่ซานที่ถูกยกออกจากอก
สายลมยามเย็นพัดกรรโชกแรง หอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วทางเดินลูกรังสีแดงที่ทอดยาวไปยังท้ายหมู่บ้าน แสงตะวันสีส้มแก่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ย้อมทิวทัศน์ชนบทที่แห้งแล้งให้ดูหม่นหมองและวังเวง
ชาวบ้านที่เคยรุมล้อมมุงดูเหตุการณ์เมื่อ่บ่ายต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไปหุงหาอาหาร ทิ้งไว้เพียงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังคงดังแว่วมาตามสายลม หลินซีเดินก้มหน้าโต้ลมหนาวเพียงลำพัง ร่างกายที่ผอมโซภายใต้เสื้อผ้าชุดเก่าขาดวิ่นดูเปราะบางราวกับจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ
ทว่า หากใครสังเกตให้ดี จะเห็นว่าดวงตาหงส์ภายใต้เงาผมที่ปรกหน้าอยู่นั้น หาได้มีความโศกเศร้าอาดูรอย่างที่แสดงออกเมื่อครู่ไม่ มันกลับสว่างไสวและเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง ราวกับดวงดาวที่สุกสกาวในคืนเดือนมืด
"นกน้อยในกรงทอง แม้จะมีข้าวน้ำบริบูรณ์ ก็มิอาจเทียบได้กับพญาอินทรีที่โบยบินอย่างอิสระท่ามกลางพายุฝน"
หลินซีพึมพำสุภาษิตจีนโบราณในใจ มุมปากยกยิ้มบางเบา อิสรภาพ รสชาติของมันช่างหอมหวานเสียยิ่งกว่าน้ำผึ้งป่าเดือนห้า แม้เบื้องหน้าจะต้องแลกมาด้วยความลำบากยากเข็ญ แต่สำหรับอดีตหัวหน้าหน่วยรบพิเศษอย่างเธอ ความลำบากคือสหายเก่าที่คุ้นเคย
เป้าหมายของเธอคือกระท่อมดินร้าง ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวใกล้กับตีนเขา มันเป็ที่พักชั่วคราวที่ลุงผู้ใหญ่บ้านจางจัดหาให้ด้วยความเวทนา เดิมทีมันเคยเป็ที่พักของคนเลี้ยงม้าเมื่อสมัยปฏิวัติ แต่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปีจนสภาพทรุดโทรมแทบดูไม่ได้
เมื่อมาถึง หลินซียืนมองบ้านหลังใหม่ของตัวเองด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
ผนังดินอัดสีน้ำตาลแตกร้าวเป็ลายงาช้าง หลังคามุงด้วยหญ้าคาที่เริ่มผุพังจนมองเห็นท้องฟ้า ประตูไม้บานเก่าเอียงกะเท่เร่เหมือนฟันของคนแก่ที่ใกล้หลุดร่วง หยากไย่และฝุ่นหนาเตอะปกคลุมทุกตารางนิ้ว
"สภาพ ยิ่งกว่าบังเกอร์หลบภัยสมัยาโลกซะอีก"
หลินซีส่ายหัวเบาๆ แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกท้อแท้
"เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็เป็อาณาจักรส่วนตัว ไม่มีเสียงด่าทอของแม่เลี้ยง ไม่มีสายตาอาฆาตของย่าแก่ มีแต่ความสงบที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน"
เธอผลักประตูไม้เสียงดัง เอี๊ยด เข้าไปภายใน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นมูลหนูโชยมาปะทะจมูกจนต้องย่นหน้า
แต่ก่อนที่จะลงมือทำความสะอาด ร่างกายที่ฝืนทนมาทั้งวันเริ่มส่งสัญญาณประท้วง ความหิวโหยกัดกินกระเพาะจนปวดแสบ และความเ็ปตามร่างกายจากการแสดงละครตบตาเมื่อบ่ายเริ่มกลับมากำเริบ
"กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เื่ความสะอาดเอาไว้ทีหลัง เื่ปากท้องต้องมาก่อน"
หลินซีปิดประตูบ้าน (เท่าที่มันจะปิดได้) แล้วเดินไปที่มุมมืดที่สุดของห้อง ก่อนจะหลับตาลงดึงจิตเข้าสู่มิติคลังแสง
[ยินดีต้อนรับสู่โซนพักผ่อน ระดับพลังงานคงเหลือ: 98%]
บรรยากาศเย็นฉ่ำและสะอาดสะอ้านภายในมิติโอบล้อมิญญาของเธอ หลินซีเดินตรงไปยังโซนซูเปอร์มาร์เก็ต สายตาเป็ประกายเมื่อเห็นชั้นวางอาหารเรียงราย
วันนี้เธอเหนื่อยมามากพอแล้ว เธอ้ารางวัลที่เยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ
มือเรียวหยิบหม้อไฟเนื้อตุ๋นหม่าล่าแบบพกพา (Self-heating Hotpot) ออกมาหนึ่งถ้วย ตามด้วยเป็ดย่างปักกิ่งแบบสุญญากาศ และน้ำเก๊กฮวยเย็นเจี๊ยบ
เธอนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ในโซนพักผ่อนของมิติ (ไม่ยอมนั่งในบ้านร้างที่สกปรกข้างนอก) แล้วจัดการฉีกซองเทน้ำเปล่าลงไปในถ้วยหม้อไฟ
เสียงน้ำเดือดปุดๆ ดังขึ้นพร้อมกับไอร้อนที่พวยพุ่ง กลิ่นหอมฉุนของพริกหม่าล่าและเครื่องเทศยาจีนลอยฟุ้ง กระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงานอย่างหนัก
เมื่ออาหารพร้อม หลินซีคีบเนื้อตุ๋นชิ้นโตเข้าปาก รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านซึมซาบไปทั่วลิ้น ความนุ่มของเนื้อที่ละลายในปากทำให้เธอต้องหลับตาพริ้มด้วยความสุขสม
"นี่สิ รสชาติของการมีชีวิตอยู่"
เธอจัดการเป็ดย่างหนังกรอบและน้ำเก๊กฮวยจนเกลี้ยง พลังงานที่สูญเสียไปค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา สีหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเืฝาดจางๆ
เมื่อท้องอิ่ม ก็ได้เวลาจัดการกับสังขาร
หลินซีเดินเข้าห้องน้ำในมิติอีกครั้ง เธอถอดเสื้อผ้าชุดเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นเหงื่อโยนทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี แล้วก้าวเข้าไปยืนหน้ากระจกบานใหญ่
ภาพสะท้อนในกระจกยังคงเป็เด็กสาวผอมแห้งคนเดิม แต่ทว่า มีบางอย่างที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
หลังจากได้รับการบำรุงอย่างดีเมื่อเช้า ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านเริ่มดูมีความชุ่มชื้นขึ้น รอยแผลเป็เล็กๆ น้อยๆ ตามตัวเริ่มจางลงด้วยฤทธิ์ของครีมยาจากอนาคต
แต่สิ่งที่ขัดตาที่สุดคือ รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ ที่เกิดจากการบีบตัวเองและการแสดงละครเมื่อบ่าย มันตัดกับผิวขาวจัดของเธอราวกับรอยหมึกที่หกเลอะผ้าไหมสีขาว
"ลงทุนเจ็บตัวเพื่อแลกกับอิสรภาพ คุ้มค่า แต่ก็เจ็บชะมัด"
เธอหยิบเจลว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดใบบัวบกเข้มข้น และสเปรย์ลดบวมสูตรนักกีฬา ออกมาจากตู้ยา
นิ้วเรียวยาวแตะเนื้อเจลใสเย็นเฉียบ แล้วค่อยๆ นวดคลึงลงบนรอยช้ำที่ต้นแขนและหน้าท้อง
ััที่แ่เบาแต่หนักแน่น วนเวียนไปตามส่วนโค้งเว้าของเรือนร่าง
เธอไล้ปลายนิ้วผ่านไหปลาร้าที่นูนเด่น ลงมายังเนินอกที่แม้จะยังไม่ดูอวบอิ่มเต็มที่ แต่ก็เริ่มมีความเต่งตึงและรูปทรงที่งดงามซ่อนอยู่
"ร่างนี้มีต้นทุนที่ดี โครงสร้างกระดูกสวย เอวคอด สะโพกผาย แค่ต้องเติมเนื้อหนังเข้าไปอีกหน่อย"
เธอพึมพำวิจารณ์ร่างกายตัวเองราวกับประติมากรที่กำลังแกะสลักผลงานชิ้นเอก
"รอก่อนเถอะ อีกไม่เกินหนึ่งเดือน แม่จะขุนให้สวยเช้งชนิดที่วัวตายควายล้ม ผู้ชายทั้งหมู่บ้านต้องเหลียวคอหัก!"
หลังจากทายาและบำรุงผิวจนหนำใจ หลินซีสวมใส่ชุดนอนผ้าซาตินสีแดงเืนกที่ขับผิวให้ดูขาวผ่องยิ่งขึ้น (ใส่เฉพาะในมิติ) เธอนอนแช่ตัวในเก้าอี้นวดไฟฟ้าอีกสิบห้านาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด
"ติ๊ง! ตรวจพบความผิดปกติของสภาพแวดล้อมภายนอกมิติ มีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวในรัศมี 50 เมตร"
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นขัดจังหวะความสุนทรีย์
ดวงตาที่กำลังหลับพริ้มของหลินซีเบิกโพลงขึ้นทันที ประกายความขี้เล่นหายวับไป แทนที่ด้วยแววตาของนักล่าที่ตื่นตัวเต็มพิกัด
"สิ่งมีชีวิต? เวลานี้เนี่ยนะ?"
ตอนนี้ข้างนอกมืดสนิทแล้ว ใครจะมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน? หรือจะเป็พวกสกุลหลินที่ยังไม่จบ? หรือพวกขี้เมา?
"ระบบ สลับโหมดมองเห็น เชื่อมต่อประสาทตากับโลกภายนอก"
ภาพเบื้องหน้าของหลินซีแปรเปลี่ยนเป็ภาพขาวดำที่มีความคมชัดสูงจาก 'Night Vision Mode' (โหมดมองเห็นกลางคืน) ที่ฉายผ่านดวงตาของร่างจริงที่นั่งหลับตานิ่งอยู่ในบ้านร้าง
ท่ามกลางความมืดมิดของทุ่งหญ้ารกชัฏนอกหน้าต่างบานเก่า มีเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างเงียบเชียบ
การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็ว แ่เบา และกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาเดินดุ่มๆ แน่นอน
‘จังหวะการลงเท้า การหายใจ การใช้เงาบังตัว หมอนี่ได้รับการฝึกมา’
สัญชาตญาณทหารในตัวหลินซีร้องเตือนภัยระดับสีแดง
เธอรีบเปลี่ยนชุดจากชุดนอนผ้าซาตินกลับมาเป็เสื้อผ้าเก่าๆ ชุดเดิมอย่างรวดเร็วราวกับเล่นกล แล้วคว้ามีดสั้นทหารไทเทเนียม และปืนพกเก็บเสียงขนาด 9 มม. ติดมือออกมาด้วย (แต่ซ่อนปืนไว้ในมิติ เตรียมเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ)
วูบ!
จิติญญากลับเข้าร่างจริงในบ้านร้าง
ความหนาวเหน็บและกลิ่นอับกลับมาปะทะผิว
หลินซียังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด แสร้งทำเป็หลับสัปหงก แต่หูของเธอกางออกเพื่อรับฟังทุกสรรพเสียง ลมหายใจถูกปรับให้แ่เบาจนแทบจับไม่ได้
แกรก...
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นเบาๆ ทางด้านหลังกำแพงบ้าน
เ้าของเงานั้นไม่ได้เข้ามาทางประตู แต่กำลังอ้อมไปทางหน้าต่างด้านข้างที่ผุพัง
หลินซีกระชับมีดสั้นในมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ ร่างกายเกร็งตัวเตรียมพร้อมสำหรับการจู่โจมฉับพลัน
ณ เงามืดนอกกำแพงบ้าน
ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาลกำลังยืนพิงผนังดิน หอบหายใจอย่างหนักหน่วง มือข้างหนึ่งกุมที่สีข้างด้านซ้ายซึ่งมีเืสีแดงสดซึมออกมาจนชุ่มเสื้อ
กู้เหยียนเซิง ผู้พันหนุ่มแห่งกองพลน้อยที่ 3 กัดฟันแน่น ข่มความเ็ปจากาแะุปืนที่ฝังลึก
ภารกิจลับล้มเหลว สายข่าวทรยศ เขาถูกไล่ล่าจนต้องหนีเตลิดเข้ามาในเขตหมู่บ้านชนบทห่างไกลนี้
เขา้าที่ซ่อนตัว และบ้านร้างหลังนี้ดูเหมือนจะเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขามองลอดผ่านรอยแตกของผนังเข้าไปด้านใน
แสงจันทร์สาดส่องผ่านรอยโหว่ของหลังคาหญ้าคา ลงมากระทบกับร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ในมุมมืดราวกับสปอตไลท์ที่ส่องลงมากลางเวทีละคร
ภาพที่ปรากฏในสายตาของกู้เหยียนเซิง ทำให้นายทหารหนุ่มผู้ผ่านความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วนต้องชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ
เด็กสาวในชุดเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นจนแทบไม่กันหนาว นอนนิ่งสนิทอยู่บนกองฟางแห้งๆ แต่สิ่งที่ขัดตาอย่างรุนแรงคือ ผิวพรรณ ที่โผล่พ้นรอยขาดของเสื้อผ้าออกมา
ภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวง ผิวของเธอขาวจัดและเนียนละเอียดดุจหยกมันแพะชั้นดี มันดูนุ่มนวลและเปล่งปลั่งราวกับมีรัศมีเรืองรองออกมาจากภายใน ตัดกับความสกปรกซอมซ่อของสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสิ้นเชิง
ลำคอระหงที่ยาวสวยโค้งเว้าได้รูป ทอดรับกับไหปลาร้าที่นูนเด่นดูบอบบางน่าทะนุถนอม เส้นผมสีดำขลับที่หลุดลุ่ยเคลียแก้มเนียนใส ขับเน้นใบหน้าเล็กรูปไข่ให้ดูงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ถูกทิ้งไว้ในกองขยะ
‘นางฟ้าตก์? หรือปีศาจจิ้งจอกจำแลงกาย?’
ความคิดประหลาดผุดขึ้นในสมองที่เริ่มพร่าเลือนเพราะเสียเืของกู้เหยียนเซิง แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดรีบดึงเขากลับสู่ความจริง
เขาไม่มีทางเลือก ข้างนอกมีหมาล่าเนื้อกำลังตามกลิ่นมา เขาต้องซ่อนตัว และเด็กสาวคนนี้ดูไม่มีพิษสงพอที่จะทำอันตรายเขาได้
ชายหนุ่มสูดหายใจลึก ขบกรามแน่นเพื่อข่มความเ็ป แล้วค่อยๆ ปีนลอดหน้าต่างผุพังเข้ามาอย่างเงียบเชียบที่สุด
ปลายรองเท้าคอมแบทััพื้นดินโดยไร้เสียง เขาเคลื่อนกายเข้าไปในมุมมืดอีกด้าน ห่างจากเด็กสาวพอสมควร เพื่อไม่ให้เธอตื่นตระหนก
ทว่า ทันทีที่เขาก้าวเท้าผ่านเงามืดของเสากลางบ้าน
วูบ!
ลมเย็นะเืสายหนึ่งพัดวูบผ่านใบหน้า พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นอับของบ้านร้าง แต่เป็กลิ่นหอมหวานละมุนคล้ายนมสดและดอกไม้ป่าที่ลอยมาแตะจมูก
ก่อนที่สมองของยอดทหารจะทันสั่งการ ร่างบอบบางที่เขาคิดว่านอนหลับใหลอยู่เมื่อครู่ ก็พุ่งเข้าประชิดตัวเขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อราวกับภูตพราย!
"อึก!"
กู้เหยียนเซิงเบิกตากว้าง เขาพยายามจะยกปืนขึ้นเล็งตามสัญชาตญาณ แต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที
ความเย็นเฉียบของโลหะแข็งกดลงที่จุดชีพจรบนลำคอหอยของเขาอย่างแม่นยำ น้ำหนักมือกดลึกจนิัยุบลงไป หากเขาขยับเพียงนิดเดียว ใบมีดคมกริบนั้นจะเชือดเส้นเืใหญ่ขาดสะบั้นทันที
"อย่าขยับ ฉันไม่อยากให้เืเปื้อนเสื้อสวยๆ ของฉัน"
เสียงกระซิบนั้นหวานหูแต่เย็นะเืดุจน้ำแข็งขั้วโลก
หลินซียืนประชิดแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม มือข้างหนึ่งล็อคคอเขาไว้ อีกข้างจ่อมีดสั้นไทเทเนียมที่คอหอย
ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนััได้ถึงอุณหภูมิที่แตกต่าง
แผ่นหลังที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามของกู้เหยียนเซิง ร้อนระอุราวกับเตาไฟจากพิษไข้และการาเ็
ในขณะที่ร่างกายของหลินซีนั้นนุ่มนิ่ม ยืดหยุ่น และมีกลิ่นหอมกรุ่นที่ทำให้สติของชายหนุ่มกระเจิดกระเจิง
กู้เหยียนเซิงก้มลงมองมือที่ถือมีดจ่อคอเขา มือนั้นเล็กเรียวขาวผ่อง นิ้วมือสวยงามดุจลำเทียน ดูไม่เหมือนมือของคนจับอาวุธ แต่แรงกดที่ส่งผ่านมานั้นมั่นคง หนักแน่น และไร้ซึ่งความลังเล
‘ผู้หญิงคนนี้ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา!’
"ผม ไม่ได้จะมาทำร้ายคุณ" กู้เหยียนเซิงเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามยกมือขึ้นช้าๆ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ "ผมแค่ ้าที่หลบภัย"
"ที่หลบภัย?" หลินซีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดต้นคอของเขาจนขนลุกซู่ "สภาพเหมือนหมาจนตรอก เืไหลเป็ทางขนาดนี้ คงไม่ได้หนีเ้าหนี้มาหรอกมั้ง?"
เธอขยับตัวเล็กน้อย หน้าอกอวบอิ่มภายใต้เสื้อผ้าเก่าๆ เบียดเสียดกับแผ่นหลังของเขาโดยไม่ตั้งใจ ความนุ่มหยุ่นนั้นทำให้กู้เหยียนเซิงเผลอกลั้นหายใจ
หลินซีใช้จมูกสูดดมกลิ่นกายของเขาฟุดฟิด กลิ่นดินปืน กลิ่นเื และกลิ่นอายเฉพาะตัวของบุรุษเพศที่เข้มข้นรุนแรงตลบอบอวลในโพรงจมูก มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นสาบของพวกกรรมกรแบกหาม แต่เป็กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นเหล็กและดินปืน กลิ่นของนักล่า ประเภทเดียวกันกับเธอ
"กลิ่นดินปืนเกรดกองทัพ" หลินซีกระซิบข้างหูเขา เสียงของเธอพร่าลงเล็กน้อย แฝงความนัยที่ทำให้คนฟังใจกระตุก "ไม่ใช่โจรธรรมดา แต่เป็สุนัขรับใช้รัฐที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนสินะ?"
กู้เหยียนเซิงตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เพราะมือเรียวเล็กข้างที่ว่างจากมีดนั้น กำลังเลื้อยลงต่ำจากหน้าอกแกร่งของเขา ลงมาสำรวจที่เอวสอบอย่างอุกอาจ
ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอลูบไล้ผ่านสาบเสื้อที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและเื ััได้ถึงมัดกล้ามหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงามดุจลอนกระดานซักผ้า ซึ่งกำลังเกร็งเขม็งตอบรับััของเธอ แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ร่างกายของชายหนุ่มกลับตอบสนองต่อแรงกระตุ้นจากอิสตรีปริศนาผู้นี้อย่างน่าไม่อาย
"คุณ จะทำอะไร" เขาถามเสียงลอดไรฟัน พยายามข่มความรู้สึกวูบวาบที่แล่นปราดไปทั่วท้องน้อย
"ตรวจอาวุธ" หลินซีตอบสั้นๆ แต่การกระทำกลับสวนทาง มือของเธอล้วงเข้าไปใต้ชายเสื้อ ัักับผิวเนื้อร้อนผ่าวโดยตรง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ซองปืนหนังพกในที่เอวด้านขวา
กึก!
เธอปลดอาวุธปืนของเขาออกมาอย่างชำนาญราวกับเล่นกล แล้วโยนมันเข้าไปเก็บในมิติโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว
"Type 54 สีดำด้าน ของเล่นมาตรฐานนี่นา"
ทันใดนั้น ร่างกายที่ฝืนทนมานานของกู้เหยียนเซิงก็มาถึงขีดจำกัด พิษไข้จากการติดเชื้อและการเสียเืทำให้โลกของเขาหมุนคว้าง ขาแกร่งที่เคยยืนหยัดมั่นคงทรุดฮวบลงราวกับตึกถล่ม
"เฮ้!"
หลินซีทิ้งมีด (เก็บเข้ามิติ) แล้วรีบคว้าเอวหนาของเขาไว้ แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่ต่างกัน เธอจึงทำได้เพียงช่วยประคองให้เขาทรุดลงนั่งพิงเสาไม้กลางบ้านอย่างทุลักทุเล แทนที่จะล้มหัวฟาดพื้น
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาเต็มใบหน้าของชายหนุ่มเป็ครั้งแรก
หลินซีชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ
คิ้วกระบี่พาดเฉียงดุจภาพวาด จมูกโด่งเป็สันคมสันรับกับริมฝีปากหยักลึกที่เม้มแน่นด้วยความเ็ป แม้ใบหน้าจะซีดเผือดและเปื้อนคราบเขม่าดินปืน แต่ไม่อาจบดบังความหล่อเหลาที่ดุดันและทรงพลังแบบลูกผู้ชายได้เลย
นี่มัน สเปคของเธอชัดๆ! หล่อวัวตายควายล้ม หล่อชนิดที่ว่าดาราหนังฮ่องกงยุคนี้ยังต้องชิดซ้าย!
"ให้ตายสิ" หลินซีบ่นพึมพำ พลางไล้สายตามองสำรวจเรือนร่างใต้เสื้อยืดสีดำที่แนบเนื้อจนเห็นมัดกล้ามอกและหัวไหล่กลมกลึง "อุตส่าห์หนีเื่วุ่นวายมาได้ ดันมาเก็บ ตัวปัญหาที่หน้าตาดีขนาดนี้ได้อีก"
กู้เหยียนเซิงพยายามปรือตาที่หนักอึ้งมองเธอ ภาพตรงหน้าพร่ามัวเห็นเพียงโครงร่างของหญิงสาวผิวขาวจัดที่ดูงดงามราวกับเทพธิดาจำแลง
"ช่วย ผม" เขาเค้นเสียงเฮือกสุดท้าย "ผม ติดหนี้คุณ"
"หนี้ชีวิตน่ะ ดอกเบี้ยแพงนะคุณทหาร"
หลินซียิ้มมุมปาก นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มลงบนแผงอกข้างซ้ายของเขา ตรงตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นรัวแรง
"จ่ายไหวเหรอ?"
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ เพราะสติของเขาดับวูบไปแล้ว ทิ้งศีรษะลงซบกับไหล่บอบบางของหลินซีอย่างหมดสภาพ
หลินซีถอนหายใจยาว มองดูภาระก้อนโตที่สลบไสลคาอก กลิ่นคาวเืเริ่มรุนแรงขึ้น
"เอาเถอะ ถือว่าทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยขึ้นบ้านใหม่ อีกอย่าง"
สายตาของเธอเป็ประกายเ้าเล่ห์ขณะมองดูมัดกล้ามแขนและหน้าตาอันหล่อเหลานั้น
"ของดีเกรดพรีเมียมขนาดนี้ ปล่อยให้ตายก็น่าเสียดายแย่"
เธอกระชับกอดร่างหนาแน่นขึ้นเล็กน้อย ััถึงความร้อนและขนาดตัวที่โอบอุ้มได้เต็มไม้เต็มมือ
คืนนี้ คงเป็คืนที่ยาวนานกว่าที่คิดเสียแล้ว
