ปลายทางสิ้นสุดทางหิน เนี่ยเทียนและเกราะัเพลิงแบ่งงานกันอย่างชัดเจน หนึ่งสูดรับปราณิญญาฟ้าดิน อีกหนึ่งรวบรวมพลังเปลวเพลิง
มหาสมุทริญญาของเนี่ยเทียนพลุ่งพล่านและยุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบ ท่ามกลางมหาสมุทริญญาที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอก พลังิญญาที่อยู่ในรูปไอหมอกลอยวนอย่างควบคุมไม่ได้
เขาพยายามควบคุมปราณิญญาเ่าั้อย่างสุดกำลัง ้าให้มันฟื้นคืนสู่ความสงบ
แต่กลับพบว่า ยิ่งเขาควบคุมมันมากเท่าไหร่ ปราณิญญาเ่าั้ก็ยิ่งพลุ่งพล่านคล้ายยิ่งกลายมาเป็สัตว์ร้ายที่กำลังเดือดดาล มิอาจควบคุมได้มากเท่านั้น
“หลอมลมปราณ ขอบเขตท้าย์...”
เขาค่อยๆ สงบสติลง ยังไม่สนใจความบ้าคลั่งของมหาสมุทริญญา แต่ย้อนนึกถึงคำอธิบายเกี่ยวกับหลอมลมปราณและท้าย์ที่ท่านอูจี้อาจารย์ของเขาเคยพูดให้ฟัง
ตามที่ท่านอูจี้บอกเอาไว้ เขารู้ว่าหากผู้ฝึกลมปราณข้ามผ่านจากหลอมลมปราณไปยังท้าย์ มหาสมุทริญญา... ก็จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล
การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็เช่นไรกันแน่ อูจี้กลับไม่ได้บอกอย่างชัดเจน แต่บอกเขาว่าหากฝ่าทะลุได้เขาก็จะเข้าใจเอง
อูจี้บอกเขาว่านับั้แ่ที่เริ่มเข้าสู่ท้าย์ ทุกการข้ามผ่านหนึ่งขอบเขต กล้ามเนื้อ มหาสมุทริญญา รวมไปถึงจิติญญา ล้วนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงแปลกประหลาดที่ต่างกันออกไป
ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงนั้นจำเป็ต้องให้ตัวเขาทำความเข้าใจให้ประจักษ์แจ้งเอาเอง มีเพียงเขาเท่านั้นถึงจะพิจารณาไตร่ตรองได้ ไม่ต้องฟังคำอธิบายของใครถึงจะตระหนักได้ถึงความต่างระหว่างแต่ละขอบเขตได้ชัดเจนมากที่สุด
“การเปลี่ยนแปลง...”
เขาพึมพำอยู่กับตัวเอง ทำใจให้สงบ เริ่มจับทิศทางการเคลื่อนไหวของจิติญญาอย่างตั้งใจ
เมื่อเขาไม่ไปขบคิดเื่ปัญหาคอขวดอันเป็อุปสรรค เอาแต่ตั้งใจสังเกตการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทริญญา เขาพลันค้นพบว่า... ความพลุ่งพล่านของมหาสมุทริญญา ความกระวนกระวายของพลังิญญาที่อยู่ในลักษณะของหมอก ก็ใช่ว่าจะไม่มีต้นสายปลายเหตุเสียเลย
เขามองเห็นว่าปราณิญญาที่ไหลวนไปทั่วสี่ทิศนั้นคล้าย้าจะรวมตัวเข้าด้วยกัน เพื่อก่อรูปขึ้นเป็อะไรบางอย่าง
เขาไม่พยายามทำให้ปราณิญญาลักษณะเหมือนหมอกที่พลุ่งพล่านเ่าั้สงบลง แต่กลับรวบรวมกระแสจิต ทดลองเพิ่มความเร็วให้กับการกระเพื่อมไหวของพลังิญญาเ่าั้
การที่เขาปล่อยร่างกายตัวเองให้ประสานกับวิธีของมหาสมุทริญญา จึงเหมือนเพิ่มฟืนหนึ่งท่อนให้กับกระทะน้ำมัน ทำให้ความเดือดพล่านของมหาสมุทริญญายิ่งปะทุรุนแรงมากขึ้น
ปราณิญญารูปหมอกที่ยุ่งเหยิงกลิ้งซัดตลบอยู่ในมหาสมุทริญญาของเขา พุ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง!
ไม่นานหลังจากนั้น ปราณิญญาก็ยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กลางมหาสมุทริญญาของเขา ก่อเกิดเป็น้ำวนพลังิญญาลูกหนึ่งที่ไม่ค่อยมั่งคงเท่าไหร่นัก
วินาทีที่น้ำวนพลังิญญาก่อตัว พลังิญญาที่อยู่รอบด้านซึ่งยุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบ กระจัดกระจายออกไป ล่องลอยอยู่ทั่วทุกแห่ง คล้ายเจอทางระบายออกในชั่วพริบตา
“ฟู่วๆ!”
ไอหมอกพลังิญญาเป็กลุ่มก้อนพุ่งเข้ามาจากแปดทิศ ไหลกรากเข้าไปในน้ำวนพลังิญญาทั้งหมด
น้ำวนพลังิญญาเพิ่งจะก่อตัวเข้าด้วยกันจึงยังไม่มั่นคง ทว่าหลังจากที่พลังิญญาลักษณะเหมือนหมอกเ่าั้เข้ามารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วในการหมุนวนก็ยิ่งรวดเร็วดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ!
พลังดึงดูดระลอกหนึ่งพลันก่อกำเนิดขึ้นในน้ำวนพลังิญญา!
บัดนี้ เนี่ยเทียนพลันััได้ว่าความเร็วในการดูดซับปราณิญญาฟ้าดินของมหาสมุทริญญาของเขา เพิ่มพรวดพราดขึ้นหลายเท่าในพริบตาเดียว!
ปราณิญญาฟ้าดินจากนอกโลกที่เดิมทีเขาจำเป็ต้องใช้คาถาหลอมลมปราณชักจูงอย่างต่อเนื่องถึงจะค่อยๆ หลอมรวมเข้ามาในมหาสมุทริญญาได้
ทว่าหลังจากที่น้ำวนพลังิญญามารวมตัวกันในมหาสมุทริญญาของเขา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด
การโคจรของน้ำวนในมหาสมุทริญญาก่อให้เกิดแรงดึงดูด ประสานเข้ากับคาถาหลอมลมปราณของเขา จึงดึงเอาปราณิญญาฟ้าดินเข้มข้นจากบริเวณใกล้เคียงมาด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมหลายเท่า
เขาทดลองไม่ใช้คาถาหลอมลมปราณ ไม่ฝึกบำเพ็ญตบะ แต่กลับพบว่าน้ำวนในมหาสมุทริญญากลับยังคงหมุนวนดังเดิม
เพียงแต่ว่าไม่มีการชักนำจากเขา ไม่มีการประสานจากคาถาหลอมลมปราณ ความเร็วในการหมุนของน้ำวนในมหาสมุทริญญาจึงช้าลงไปหลายเท่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่ต่อให้เป็เช่นนี้ น้ำวนพลังิญญาในมหาสมุทริญญาของเขาก็ยังคงดูดซับเอาปราณิญญาฟ้าดินไปอย่างเชื่องช้า
นี่ทำให้เขาพลันตระหนักได้ว่า วันหน้า ต่อให้เขาไม่ได้บำเพ็ญตบะ ไม่ได้นั่งนิ่งๆ เพื่อโคจรคาถาหลอมลมปราณ เนื่องจากการดำรงอยู่ของน้ำวนพลังิญญา มหาสมุทริญญาของเขาก็ยังคงอยู่ในสภาวะที่รวบรวมปราณิญญาฟ้าดินไว้ดังเดิม
ไม่ว่าเขาจะกินข้าว นอนหลับ หรือต่อสู้กับผู้อื่น ขอแค่น้ำวนพลังิญญาไม่หยุดเคลื่อนไหว เขาก็ยังรวบรวมปราณิญญาฟ้าดินมาได้อย่างต่อเนื่องอยู่ดี
“เขตท้าย์! หรือว่า นี่ก็คือความแตกต่างของแก่นแท้ระหว่างขอบเขตท้าย์กับหลอมลมปราณ?”
เมื่อมาถึงนาทีนี้ เขาที่ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งที่ไม่ได้รับคำชี้แนะจากผู้ใด แต่ก็ยังบรรลุถึงกุญแจสำคัญข้อนี้ได้
ไม่นานเขาก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า การก่อตัวของน้ำวนพลังิญญาในมหาสมุทริญญา คล้ายจะเป็... ความแตกต่างที่มากที่สุดระหว่างหลอมลมปราณและท้าย์
หรือถึงขั้นพูดได้ว่า หากในมหาสมุทริญญามีน้ำวนพลังิญญาเกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่าผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งได้เหยียบย่างจากขอบเขตหลอมลมปราณอันเป็ระดับต่ำสุดเข้าสู่ขอบเขตท้าย์!
“ท้าย์! นี่น่าจะเป็ขอบเขตท้าย์แล้ว!”
เขาประจักษ์แจ้งขึ้นมาโดยพลัน จากนั้นจึงโคจรคาถาหลอมลมปราณอีกครั้ง ใช้จิตสำนึกของตัวเองชักนำเพื่อเพิ่มความเร็วให้กับการหมุนของน้ำวนพลังิญญา
นาทีถัดมา เขาก็รู้สึกได้ว่าความเร็วในการหมุนวนของน้ำวนพลังิญญาพลันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ทั้งยังััได้ด้วยว่าแรงดึงดูดที่มาจากใจกลางน้ำวนพลังิญญาก็แข็งแกร่งขึ้นมาอีกหลายเท่าเช่นกัน
และก็ด้วยเหตุนี้ ความรวดเร็วในการรวบรวมพลังิญญาฟ้าดินของเขาจึงเปลี่ยนมาเป็รวดเร็วอย่างถึงที่สุด!
“เยี่ยมไปเลย!”
เขาปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง ไม่รู้สึกถึงความไม่เหมาะสมใดๆ ในร่างกายอีก พบว่ามหาสมุทริญญาที่เดิมทีนิ่งสงบ หลังจากการก่อตัวของน้ำวนพลังิญญานั้นก็คล้ายพลันเปลี่ยนจากอึมครึมซบเซามาเป็มีชีวิตชีวาทันใด
เนื่องจากการก่อตัวของน้ำวนพลังิญญา มหาสมุทริญญาก็ราวกับได้รับพลังชีวิต ความเร็วในการรวบรวมปราณิญญาฟ้าดินของเขาหลังจากนั้นจึงเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่า
ต่อให้วันหน้าไม่ได้บำเพ็ญตบะ มหาสมุทริญญาของเขาก็จะยังคงดึงปราณิญญาฟ้าดินในบริเวณใกล้เคียงให้ค่อยๆ มารวมตัวกันที่มหาสมุทริญญาได้เช่นเดิม
นี่ก็คือความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท้าย์กับหลอมลมปราณ!
“นี่... ถือว่าฝ่าทะลุขั้นแล้วหรือ?”
หลังจากเข้าใจกุญแจสำคัญนี้ เขายังรู้สึกฉงนสนเท่ห์เล็กน้อย ดึงเอาปราณิญญาฟ้าดินเข้มข้นที่ไหลมาสู่ปลายทางของทางหินหลอมรวมเข้าไปในมหาสมุทริญญาอยู่พักหนึ่งก็พลันรู้สึกว่าหายใจได้ยากลำบาก
อีกทั้ง เขายังรู้สึกอีกว่าก้อนหินที่ตัวเองนั่งทับอยู่เปลี่ยนมาเป็ร้อนแผดเผา
เขาพลันเบิกตาโพลง
ทันใดนั้นเขาจึงพบว่าผนังหินโดยรอบ จุดสิ้นสุดของทางหินล้วนเปลี่ยนมาเป็ผลึกหินเปลวเพลิงที่ร้อนแรงแผดเผายิ่ง และกำลังปล่อยพลังงานเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เขาที่อยู่ตรงนี้โดยที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เหงื่อไหลพรากไปทั่วร่าง เริ่มมิอาจทนทานรับความร้อนของที่นี่ได้ไหว
เขาหันขวับไปมองเกราะัเพลิง เห็นว่าเกราะัเพลิงที่ลอยอยู่เหนือแถบผ้าผลึกใสยังคงดึงดูดเส้นเปลวเพลิงเป็กลุ่มก้อน
เขาเองก็เห็นว่าในบ่อลาวาด้านล่าง เรือนกายขนาดั์ของสัตว์เพลิงพิภพยังคงใช้พร์ทางสายเืลึกลับรวบรวมพลังเปลวเพลิงอย่างบ้าคลั่ง
“เกราะัเพลิงและสัตว์เพลิงพิภพทำสัญญาต่อกัน หมายจะโจมตีพร้อมกันทั้งในและนอกเพื่อทลายผนึกกักขังที่มาจากแถบผ้าหลากสี หากผนึกถูกทลายลง ลาวาที่อยู่ด้านล่างย่อมพวยพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ไหลทะลักออกไปด้านนอกผ่านทางหินเส้นนั้น”
“ถึงเวลานั้นข้าที่อยู่ใกล้กับบ่อลาวามากที่สุด ย่อมต้องเป็คนแรกที่ได้รับเคราะห์!”
“ด้านนอก อันซืออี๋หรือคนอื่นที่รอข้าอยู่ก็ล้วนต้องจมลาวานี้ตาย ใครก็อย่าได้หวังว่าจะหนีรอดไปได้!”
คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนมาเป็ล้ำลึกสุดจะหยั่ง แล้วจึงตัดสินใจกะทันหัน
“เมื่อเ้าได้ทุกอย่างที่้าแล้ว ได้โปรด... กลับมาหาข้าด้วย” เขาปลดปล่อยกระแสจิตออกไปกลุ่มหนึ่งเพื่อแสดงความคิดเห็นของตัวเองให้เกราะัเพลิงรับรู้
และจากนั้น ในที่สุดเขาก็ไม่หยุดอยู่ต่อ รีบกลับไปยังทางเดิมทันที
มาถึงเวลานี้ เขารู้ว่าหากเขายืนหยัดที่จะอยู่ต่อ หากเกราะัเพลิงและสัตว์เพลิงพิภพคลายผนึกได้ รอจนลาวาร้อนแผดเผาพวกนั้นปะทุขึ้นมา ร่างของเขาย่อมกลายมาเป็เืในพริบตาเดียว
หากยังมองเห็นความหวัง รู้ว่าเมื่ออยู่ต่อจะสามารถช่วยเหลือเกราะัเพลิง และถอนตัวออกไปได้อย่างปลอดภัยก่อนที่เื่จะดำเนินไปถึงขั้นที่แก้ไขไม่ได้ เขาก็จะยังรอต่อไป
ทว่าตอนนี้ ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เขารู้ชัดถึงผลลัพธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
เขาจึงไม่มีความจำเป็ที่ต้องอยู่ต่ออีก
“ฟู่ว!”
และขณะที่เขาห้อทะยานกลับไปทางเดิมนั้นเอง เกราะัเพลิงที่ลอยอยู่นิ่งๆ คล้ายจะััได้ถึงความคิดของเขา จึงปล่อยแสงไฟออกมาอย่างฉับพลัน
น่าเสียดายที่เขามองไม่เห็น คิดแต่จะจากไปให้เร็วที่สุด เพื่อพาพวกอันซืออี๋ออกไปจากถ้ำหินพร้อมกัน
ระหว่างทาง ทางหินที่ถูกเกราะัเพลิงขุดเจาะมีส่วนหนึ่งที่อุดตัน ยังดีที่สิ่งที่สกัดกั้นล้วนเป็เพียงเศษหินที่แตกละเอียด เขาต้องเปลืองแรงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงค่อยๆ ออกไปยังพื้นผิวด้านนอกตามเส้นทางหินนั้นได้
“เนี่ยเทียน เนี่ยเทียน!”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เขาพลันได้ยินเสียงะโร้องเรียกด้วยความร้อนใจจากอันซืออี๋
ใจของเขาพลันอุ่นวาบ จำได้ว่าเป็เสียงของอันซืออี๋ เขาจึงห้อตะบึงขึ้นไป้าอย่างต่อเนื่อง
“ตูม!”
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาต่อยโครมลงไปบนทางหินที่ถูกกีดขวาง มาปรากฏตัวพรวดอยู่ด้านหน้าอันซืออี๋
“เนี่ยเทียน! เ้าหายไปไหนมา?” อันซืออี๋ใก่อนเป็อันดับแรก หลังจากเห็นว่าเขาปลอดภัยดีจึงผ่อนลมหายใจออกมาหนึ่งครั้ง กล่าว “ข้ามาตามเ้า พอมาถึงตรงนี้ก็พบว่าไม่มีทางให้ไปต่อแล้ว ข้า...”
ไม่รอให้นางอธิบายเสร็จ เนี่ยเทียนพลันจับแขนเรียวยาวของนาง ฉุดดึงนางออกไปด้านนอก ะโพูดเสียงดัง “อย่าเพิ่งพูดเลย รีบไปจากที่นี่กันเถอะ!”
เนี่ยเทียนมองออกว่าจุดที่อันซืออี๋หยุดอยู่ก็คือจุดเริ่มต้นที่เกราะัเพลิงเริ่มขุดลึกลงไปใต้ดิน
การขุดเจาะของเกราะัเพลิงทำให้ทางเส้นใหม่ที่เปิดโล่งพักหนึ่งกลับมาอุดตันอีกครั้ง
อันซืออี๋มาถึงจุดนี้จึงพบว่าไม่มีทางไปต่ออีกแล้ว แต่กลับไม่เห็นเงาของเขา ทำได้เพียงะโเสียงดัง หวังว่าเขาจะได้ยิน
“เกิดเื่อะไรขึ้น?” อันซืออี๋ไม่ได้ต่อต้าน ปล่อยให้เขาดึงตัวเองวิ่งเร็วๆ ตามฝีเท้าของเขา ฝ่าออกไปยังด้านนอก
ขอบเขตของนางสูงล้ำกว่าเนี่ยเทียน ดังนั้นตอนที่วิ่งห้อจึงยังมีแรงเหลือสำหรับพูดคุย
ทว่าเนี่ยเทียน้าแต่จะให้หลุดพ้นโดยเร็วที่สุดจึงทุ่มเทสุดพละกำลัง ไม่เอ่ยอธิบายอะไรอีก
ถามไปสองครั้ง หลังจากอันซืออี๋พบว่าเนี่ยเทียนไม่ได้ตอบคำถามจึงหยุดการซักถาม เอาแต่ก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อ คอยหันมามองใบหน้าด้านข้างที่เผยแววเด็ดเดี่ยวของเขาอยู่เป็ระยะ ดวงตางดงามดูเลื่อนลอยเล็กน้อย
“โตแล้วจริงๆ ด้วย...” อันซืออี๋พึมพำเสียงเบา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เบื้องหน้าทางหินที่มืดดำพลันมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา
“พวกเ้ากลับมาแล้ว” เสียงร้อนใจของพันเทาดังลอยมา
เนี่ยเทียนคลายใจลงได้ รู้ว่าบัดนี้ความเปลี่ยนแปลงใต้ดินยังไม่เกิดขึ้น เขามาถึงที่นี่ได้ อย่างน้อยทุกคนก็ไม่ถูกลาวากลืนกินโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“รีบออกไปจากถ้ำเร็วเข้า!” เขากล่าว
“เ้าเด็กบ้านี่!” พันเทาด่าออกมาหนึ่งประโยค ด่าไปพลางเดินออกจากถ้ำหินด้วย กล่าว “เ้านึกว่าพวกเราอยากจะอยู่ที่บ้าๆ นี่นักหรือไง! ก็ไม่ใช่เพราะเ้านั่นหรอกหรือ!”
เจียงหลิงจูและเย่กูโม่เองก็ไร้ซึ่งความเกรงใจ อ้าปากได้ก็ก่นด่าไม่หยุด บอกว่าเขาทำตัวเหลวไหล ทำเอาทุกคนซวยตามไปด้วย
เนี่ยเทียนที่เดินออกมาจากถ้ำหินปล่อยให้พวกเขาระบายความไม่พอใจออกมาได้เต็มที่ ทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เขาเห็นว่าเจิ้งปินและหันซินไม่อยู่ในกลุ่มแล้ว
คนเ่าั้ที่อยู่ต่อ ไม่ว่าจะด่าเขาอย่างไรก็ไม่คิดจะทิ้งเขาไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาทำตัวเหลวไหลเอาแต่ใจตัวเอง ก็ยังรอเขาจนถึงที่สุด
คนเหล่านี้ถึงจะเป็คนที่เขาให้ความสำคัญและซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง
-----
