ยามนี้หลายๆ ที่ในเมืองของแผ่นดินซีเฮ่าตอนใต้ก็มีคนเร่ร่อนรวมตัวกันเพื่อก่อฏ พวกเขาสังหารเ้าหน้าที่ของทางการและนำเสบียงอาหารออกมาแจกจ่าย สถานการณ์กำลังวุ่นวาย ทว่ากองทัพทหารของทางการกลับถอยร่นมาเรื่อยๆ กงจื้อิไม่อาจรอให้ร่างกายฟื้นตัวได้อีกต่อไป เขาจำเป็ต้องออกมาเคลื่อนไหวทันที
มิเช่นนั้น หากเกิดาขึ้นทุกหนแห่ง ประชาชนจะเป็ผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง และซีเฮ่าเองก็จะบอบช้ำอย่างหนัก ประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยมั่นคงก็จะถือโอกาสนี้บุกเข้าโจมตีเช่นกัน
ดังคำที่กล่าวกันไว้ว่าภายในต้องสงบก่อนจึงค่อยสู้ศึกภายนอก
และเหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนออกมาก่อฏภายในประเทศเฉกเช่นทุกวันนี้ ก็เป็เพราะการปกครองอย่างเผด็จการของฮ่องเต้พระองค์ใหม่!
กงจื้อิเขียนจดหมายส่วนตัวเพื่อรวบรวมกองกำลังทหารในกองทัพเก่าของเขาอย่างลับๆ
เดิมทีราชสำนักของซีเฮ่าก็ตกต่ำอยู่แล้ว ผ่านไปไม่นานก็เกิดความโกลาหลปั่นป่วนขึ้นมา เนื่องจากมีแม่ทัพหลายนาย้าขอร้องให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่จัดการกับเซียวกุ้ยเฟยและครอบครัวที่ฉ้อโกงเสบียงอาหารในท้องพระคลังอย่างเปิดเผย
ในสองเดือนที่ผ่านมา ใช่ว่าจะไม่มีขุนนางระดับสูงถวายฎีกาเช่นนี้ ทว่าเนื่องจากบิดาของเซียวกุ้ยเฟยเป็ผู้บัญชาการสูงสุดที่รับผิดชอบในการดูแลเก้าประตูเมือง ลาดตระเวนตอนกลางคืน ตรวจสอบและจับกุม เป็ต้น กล่าวคือเขาดูแลความปลอดภัยของวังหลวงทั้งหมดและเมืองหลวงทั้งเมือง ต่อให้ซือหม่าเชวี่ยนจะโกรธเกลียดสกุลเซียวอย่างไร หรือจะโกรธเกลียดเซียวกุ้ยเฟยขนาดไหน แต่ตอนนี้เขาก็มิอาจทำอะไรโดยหุนหันพลันแล่นไปได้
ในตอนแรกสกุลเซียวมีความดีความชอบอย่างมากในการสนับสนุนการขึ้นครองราชย์ ดังนั้นซือหม่าเชวี่ยนก็เลยเชื่อใจพวกเขาเป็อย่างมาก
ต่อให้ทุกวันนี้เขาจะรู้ดีว่าสกุลเซียวนั้นฉ้อโกง แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถหานายทหารที่จงรักภักดีต่อเขามากกว่าสกุลเซียว ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็หูหนวกตาบอดมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ไม่จัดการสกุลเซียว ทั้งยังเลื่อนขั้นให้ทายาทตามกฎหมายทั้งสองของสกุลเซียวที่เป็ขุนนางอีกด้วย
หลังจากที่นายทหารถวายฎีกา ผู้บัญชาการเซียวถึงขั้นไปที่ศาลเพื่อเรียกร้องความเป็ธรรม ฮ่องเต้เองก็รีบให้ของล้ำค่าและเงินทองไปมากมายเพื่อเป็การตอบแทน และยังให้เซียวกุ้ยเฟยมีอำนาจครึ่งหนึ่งในการจัดการเื่ในวังหลังอีกด้วย
การกระทำเช่นนี้ ทำให้เหล่าขุนนางและประชาชนต่างก็โกรธเคือง
แม้แต่ขุนนางที่เดิมทีเคยจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ในเวลานี้พวกเขาต่างก็พากันสาปแช่งในใจว่า “ไอ้ทรราชย์”
และในตอนนี้เองที่กงจื้อิเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างคนเลวข้างกายฮ่องเต้ และนำทัพต่อสู้เพื่อจัดการสถานการณ์ความวุ่นวายภายในและต่อต้านเผด็จการ
และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่พวกเขาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน และยอมรับถึงข่าวคราวเื่ที่เขายังมีชีวิตอยู่
ทันใดนั้นเอง ทั่วทั้งแผ่นดินซีเฮ่าก็ลุกเป็ไฟขึ้นมาทันที
ในปีนั้นกงจื้อิได้นำทหารขับไล่ชาวเถียเหล่ยหลายแสนคนออกไปจากแผ่นดินซีเฮ่า และได้รับความดีความชอบที่รบชนะในทันที ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินซีเฮ่าต่างก็ได้ยินชื่อเสียงที่โด่งดังของเขา ทุกคนต่างก็รู้ว่าเขาเป็แม่ทัพกล้าหาญที่รักประชาชนและจงรักภักดีต่อฮ่องเต้
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายในระหว่างการยกทัพกลับหลังจากชัยชนะกลับถูกวางยาพิษโดยชาวเถียเหล่ยจนถึงแก่ชีวิต
เมื่อศพของเขามาถึงซีจิงในวันแรกก็ถูกทำพิธีอย่างเร่งรีบ และก็มีประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนที่เดินทางออกมาส่งเขา วันนั้นกระดาษเงินปลิวว่อนและเสียงร่ำไห้ของประชาชนดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ความเคารพเลื่อมใสเช่นนี้ของประชาชนที่มีต่อกงจื้อิก็ทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่และผู้สนับสนุนของเขาหวาดกลัวไม่น้อย พวกเขาต่างก็รู้สึกหลายต่อหลายครั้งว่าช่างโชคดีที่กงจื้อิเสียชีวิตแล้ว มิเช่นนั้นตำแหน่งฮ่องเต้ไม่มีทางที่จะไปถึงซือหม่าเชวี่ยนผู้มีจิตใจคับแคบไปได้
ทว่าสองปีที่ผ่านไป ในวันนี้กงจื้อิกลับยังมีชีวิตอยู่!
เขากลับยังไม่เสียชีวิต!
ข่าวคราวนี้ราวกับมีปีกอย่างไรอย่างนั้น และบินไปถึงวังหลวง
……
ซือหม่าเชวี่ยนโกรธจัดและโยนที่ทับกระดาษในมือออกไป นี่คือที่ทับกระดาษที่ทำจากหยกมันแพะชั้นดี ผิวััมันวาวและมีสีขาวปนเหลืองอ่อนๆ คล้ายมันแพะ เป็หยกที่ประเทศเล็กๆ ส่งมาเป็ของบรรณาการ ปกติแล้วเขาจะทะนุถนอมหยกชิ้นนี้มากที่สุด เพียงแต่หยกนี้ไม่เคยตกลงพื้นมาก่อน เสียงตกกระแทกพื้นดังปังและแตกออกเป็เจ็ดแปดเสี่ยง ซึ่งก็เหมือนกับอารมณ์ของเขาในตอนนี้
เขาทั้งโกรธแค้นและหวาดกลัว เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทา “เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้ยังไงกัน? ข้าเห็นร่างของเขาถูกฝังด้วยตาตนเอง เหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตอยู่?”
เขาปัดของทั้งหมดบนโต๊ะว่าราชการที่แกะสลักลายัทิ้งไป ดวงตาของเขาแดงก่ำราวสัตว์ร้ายที่ได้รับาเ็ แล้วเขาก็ะโออกมาสุดเสียงว่า “เขายังมีชีวิตอยู่ ข้าควรจะทำยังไงดี”
ขันทีและเหล่านางในจะกล้าตอบได้อย่างไร พวกเขาต่างก็ใจนคุกเข่าลงกับพื้น
ขุนนางที่มากราบทูลข่าวคนนั้นก็ใเช่นกัน เขาอ้าปากค้างและมองไปที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่กำลังเสียการควบคุม ในใจของเขาจู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมา ที่แท้ฝ่าาก็เกรงกลัวเสี่ยวอู่โฮ่วจริงๆ ด้วย! ตอนแรกที่เสี่ยวอู่โฮ่วถูกฝังมีข่าวลือออกมาว่า เขาไม่ได้เสียชีวิตภายใต้เงื้อมมือของชาวเถียเหล่ย หรือว่าจะมีเงื่อนงำในเื่นี้จริงๆ กันแน่?
ตอนนี้เขาฟื้นคืนชีพกลับมา และเตรียมจะนำทัพต่อสู้ ฝ่าาจะสามารถชนะได้หรือไม่?
เมื่อคิดเช่นนี้ ขุนนางคนนี้ก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้
ซื่อหม่าเชวี่ยนเงยหน้าขึ้นดวงตาแดงก่ำของเขาเห็นท่าทางเช่นนั้นของขุนนางพอดี เขาอดไม่ได้ที่จะอับอายกลายโทสะ ชี้ไปที่ขุนนางคนนั้นและะโด่าออกมาอย่างรุนแรงว่า “ใครก็ได้เข้ามาพาไอ้สารเลวที่ไร้ศักดิ์ศรีผู้นี้ออกไปตัดหัวเสีย!”
ขุนนางผู้นั้นร้องออกมาอย่างใ เขาล้มลงกับพื้น และบรรยากาศในตำหนักใหญ่ก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปหมด
ปรากฏว่าขุนนางผู้นั้นหวาดกลัวเป็อย่างมาก เขาใจนควบคุมตนเองไม่ได้
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างตำหนักจินหลวนเตี้ยนกลับเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นมาได้!
ซือหม่าเชวี่ยนได้กลิ่นคาวเืในอากาศ เขามองร่างของขุนนางคนนั้นที่สั่นเทาอย่างรุนแรง เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก เขายื่นมือไปดึงกระบี่ออกมาจากฝักและฟันลงไปข้างๆ ร่างของขุนนางผู้นั้น
“ข้าสั่งให้เ้าปัสสาวะเ้าก็ต้องปัสสาวะ! ข้าจะตัดหัวเ้าให้ตายเ้าก็ต้องตาย…ฮ่าฮ่าฮ่า ใครจะกล้ามาต่อต้านข้าได้ ใครอนุญาตให้เ้าเงยหน้าขึ้นมามองข้า ข้าคือฮ่องเต้ของประเทศซีเฮ่า ข้าเป็์ของพวกเ้า! เ้ายังกล้าใช้สายตาเช่นนั้นมองมาที่ข้า และยังกล้าปัสสาวะรดตำหนักจินหลวนเตี้ยนอีก ข้าจะตัดหัวเ้า! ให้เ้าตายอย่างอนาถา!”
ร่างของขุนนางผู้นั้นถูกสับจนไม่สามารถระบุชิ้นส่วนของอวัยวะได้ แขนของเขาก็ถูกตัดทิ้ง แม้แต่ลูกตาข้างหนึ่งของเขาก็กระเด็นออกมาจากเบ้าตาและกลิ้งกระเด็นกระดอนไปมา มีเืพุ่งกระเซ็นออกมาเต็มไปหมด
บนร่างกายและใบหน้าของซือหม่าเชวี่ยนกลับถูกอาบไปด้วยเืสดๆ นับไม่ถ้วนจนแดงฉาน แต่เขาก็ยังกวัดแกว่งกระบี่ในมืออย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
ในขณะนี้แม้แต่ทหารองครักษ์ที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ขาทั้งสองข้างของพวกเขาก็สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ขันทีและสาวใช้ต่างทรุดตัวลงด้วยความหวาดกลัว และถึงขั้นที่ว่าบางคนไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไปจนต้องกรีดร้องออกมา
ทันใดนั้นซือหม่าเชวี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมา เขาหอบหายใจพร้อมจ้องมองไปที่คนคนนั้น และะโออกมาอย่างดุเดือดว่า “หุบปากเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้นข้าจะตัดลิ้นเ้าออกมา!”
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนก็หยุดส่งเสียงทันที ทว่านางในหลายคนก็หมดสติไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เหล่าขุนนางระดับสูงที่ได้ยินข่าวและรีบมาเข้าเฝ้าก็เห็นภาพเหตุการณ์นองเืเช่นนี้ พวกเขาทุกคนต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
หลิวพัวจวินที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของเหล่าขุนนางก็ตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
แต่ยิ่งหวาดกลัวสิ่งใดมากเท่าไรก็ยิ่งจะได้เช่นนั้น หลังจากที่ซือหม่าเชวี่ยนสับขุนนางผู้นั้นเป็ชิ้นๆ แล้วก็นึกถึงตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ เขาใช้แขนเสื้อเช็ดรอยเืบนใบหน้าอย่างลวกๆ และหมุนตัวกลับมายิ้มอย่างเ็า “หลิวอ้ายชิง ข้ามีเื่จะถามเขา!”
ขุนนางระดับสูงทุกคนใครจะกล้าหาเื่ใส่ตัว พวกเขาพากันถอยไปข้างหลังราวกับน้ำขึ้นน้ำลง และยังมีขุนนางขี้กลัวผลักให้หลิวพัวจวินไปอยู่ข้างหน้า ทำให้หลิวพัวจวินมายืนอยู่ด้านหน้าสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขาทั้งสองข้างของเขาอ่อนยวบราวกับเส้นบะหมี่ ฟันของเขาขบกันจนสั่นไม่หยุด เขาฝืนยิ้มออกมาด้วยท่าทางน่าเกลียดและเสียงของเขาก็สั่นเทาราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัดในฤดูใบไม้ร่วง “ฝ่า…บาท…ข้าน้อย ความจริงแล้วข้าน้อยไม่…ไม่ทราบ…”
“หุบปาก!” ซือหม่าเชวี่ยนจู่ๆ ก็ตะคอกออกมาเสียงดัง
หลิวพัวจวินใจนลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้น หัวของเขาโขกลงบนพื้นอย่างรุนแรง อิฐในตำหนักจินหลวนเตี้ยนล้วนทำมาจากหินอ่อนที่มีความแข็งแกร่งที่สุด อีกอย่างตอนที่ซือหม่าเชวี่ยนขึ้นครองบัลลังก์ั เพื่อที่จะทำให้ตำหนักจินหลวนเตี้ยนเหมาะสมกับชื่อ เขาก็เลยให้ช่างฝีมือใช้เวลาหนึ่งเดือนในการเปลี่ยนเป็อิฐที่ทำจากทองแท่งจริงๆ หากว่ายืนอยู่้าและมองไปรอบๆ ก็จะพบว่าเป็สีทองเหลืองอร่ามเต็มไปหมด
ซือหม่าเชวี่ยนชอบความรู้สึกที่ได้อยู่ในตำหนักจินหลวนเตี้ยนเช่นนี้ เพราะทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็คนที่สูงส่งที่สุดในโลก และเป็โอรสของ์ที่ถูก์เลือกมา!
ในขณะที่หลิวพัวจวินก้มลงไปคำนับนั้น ้าของอิฐที่ทำจากทองคำแท่งก็ถูกความแข็งแกร่งของเขาทำให้บิ่นไปเล็กน้อย หลังจากที่คำนับไปสิบกว่าทีแล้วยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หน้าผากของเขาก็เต็มไปด้วยรอยเื และยังมีหยดเืหลายหยดไหลออกมาจากหน้าผาก หยดลงไปบนจมูกและไหลไปถึงริมฝีปาก ไม่เพียงแต่มีกลิ่นคาวเืเท่านั้นทั้งยังเ็ปอีกด้วย
ทั้งตัวของหลิวพัวจวินโงนเงนไปมา ทว่าเขาก็ไม่กล้าที่จะหยุด
เขาเพียงหวังว่าที่ตนเองคำนับเช่นนี้จะช่วยชดเชยความผิดของเขาได้
ไม่รู้ว่าเป็เพราะคำอธิษฐานของเขามีผลขึ้นมาหรืออย่างไร ฮ่องเต้ที่ถือกระบี่อาบไปด้วยเืก็พูดออกมาอย่างเมตตาว่า “ลุกขึ้นมาได้!”
หลิวพัวจวินหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้ง น้ำมูกน้ำตาของเขาไหลออกมาเลอะเทอะเต็มใบหน้า เขาะโเสียงดังออกมาว่า “ขอบพระทัยฝ่าา! ข้าน้อยขอขอบพระทัยในความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่าน!”
ทว่าเขาคงคุกเข่าอยู่นานเกินไป ในขณะที่เขาลุกขึ้นยืนก็เข่าอ่อนจนโซซัดโซเซถอยหลังไปหลายก้าว ขุนนางระดับสูงที่ทนดูไม่ได้ก็ยื่นมือออกมาช่วยประคองเขา
หลิวพัวจวินพูดอย่างสะอึกสะอื้นออกมาว่า “ขอบคุณ!”
ในตำหนักใหญ่ที่เงียบสงบอยู่ เสียงสะอึกสะอื้นนั้นดังชัดเจนเป็อย่างยิ่ง
ซือหม่าเชวี่ยนตะคอกออกมาอย่างเ็า และตำหนิอย่างเด็ดขาด “หุบปาก!”
หลิวพัวจวินเป็เหมือนเป็ดที่ถูกบีบคอเอาไว้แน่น เขาพยายามรวบรวมสมาธิและกลั้นหายใจ โดยไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่นิดเดียว
ซือหม่าเชวี่ยนถึงได้พอใจขึ้นมา เขาหันหน้ามองไปรอบๆ ขุนนางระดับสูงมีทั้งหมดยี่สิบสามคน มีทั้งขุนนางและนายทหาร
ขุนนางระดับสูงเหล่านี้ต่างก็ได้ยินมาว่ากงจื้อิยังมีชีวิตอยู่และ้ายกทัพต่อสู้เพื่อปฏิบัติการกวาดล้างคนเลวข้างกายฮ่องเต้ ก็เลยตั้งใจมารวมตัวกันเพื่อกราบทูลโดยเฉพาะ ใครจะรู้ว่าจะบังเอิญมาเห็นภาพเหตุการณ์นองเืครั้งนี้พอดี
ส่วนหลิวพัวจวินนั้นโชคร้ายมากกว่านิดหน่อย หลังจากที่เขารู้ว่ากงจื้อิยังมีชีวิตอยู่ ปฏิกิริยาในสมองของเขาคือให้รีบหนีไป เขาเคยรับใช้อยู่ภายใต้การปกครองของกงจื้อิมาระยะหนึ่ง เขารู้ดีว่าคนคนนั้นให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความยุติธรรมมากขนาดไหน แต่ว่าสิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือการโดนทรยศหักหลัง ทุกวันนี้เขาเองก็เหมือนกับเหยียบกับะเิอยู่ หากว่าไม่รีบหนีไปให้ไกล ชีวิตน้อยๆ ของเขาคงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ทันที่จะได้ทำตามความคิดของเขา จู่ๆ ก็มีขุนนางระดับสูงที่รู้ข่าวบุกเข้ามาในจวนของเขา ราวกับว่ากำลังจะมาจับกุมนักโทษกลับวังหลวงอย่างไรอย่างนั้น
เขาทั้งโกรธเคืองและเคียดแค้น ทว่าในเวลานี้เขาก็เหมือนกับสุนัขตัวหนึ่งที่ยืนหลั่งน้ำตาออกมาอยู่ในตำหนักจินหลวนเตี้ยน ในสมองของเขากลับคิดว่าหากครั้งนั้นตนเองไม่ละโมบ และไม่ถูกซือหม่าเชวี่ยนชักจูง เขาก็จะได้อยู่ติดตามข้างกายของกงจื้อิไปตลอด ถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่โดดเด่นอะไร แต่อย่างน้อยก็คงไม่ต้องอับอายขนาดนี้
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับซือหม่าเชวี่ยนที่เป็ดั่งเทพเ้าแห่งความตาย ความคิดเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปในทันที หากว่าตอนนั้นเขาระมัดระวังและรอบคอบมากกว่านั้นสักหน่อย ยืนยันว่ากงจื้อิตายไปแล้วจริงๆ วันนี้ก็ไม่พ้นได้รับความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งเป็แน่ ไหนเลยจะต้องใกลัวจนใจเต้นรัวขนาดนี้?
คนในสกุลซือหม่าต่างก็มีร่างกายสูงใหญ่ ขนาดซือหม่าเชวี่ยนที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังสูงกว่าเหล่าขุนนางระดับสูงที่ยืนอยู่มากกว่าครึ่งค่อนศีรษะ เขากวัดแกว่งกระบี่ในมืออย่างสบายๆ และยิ้มอย่างร้ายกาจออกมา ขุนนางระดับสูงเ่าั้ต่างก็พากันหวาดกลัวจนหน้าซีด และบางคนที่ขี้กลัวก็คุกเข่าลงไปกับพื้น
ขนาดผู้บัญชาการเซียวที่ปกติมักจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
ทันใดนั้นซือหม่าเชวี่ยนก็มีความสุขอย่างยิ่ง นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสว่าการเป็ฮ่องเต้นั้นทรงพลังขนาดไหน แค่การกระทำเล็กๆ เพียงอย่างเดียวก็ทำให้ขุนนางทั้งหมดเชื่อฟังเขา และอีกเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาได้สับคนโง่เขลาจนเป็เนื้อบดด้วยมือของเขาเอง!
จุ๊ๆ การเชือดไก่ให้ลิงดูเช่นนี้เป็ประโยชน์อย่างมากตามที่คาดไว้จริงๆ และเขาก็หลงใหลในความรู้สึกที่ได้ฆ่าคนขึ้นมาเสียแล้ว!
เหอะ!
ต่อให้กงจื้อิผู้องอาจจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆ แล้วจะทำไมกัน?
